-->
รู้มั้ยว่าโรคอะไรที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในโลก คำตอบคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคนี้ทำเอาพวกบริษัทยาที่ขายยาเกี่ยวกับโรคนี้พากันรวยมากมายมหาศาล และสาเหตุหลักที่สำคัญก็คือภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งไขมันที่เป็นปัญหาสำคัญก็คือ คอเลสเตอรอล นั่นเอง
ปัจจุบันภาวะไขมัน คอเลสเตอรอล ในเลือดสูงเป็นปัญหาที่สำคัญทีเดียว เพราะมันจะส่งผลไปกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างมากทีเดียว และถือว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง
จากการผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบัน world's premier medical institutions พบว่ามีวิธีการที่สามารถช่วยป้องกันระบบหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีได้
นักวิจัยได้แนะนำว่ามีปัจจัยความเสี่ยงมากมายที่นำมาพิจารณา โดยใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพื้นฐานของลักษณะของการเสื่อมสลายของระบบหัวใจและหลอดเลือด ปัจจัยที่ไปเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้ประกอบไปด้วย สภาวะสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายต่ำ สภาวะกรดไขมันที่จำเป็นในร่างกายต่ำ ระดับปริมาณเกลือแร่ แมกนีเซียม โปตัสเซียม และระดับที่เพิ่มขึ้นของ homocysteine ในร่างกาย ปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว และสิ่งสำคัญมากๆ ก็คือมีวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่จะกำจัดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ นั่นคือ
► การออกกำลังกาย► การลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง► รับประทานอาหารเสริม เช่น วิตามิน เกลือแร่ และอาหารต้านอนุมูลอิสระ
คอเลสเตอรอล มีผลกับสุขภาพยังไงในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาเรารับทราบข้อมูลของ คอเลสเตอรอล มามากมายว่ามันมีผลเสียต่อร่างกายโดยมันอาจจะไปอุดตันเส็นเลือด และมันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีทำให้เกิด โรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ทราบหรือไม่ว่า คอเลสเตอรอล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากต่อสุขภาพของร่างกายทีเดียวเรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลย
คอเลสเตอรอล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในเซลเมมเบรน (cell membrane) มันจะช่วยเซลล์ในการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น คอเลสเตอรอล ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน (วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และ วิตามินเค) และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายเข้าสู่เซลล์ คอเลสเตอรอล จะมีส่วนช่วยในขบวนการสร้างฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง และรวมถึงสเตียรอยด์ฮอร์โมน (steroidal hormones) ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับสุขภาพที่สำคัญของร่างกายคือระบบภูมิต้านทานของร่างกายและการทำงานที่สมบูรณ์ของระบบฮออร์โมน
คอเลสเตอรอล จะมี 2 ชนิด คือ ชนิดดีและชนิดไม่ดี
► ชนิดดีหรือ HDL (High Density Lipoprotein) ชนิดดีนี้จะช่วยร่างกายขับ คอเลสเตอรอล ที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย จะได้จากอาหารและร่างกายผลิตขึ้นเพื่อนำไปใช้ ชนิดนี้ยิ่งสูงก็จะดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย► ชนิดไม่ดีหรือ LDL (Low Density Lipoprotein) เป็นชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย ได้จากอาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
ดังนั้นเวลาดูค่าหรือระดับของ คอเลสเตอรอล ในร่างกายควรที่จะดูที่สัดส่วนของ HDL กับ LDL จะดีกว่า
เป็นเรื่องที่น่าแปลก จากการศึกษาพบว่ามีจำนวนสัดส่วนที่มากพอสมควรของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดกลับมีระดับ คอเลสเตอรอล ในร่างกายต่ำหรือเป็นปกติ ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือดไม่ได้เกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอล เองโดยตรง แต่สิ่งที่เป็นผลร้ายกับร่างกายคืออนุภาคออกซิไดซ์ของ LDL หรือ คอเลสเตอรอล ที่ไม่ดีนั่นเอง
นักวิจัยได้ระบุว่ามีอาหารมากมายที่วารสารการวิจัยทางการแพทย์หลายๆ ฉบับระบุว่าช่วยส่งเสริมให้ระบบกาารทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงมีสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยหากแบ่งตามหน้าที่การทำงานหลักของอาหารเหล่านั้นจะแบ่งได้ 4 กลุ่มหลัก ที่จะช่วยส่งเสริมให้ระบบกาารทำงานของหัวใจและหลอดเลือดมีสุขภาพดีขึ้น
1) อาหารช่วยต้านอนุมูลอิสระ อาหารชนิดนี้จะช่วยป้องกันการเกิดอนุภาคออกซิไดซ์ของ LDL หรือ คอเลสเตอรอล ที่ไม่ดี โดย คอเลสเตอรอล จะกลายเป็นศัตรูร้ายทันทีที่มันเกิดการแตกตัวเป็นอนุภาคออกซิเดชั่น ซึ่งก็จะอาหารที่จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ส่งผลให้อาหารเหล่านี้ช่วยทำให้ระบบกาารทำงานของหัวใจและหลอดเลือดมีสุขภาพดีขึ้น
► สารสกัดจากกระเทียม 400-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หากเป็นแบบไม่มีกลิ่นจะดีกว่า)► วิตามินอี 400-1,200 IU ต่อวัน► สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน► ไวน์แดงสกัด 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน► สารสกัดจากชาเขียว 100-300 มิลลิกรัมต่อวัน► CoEnzyme Q10 60-120 มิลลิกรัมต่อวัน
2) อาหารที่ช่วยในเรื่องเกี่ยวการรักษาระดับ homocysteine ในร่างกาย homocysteine เป็นกรดอะมิโนที่ได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึม ของกรดอะมิโน methionine และเป็นกรดอะมิโนที่รู้จักกันดีว่ามีพิษต่อผนังเซลล์ของหลอดเลือด ภาวะระดับ homocysteine ในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีผลการศึกษากว่า 500 การศึกษาที่ได้มีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์พบอันตรายของ homocysteine พบว่าการเพิ่มขึ้นของระดับ homocysteine จะส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตมากว่าการเพิ่มขึ้นของระดับ คอเลสเตอรอล ถึง 5 เท่าทีเดียว
อาหารที่พบว่ามีส่วนช่วยในเรื่องการรักษาระดับ homocysteine ในร่างกายคือ
► วิตามินบี6 50-150 มิลลิกรัมต่อวัน► วิตามินบี12 500-2,000 ไมโครกรัมต่อวัน (ในรูปแบบ methylcobalamin จะให้ผลดีกว่า)► กรดโฟลิค 400-1,000 IU ต่อวัน► Trimethylglycine 100 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน
3) อาหารที่ช่วยในเรื่องสัดส่วนหรือระดับของ คอเลสเตอรอล ในร่างกาย ระดับของ คอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ได้ตัวชี้วัดที่ดีของสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด สิ่งที่น่าจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีน่าจะเป็นอัตราส่วนของ HDL ต่อ LDL มากกว่า ซึ่งอัตราส่วนที่ดีคืออัตราส่วนเท่ากับ 4 หรือน้อยกว่า ส่วนอัตราส่วนที่พอเหมาะคือ 3
อาหารที่พบว่ามีส่วนช่วยในเรื่องการรักษาระดับอัตราส่วนของ คอเลสเตอรอล ในร่างกายคือ
► น้ำมันปลาหรือ Fish oil 200-800 มิลลิกรัมต่อวัน (EPA และ DHA)► สารสกัดจากกระเทียม 900 มิลลิกรัมต่อวัน (หากเป็นแบบไม่มีกลิ่นจะดีกว่า)► Tocotrienols 312 มิลลิกรัมต่อวัน► ไฟเบอร์ (Fiber) 20-30 กรัมต่อวัน
4) อาหารที่ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงและมีสุขภาพดี มื้ออาหารของคนส่วนใหญ่ที่รับประทานกันในแต่ละวัน มักจะได้รับปริมาณของ วิตามินซี และ ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) ไม่เพียงพอต่อการเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีได้ ซึ่งทั้ง วิตามินซี และ ไบโอฟลาโวนอยด์ เป็นสารที่สำคัญอย่างมากต่อการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญต่อความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด
มีสารอาหารอยู่ชนิดหนึ่งคือ เปลือกสนสกัด (เฉพาะเปลือกสนที่สกัดจากเปลือกของต้นสนในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลที่แรงทีเดียว ดังนั้นเปลือกสนสกัดจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับการทำลายของอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เปลือกสนสกัดน่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดทั้งระบบทีเดียว โดยมันจะไปช่วยป้องกันการเกิดการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดที่เกิดจากการสูบบุหรี่หรือความเครียด
อาหารที่ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงและมีสุขภาพดีคือ
► วิตามินซี 500-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน► ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) 100-500 มิลลิกรัมต่อวัน► เปลือกสนสกัด 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน
โดยสรุปสำหรับผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และต้อการมีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่แข็งแรงก็ควรจะปฏิบัติตัวง่ายๆ ดังนี้คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น วิตามิน เกลือแร่ และอาหารต้านอนุมูลอิสระ
ภาพและที่มา www.heathdd.com
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552
คอเลสเตอรอลคืออะไร
คอเลสเตอรอลคืออะไรคอเลสเตอรอล คือ สเตอรอลที่พบในเนื้อเยื่อเซลล์ของมนุษย์ ร่างกายเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลเองได้โดยตับ และเรายังได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหาร แม้ว่าคอเลสเตอรอลจะจำเป็นต่อการทำหน้าที่ทางชีวเคมีทั่วๆไปของร่างกาย แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงเกินไปคือสาเหตุของ vascular atherosclerosis ประมาณการว่า ประมาณ 70%
ของประชากรผู้ใหญ่ในประเทศตะวันตกมีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินกว่ามาตรฐาน เนื่องจากคอเลสเตอรอลเป็นไขมัน จึงไม่สามารถละลายได้ในน้ำ หรือเลือด การที่คอเลสเตอรอลและไขมันอื่นๆ จะถูกส่งไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือดได้นั้น จะต้องถูกจับยึดด้วยโปรตีนซึ่งจะทำให้คอเลสเตอรอลสามารถละลายในเลือดได้ โดยที่ปริมาณหน่วยย่อยของคอเลสเตอรอล หรือไลโปโปรตีนชนิดต่างๆ ในเลือด มีผลต่อความเสี่ยงของ CHD ต่างกันอย่างไรก็ตาม ระดับของคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะคอเลสเตอรอลตัวไม่ดีนั้นเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะคอเลสเตอรอลชนิดนี้เป็นตัวหลักของคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อ CHD
Plant stanols/sterols และเอสเทอร์ของ Plant stanols/sterolsplant sterols และ plant stanols มีอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร plant sterols และ plant stanols ที่อยู่ในรูปเอสเทอร์ มีความเหมาะสมอย่างมากต่อการนำมาใช้ในการผลิตอาหาร (functional foods) โดยที่plant stanol เป็นรูปหนึ่งของ plant sterols ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น และการนำไปใช้งานทำได้ง่ายขึ้นคุณประโยชน์
การศึกษาแบบทดลอง สุ่มตัวอย่างแบบ double-blind เพื่อช่วยลดความผันแปรของตัวแปรต่างๆ (randomised double-blind intervention) จำนวนมากได้แสดงให้เห็นถึงผลของ plant sterols ต่อระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด ผลการศึกษาเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า plant sterols และ plant stanols ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม และคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล แต่ไม่ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอลซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี หรือมีผลกระทบใดๆ ต่อระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (1)
Benecol® ลดระดับ sterols ในเลือดโดยการยับยั้งการดูดซึมของ sterols จากลำไส้เล็กประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์จากการใช้อันยาวนาน
การลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารนั้น บ่อยครั้งจะให้ผลในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องยากในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร ในขณะท ี่Benecol® สามารถคงประสิทธิภาพได้ในการใช้ระยะยาว จากการศึกษาพบว่าหากบริโภคทุกๆ วัน ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง 10% และระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลในเลือดลดลง 14% ตลอดระยะเวลา 12 เดือนของการศึกษา (2)
1. Law M. Plant sterol and stanol margarines and health. BMJ 2000;320:861-4
2. Miettinen TA, Puska P, Gylling H, Vanhanen H, Vartiainen E. Reduction of serum cholesterol with sitostanol-ester margarine in a mildly hypercholesterolemic population. N Engl J Med 1995;333:1308-12.
ของประชากรผู้ใหญ่ในประเทศตะวันตกมีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินกว่ามาตรฐาน เนื่องจากคอเลสเตอรอลเป็นไขมัน จึงไม่สามารถละลายได้ในน้ำ หรือเลือด การที่คอเลสเตอรอลและไขมันอื่นๆ จะถูกส่งไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือดได้นั้น จะต้องถูกจับยึดด้วยโปรตีนซึ่งจะทำให้คอเลสเตอรอลสามารถละลายในเลือดได้ โดยที่ปริมาณหน่วยย่อยของคอเลสเตอรอล หรือไลโปโปรตีนชนิดต่างๆ ในเลือด มีผลต่อความเสี่ยงของ CHD ต่างกันอย่างไรก็ตาม ระดับของคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะคอเลสเตอรอลตัวไม่ดีนั้นเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะคอเลสเตอรอลชนิดนี้เป็นตัวหลักของคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อ CHD
Plant stanols/sterols และเอสเทอร์ของ Plant stanols/sterolsplant sterols และ plant stanols มีอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร plant sterols และ plant stanols ที่อยู่ในรูปเอสเทอร์ มีความเหมาะสมอย่างมากต่อการนำมาใช้ในการผลิตอาหาร (functional foods) โดยที่plant stanol เป็นรูปหนึ่งของ plant sterols ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น และการนำไปใช้งานทำได้ง่ายขึ้นคุณประโยชน์
การศึกษาแบบทดลอง สุ่มตัวอย่างแบบ double-blind เพื่อช่วยลดความผันแปรของตัวแปรต่างๆ (randomised double-blind intervention) จำนวนมากได้แสดงให้เห็นถึงผลของ plant sterols ต่อระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด ผลการศึกษาเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า plant sterols และ plant stanols ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม และคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล แต่ไม่ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอลซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี หรือมีผลกระทบใดๆ ต่อระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (1)
Benecol® ลดระดับ sterols ในเลือดโดยการยับยั้งการดูดซึมของ sterols จากลำไส้เล็กประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์จากการใช้อันยาวนาน
การลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารนั้น บ่อยครั้งจะให้ผลในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องยากในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร ในขณะท ี่Benecol® สามารถคงประสิทธิภาพได้ในการใช้ระยะยาว จากการศึกษาพบว่าหากบริโภคทุกๆ วัน ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง 10% และระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลในเลือดลดลง 14% ตลอดระยะเวลา 12 เดือนของการศึกษา (2)
1. Law M. Plant sterol and stanol margarines and health. BMJ 2000;320:861-4
2. Miettinen TA, Puska P, Gylling H, Vanhanen H, Vartiainen E. Reduction of serum cholesterol with sitostanol-ester margarine in a mildly hypercholesterolemic population. N Engl J Med 1995;333:1308-12.
วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552
หน้าฝนแล้วรักษาสุขภาพด้วย
หน้านี้หน้าฝนอากาศค่อนข้างชื้นจะมีผลกระทบโดยตรงกับอวัยวะ คือ ม้าม
ส่วนมากคนจะไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักม้าม ม้ามจะอยู่ตรงชายโครงด้านซ้ายอยู่ระหว่างกระเพาะ ปอด หัวใจ ม้ามมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด น้ำเหลือง และภูมิคุ้มกัน คนที่ม้ามโตจะผอมถาวรรับประทานเท่าไหร่จะไม่อ้วน คนที่ตัวผอมจะไม่ค่อยสร้างเม็ดเลือด ตามปกติคนเราต้องมีเลือดหมุนเวียน ๖ ลิตร คนที่ม้ามโตจะมีเลือดไม่ถึง ๖ ลิตร ส่วนคนที่ม้ามชื้นจะอ้วนง่าย ไม่กินอะไรก็อ้วน คนที่ใช้เสียงมาก คนที่ใช้ริมฝีปากบ่อย พูดมาก จะทำให้ม้ามขึ้น และอ้วนง่าย และคนที่อยู่ริมแม่น้ำก็จะอ้วนง่าย กินอาหารจุบจิบ ม้ามจะชื้นง่าย ใครที่นอนช่วงเวลานี้จะอ้วนแต่ถ้าได้เดินไปเดินมาหรือใช้สมองคิด จะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดี จะไม่อ้วน ม้ามนอกจากสร้างไขมัน สร้างเม็ดเลือด ยังสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างน้ำเหลือง วิธีสังเกตว่าม้ามเราปกติหรือไม่ ก็คือดูที่น้ำเหลือง ม้ามชื้น ม้ามโต น้ำเหลืองจะเสียง่าย เช่น การเป็นเริม งูสวัด วิธีการดูแลรักษาม้าม ควรรับประทานขมิ้นชัน ที่เป็นผงหรือแคปซูลเป็นประจำ จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้วนป้องกันไม่ให้ม้ามชื้น ม้ามโต ป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองเสีย การรับประทานขมิ้นชันเพื่อลดความอ้วนและควบคุมน้ำเหลืองไม่ให้เสีย ให้รับประทานช่วงเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. อาหารบำรุงม้าม ได้แก่ มันเทศ สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง หรือบุก (ผลคล้ายกับหัวกลอย) รับประทานแล้วจะลดความอ้วน
ที่มา หนังสือ นาฬิกาชีวิต อ.สุทธิวัสส์ คำภา
ส่วนมากคนจะไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักม้าม ม้ามจะอยู่ตรงชายโครงด้านซ้ายอยู่ระหว่างกระเพาะ ปอด หัวใจ ม้ามมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด น้ำเหลือง และภูมิคุ้มกัน คนที่ม้ามโตจะผอมถาวรรับประทานเท่าไหร่จะไม่อ้วน คนที่ตัวผอมจะไม่ค่อยสร้างเม็ดเลือด ตามปกติคนเราต้องมีเลือดหมุนเวียน ๖ ลิตร คนที่ม้ามโตจะมีเลือดไม่ถึง ๖ ลิตร ส่วนคนที่ม้ามชื้นจะอ้วนง่าย ไม่กินอะไรก็อ้วน คนที่ใช้เสียงมาก คนที่ใช้ริมฝีปากบ่อย พูดมาก จะทำให้ม้ามขึ้น และอ้วนง่าย และคนที่อยู่ริมแม่น้ำก็จะอ้วนง่าย กินอาหารจุบจิบ ม้ามจะชื้นง่าย ใครที่นอนช่วงเวลานี้จะอ้วนแต่ถ้าได้เดินไปเดินมาหรือใช้สมองคิด จะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดี จะไม่อ้วน ม้ามนอกจากสร้างไขมัน สร้างเม็ดเลือด ยังสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างน้ำเหลือง วิธีสังเกตว่าม้ามเราปกติหรือไม่ ก็คือดูที่น้ำเหลือง ม้ามชื้น ม้ามโต น้ำเหลืองจะเสียง่าย เช่น การเป็นเริม งูสวัด วิธีการดูแลรักษาม้าม ควรรับประทานขมิ้นชัน ที่เป็นผงหรือแคปซูลเป็นประจำ จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้วนป้องกันไม่ให้ม้ามชื้น ม้ามโต ป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองเสีย การรับประทานขมิ้นชันเพื่อลดความอ้วนและควบคุมน้ำเหลืองไม่ให้เสีย ให้รับประทานช่วงเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. อาหารบำรุงม้าม ได้แก่ มันเทศ สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง หรือบุก (ผลคล้ายกับหัวกลอย) รับประทานแล้วจะลดความอ้วน
ที่มา หนังสือ นาฬิกาชีวิต อ.สุทธิวัสส์ คำภา
วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552
ทานผักสด ผลไม้สด ยิ่งเพลีย ระวัง !

ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ผัก ผลไม้ หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง มีให้ทานได้ทุกฤดูกาล แต่น่าแปลกใจที่คนไทยกลับเป็นโรคหัวใจไม่น้อยกว่าคนชาติอื่น ๆ
ก็ไหนใครบอกว่า ทานผักสด ผลไม้ มาก ๆ แล้วจะดีต่อสุขภาพไงล่ะ ?!??!!?!
ถ้าท่านยังมีความเชื่อแบบนี้ ก็เตรียมตัวเป็นโรคหัวใจได้แล้ว !
ไม่มีอาหารอะไรให้คุณอย่างเดียว แล้วไม่ให้โทษ.. ไม่มี !
การแพทย์ตะวันออก จะแบ่งระบบหัวใจออกเป็น ระบบกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle) และ ระบบเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium) ซึ่งต้องการสารอาหารตรงข้ามกัน กล้ามเนื้อหัวใจ ต้องการโปตัสเซียม ส่วนเยื่อหุ้มหัวใจ ต้องการโซเดียม
เยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium) เป็นผนังเยื่อบาง ๆ ที่หุ้มหัวใจ
กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle)เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในผนังเยื่อหุ้ม
การรักษาสัดส่วนโปตัสเซียม ต่อ โซเดียม ให้สมดุลกัน จะทำให้เลือดเลี้ยงหัวใจเต็ม 100% ในขณะเดียวกัน การได้รับโปตัสเซียมมากเกินไป (Hyperkalemia) ก็จะเป็นผลเสียต่อเยื่อหุ้มหัวใจ การได้รับโซเดียมมากเกินไป (Hypokalemia) ก็เป็นผลเสียต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ประโยชน์ของผักสด ผลไม้ คือ การได้โปตัสเซียมไปบำรุงหัวใจ แต่เมื่อทานผักสด และ ผลไม้มากจนได้รับโปตัสเซียมเกินปริมาณโซเดียมที่มีอยู่ จะทำให้เยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ มีอาการเหนื่อยอ่อน บางรายปวดสะบัก หรือ ปวดไหล่ด้านหลัง ชาตามท้องแขน ปวดที่ข้อ นิ้วล็อก นี่เป็นอาการเตือนของโรคเยื่อหุ้มหัวใจ หากยังไม่หยุดทานผักสด และ ผลไม้ เลือดจะวิ่งไปเลี้ยงหัวใจน้อยลงเรื่อย ๆ จนเป็นโรคหัวใจ และ เสี่ยงต่ออาการหัวใจขาดเลือด นั่นหมายถึง อาการช็อคหมดสติ หรือ อาการออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน อัมพาต หรือ ถึงแก่ชีวิตการที่ท่านไม่รู้ตัว แล้วยังไม่งดผักสดผลไม้ จะมีโรคอื่น ๆ ตามมา คือ ไขมันในเลือดสูง เพราะเยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ ไม่สามารถคุมปริมาณไขมันได้ โปตัสเซียมที่เข้าไปเยอะเกินไป ก็จะไปก่อหินปูนที่ไต ทำให้เป็นนิ่วในไม่ช้า ฉะนั้น อาจพูดได้ว่า คนที่ทานผักสด และ ผลไม้ มากไป มักจะเป็นโรคหัวใจ, คลอเลสเตอรอลสูง และ โรคไต พร้อม ๆ กัน
ทราบเหตุผลนี้แล้ว ก็ไม่แปลกใจเลย ที่คนไทยเป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น เป็นโรคไตมากขึ้น ก็ผักสด และ ผลไม้ไทยมันยั่วใจซะขนาดนี้
ผู้ที่เรียนลูกดิ่งเพนดูลั่ม สามารถพยากรณ์ดูอาการของเยื่อหุ้มหัวใจได้ด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่ไม่มีลูกดิ่ง ก็ให้สังเกตุอาการว่า เมื่อใดที่ท่านทานผักสด และ ผลไม้สดแล้ว หลังจากนั้น เกิดอาการผิดปกติ เช่น เพลีย หายใจขัด ปวดไหล่ ชาที่แขนหรือขา ยิ่งทานผักสด ผลไม้สด ยิ่งเพลียหนักขึ้น ให้ท่านสงสัยไว้ก่อนว่า นั่นคืออาการเยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ
วิธีดูแลผู้ที่มีอาการเยื่อหุ้มหัวใจ คือ ให้งดการทานผักสด และ ผลไม้สด แล้วเพิ่มการทานอาหารที่ทำจาก ถั่ว (เต้าหู้) ข้าวเหนียว ของหมักดอง ซึ่งมีโซเดียมสูง โซเดียมจะเข้าไปปรับสมดุลให้อาการที่เป็นอยู่ลดลง และ หายไปในที่สุด ข้าวเหนียวถั่วดำ, ข้าวหมาก, ผลไม้ดอง, ผลไม้ตากแห้ง เป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับคนที่มีอาการเยื่อหุ้มหัวใจ เพราะอุดมไปด้วยโซเดียมกาแฟ ก็เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ที่แนะนำให้คนที่มีอาการเยื่อหุ้มหัวใจดื่ม เพราะ กาแฟ จะไปขับโปตัสเซียมออกมาทางปัสสาวะ
สำหรับผู้ที่ทานอาหารที่ทำจากถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง มากเกินไป ท่านก็จะได้รับโซเดียมมากกว่าโปตัสเซียม จนไปทำร้ายกล้ามเนื้อหัวใจ อาการ คือ เหนื่อยง่าย เพลีย ความดันสูง (salt hypertension) หายใจขัด หืดหอบ (asthma) เป็นตะคริว (muscle cramp) ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ยิ่งทานถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง และ กาแฟ ยิ่งเพลียมากขึ้น เลือดเลี้ยงหัวใจน้อยลง หากยังไม่ลด ถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง เลือดจะวิ่งไปที่หัวใจน้อยจนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตาย และ หัวใจวายในที่สุด
วิธีดูแล ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจ คือ งด ถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง และ กาแฟ แล้ว เพิ่มการทาน ผักสด ผลไม้ และ เนื้อหมูให้มากขึ้น ผลไม้ที่มีโปตัสเซียมสูง ได้แก่ น้ำมะพร้าวอ่อน, กล้วยหอม, โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวปน (citrus fruit เช่น ส้ม, มะนาว) เนื้อสัตว์ที่มีโปตัสเซียมสูง คือ เนื้อหมู
การทานอาหารหลากหลาย ผสมกัน ทั้งโปตัสเซียม และ โซเดียม ก็จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจทางใดทางหนึ่งได้ หากท่านต้องการรู้ว่า ขณะนี้ อาการที่เกิดขึ้นมาจาก กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)