วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ศาสตร์ของการใช้สีบำบัด

การใช้สีบำบัดสามารถแบ่งชนิดหรือโทนของสีออกเป็นสองแบบคือ สีโทนร้อน และสีโทนเย็น

กลุ่มสีโทนร้อน เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง จะเป็นกลุ่มสีที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้น และกระฉับกระเฉง ในทางจิตวิทยาความแรงของสีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกหิว และกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

สีเหลือง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น สีเหลืองเป็นสีแห่งความสนุกสนาน ความฉลาดรอบรู้ สดใสร่าเริง และทำให้มีอารมณ์ขัน ทั้งนี้ผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองมักอุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันหวัดและช่วยเสริมสร้างความเจริญเติบโตในร่างกาย พลังของสีเหลือง ช่วยให้ระบบการทำงานของน้ำดีและลำไส้เป็นไปตามปกติ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ทั้งยังสามารถใช้เยียวยาอาการท้อแท้หดหู่และหมดกำลังใจของผู้ป่วยบางประเภท ได้อีกด้วย

สีส้ม รักษาโรคหอบหืด สีส้มเป็นสีแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น สดใส มีสติปัญญา ความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังไปในตัว ผลไม้และผักที่มีสีส้มอุดมด้วยวิตามินบี ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เผาผลาญแป้งและน้ำตาล บำรุงระบบประสาท พลังของสีส้ม ช่วยคลายอาการหอบหืด และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาความผิดปกติของม้าม ตับอ่อน ลำไส้ ทั้งยังช่วยในการดูดซึมอาหารของกระเพาะและลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ในทางจิตวิทยา พลังของสีส้มมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการซึมเศร้า หากคุณต้องการเรียกพลังความกระตือรือร้นในชีวิตให้กลับคืนมา สีส้มเป็นสีที่คุณควรมองหาและนำมาประยุกต์ใช้ให้มากที่สุด

สีแดง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง สีแดง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทของเราได้รุนแรงที่สุด ให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ตื่นตัว ผักและผลไม้สีแดงเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ทองแดงและเหล็ก ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาท พลังของสีแดงกระตุ้นพลังชีวิตให้มีความเข้มแข็ง กระตือรือล้นและมีชีวิตชีวา ในแง่ของการรักษา สีแดงมีอิทธิพลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย เพิ่มพลังในระบบการไหลเวียนของเลือด และรักษาอาการหวัด

เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ควรรีบหาสีแดงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยเร็ว ทั้งนี้เพราะพลังแห่งความมั่นใจ กล้าแสดงออก และความรักที่มีอยู่ในสีโทนร้อนเช่นสีแดงนั้นจะสามารถสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองให้กับคุณได้เป็นอย่างดี

สีม่วง ปรับสมดุลในร่างกาย สีม่วง เป็นสีแห่งผู้รู้ ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างความสงบในจิตใจได้เป็นอย่างดี ผักและผลไม้ที่มีสีม่วงเต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงาน ช่วยในการย่อยอาหาร พลังของสีม่วงช่วยปรับสมดุลในร่างกายของเราให้กลับมาเป็นปกติ ใช้บำบัดโรคไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคผิวหนังบางชนิด อีกทั้งยังช่วยในการบำบัดโรคไขข้อได้อีกด้วย

จากการวิจัยพบว่าพลังของสีม่วง ยังช่วยให้สมองของเราสงบ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจในด้านต่างๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในตัวเราไปในคราวเดียวกัน เมื่อคุณต้องขบคิดกับปัญหาที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ การนำสีม่วงเข้ามาประยุกต์ใช้กับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่รอบตัวคุณ จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจกับเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้น

กลุ่มสีโทนเย็น เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้า เป็นต้น เป็นกลุ่มสีที่ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และไม่ทำให้เครียด สีโทนเย็นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องทำงานหนักและใช้ความคิดเป็นอย่างมาก

สีเขียว บรรเทาอาการเครียด

สีเขียวเป็นสีที่เด่นที่สุดบนโลก ให้ความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ผ่อนคลาย ปลอดภัย ทำให้เกิดความหวังและความสมดุล นอกจากนี้ผักผลไม้สีเขียวก็อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญมากมายโดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งช่วยในการสมานแผล ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เล็บสวย ฟันสวย เพิ่มความต้านทานโรค ในด้านการรักษา ใช้เมื่อต้องการผ่อนคลายความตึงเครียด เพราะพลังของสีเขียวสามารถทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย และความดันโลหิตของเราลดลงได้ ทั้งยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ป้องกันการจับตัวของก้อนเลือด ต่อต้านเชื้อโรค รักษาอาการของคนเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เยื่อบุอักเสบ เป็นต้น

สีน้ำเงิน บรรเทาความดันสูง

สีน้ำเงิน เป็นสีที่มีความสุขุม เยือกเย็น หนักแน่น และละเอียดรอบคอบ พลังของสีน้ำเงิน ทำให้ระบบหายใจของเราเกิดความสมดุลและแข็งแรงขึ้น ใช้ในการรักษาโรคความดันสูง และคลายความเหงา อีกทั้งยังเป็นสีที่ใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจและการแสดงออกทางศิลปะได้ดีอีกด้วย

สีฟ้า บรรเทาโรคปอด

สีฟ้า เป็นแม่สีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง สบาย ปลอดภัย ใจเย็น และระงับความกระวนกระวายในใจได้ดี พลังของสีฟ้ามีคุณสมบัติในการรักษาอาการของโรคปอด ลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน รักษาอาการเจ็บคอ และทำให้ชีพจรของเราเต้นเป็นปกติ

เมื่อรู้จักประโยชน์ของสีแต่ละสีกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันต่อดีกว่า ว่าจะสามารถนำสีสันทั้งหลายเหล่านี้มาปรับและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไรบ้าง

สีบำบัดกับการปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

แม้ผลการรักษาอาการผิดปกติของร่างกายโดยการใช้สีบำบัดจะไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการกินยา แต่การนำความรู้เรื่องประโยชน์ของสีมาบำบัดอาการต่างๆนั้นก็ทำให้อาการต่างๆ ของโรคที่เป็นอยู่ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสามารถทำได้ในทันที เพียงแค่นำของที่มีและใช้อยู่เดิมในชีวิตประจำวันมาปรับใช้ให้เข้ากับอาการที่เป็นอยู่ เช่น ทาห้องครัวเป็นสีส้ม ใช้จานใส่อาหาร หรือแก้วน้ำเป็นสีแดง เพื่อกระตุ้นการเจริญอาหาร หรือสำหรับคนทำงานที่ต้องใช้ความคิดเป็นประจำ ก็ควรนำความรู้เรื่องสีมาปรับใช้ เช่น หาต้นไม้สีเขียวต้นเล็กๆมาไว้ที่โต๊ะทำงาน นำดอกไม้โทนสีร้อนเช่น ดอกกุหลาบ ดอกลาเวนเดอร์มาปักแจกัน เพื่อลดความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

อย่างบางคนที่นอนหลับยาก ก็ไม่ควรเลือกใช้เครื่องนอนที่มีสีเข้ม เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้ยิ่งเครียดและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ผนังห้องนอนก็ควรทาสีโทนเย็น เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียวอ่อน ชมพูอ่อน เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับง่าย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกใส่แต่เสื้อผ้าสีเดียวอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สมดุล และในขณะเดียวกันก็ไม่ควรวิตกกังวลกับการเลือกใช้สีมากเกินไป แค่ประยุกต์สีสันบนข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันให้เข้ากับตัวเองมากที่สุดก็เพียงพอแล้ว


ที่มา www.mcot.net

ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร

ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร ไตรกลีเซอไรด์จัดเป็นสารอาหารประเภทไขมัน ไขมันที่เรากินอยู่ทุกวันกว่าร้อยละ 90 เป็นไตรกลีเซอไรด์ เวลาที่เรารับประทานมันหมู มันวัว น้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ ก็คือการรับประทานไตรกลีเซอไรด์นั่นเอง

คุณค่าทางโภชนาการของไตรกลีเซอไรด์ ไตรกลีเซอไรด์มีความสำคัญทางโภชนาการหลายประการ เป็นตัวให้พลังงาน ใน 1 กรัมจะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี วิตามิน 4 ชนิด คือ เอ ดี อี เค จะดูดซึมจากลำไส้เล็กได้ก็ต้องอาศัยไตรกลีเซอไรด์ และยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องอยู่นานเมื่อกินไตรกลีเซอไรด์ นอกจากนี้ร่างกายยังรู้จักเก็บสะสมไว้สำหรับให้พลังงานเมื่อมีความต้องการ

ร่างการได้ไตรกลีเซอไรด์มาจากไหน ร่างกายได้รับไตรกลีเซอไรด์อยู่ 2 ทางคือ จากอาหารที่รับประทานและจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย

  • จากอาหาร ไขมันในอาหารแต่ละชนิดมีจำนวนไม่เท่ากัน ถ้ารับประทานมันหมูหรือน้ำมันถั่วเหลือง ก็เท่ากับได้รับไตรกลีเซอไรด์เข้าไปล้วน ๆ ถ้าเป็นเนื้อหมูแดง ๆ ก็ยังได้แต่น้อยลงคือร้อยละ 70 ถ้าเป็นผักก็ได้น้อยคือไม่ถึงร้อยละ 1 เนื่องจากไตรกลีเซอไรด์ไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นการขนถ่ายไตรกลีเซอไรด์ในเลือดหรือน้ำเหลือง จะทำได้โดยการรวมตัวอยู่กับโคเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด และโปรตีนในสภาพที่เรียกว่า ไลโปโปรตีน ซึ่งมี 5 ชนิดคือ ไคโลไมครอน วี.แอล.ดี.แอล. ไอ.ดี.แอล. แอล.ดี.แอล. และเอช.ดี.แอล. ไลโปโปรตีนทั้ง 5 ชนิดนี้ประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน 3 ชนิดคือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และฟอสโฟไลปิด ที่ลำไส้เล็กไตรกลีเซอไรด์จะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่เซลล์ของเยื่อบุลำไส้เล็ก แล้วถูกขนถ่ายออกจากลำไส้เล็กไปตามหลอดน้ำเหลือง และเข้าสู่หลอดเลือดดำในที่สุด โดยอยู่ในสภาพของไคโลไมครอน ซึ่งสามารถผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ ยกเว้นสมอง โดยส่วนหนึ่งจะถูกเผาผลาญเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการประกอบกิจกรรมประจำวัน อีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในเนื้อเยื่อไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็เรียกมาใช้ได้
  • จากการสร้างขึ้นเอง ไตรกลีเซอไรด์ประกอบด้วยกลีเซอรอลและกรดไขมัน ร่างกายสามารถสร้างทั้งกลีเซอรอลและกรดไขมันได้ และรวมตัวเป็นไตรกลีเซอไรด์ ไตรกลีเซอไรด์ที่เกิดจากการสร้างขึ้นเองนี้ จะถูกขนถ่ายอยู่ในสภาพของ วี.แอล.ดี.แอล. ไอ.ดี.แอล. แอล.ดี.แอล. และเอช.ดี.แอล. ส่วนใหญ่ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดจะถูกขนถ่ายอยู่ในสภาพของ วี.แอล.ดี.แอล. ไตรกลีเซอไรด์ที่มีอยู่ใน วี.แอล.ดี.แอล.นี้ ส่วนหนึ่งจะถูกเผาผลาญเป็นพลังงานเช่นเดียวกับไตรกลีเซอไรด์ใน ไคโลไมครอน ซี.แอล.ดี.แอล. ที่มีไตรกลีเซอรไรด์น้อยลงจะเปลี่ยนสภาพเป็น ไอ.ดี.แอล. และแอล.ดี.แอล. ในที่สุด

ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีอันตรายหรือไม่ ผลการศีกษาทราบว่าการมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง สามารถคุกคามสุขภาพได้หลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าไตรกลีเซอไรด์ที่สูงนั้นเกิดจากไคโลไมครอนหรือวี.แอล.ดี.แอล.

  • อาการปวดท้อง ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงจากไคโลไมครอน อายเกิดอาการปวดท้องได้ บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นตับอ่อนอักเสบได้ แต่ต้องตรวจให้แน่ชัดเพราะอาการปวดท้องเกิดได้หลายสาเหตุ
  • ปื้นเหลืองที่ผิวหนัง ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงจากไคโลไมครอน จะมีปื้นเหลืองตามผิวหนังได้ ปื้นเหลืองนี้มีลักษณะพิเศษคือ เป็นเม็ดพุพองโดยตรงกลางของเม็ดพุพองมีสีเหลือง ที่ฐานมีสีแดง ปื้นเหลืองแบบนี้จะพบเมื่อมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงอย่างมากแล้ว คือมากกว่า 1,000 มก./ดล.
  • ตับโตม้ามโต ในรายที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงจากไคโลไมครอนอาจมีตับโตและม้ามโตได้
  • หลอดเลือดแดงแข็ง ถ้ามีหลอดเลือดแดงแข็งเกิดกับอวัยวะใดแล้ว จะทำให้อวัยวะนั้นได้เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ถ้าเป็นที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองก็เกิดอัมพาตได้ ถ้าเป็นที่หัวใจก็เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ จากการศึกษาพบว่าไตรกลีเซอไรด์ที่มาจาก วี.แอล.ดี.แอล. เป็นตัวการสำคัญในเรื่องนี้ อนึ่งผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดส่วนใหญ่เกิดจาก วี.แอล.ดี.แอล.

การวินิจฉัยโรค วิธีที่ดีที่สุดคือ การเจาะเลือดมาตรวจหาระดับไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจะบอกได้อย่างแน่นอน การเจาะเลือดตรวจหาไขมันควรตรวจพร้อมกันทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เพื่อการวางแผนลดไขมันทั้ง 2 ชนิดให้ได้ดี คนปกติควรมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดต่ำกว่า 200 มก./ดล. ถ้าระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดอยู่ระหว่าง 200 - 500 มก./ดล. มักเกิดจาก วี.แอล.ดี.แอล. มากเพียงอย่างเดียว ถ้าสูงเกิน 1,000 มก./ดล. มักเกิดจากไคโลไมครอนสูง ถ้าอยู่ระหว่าง 500 - 1,000 มก./ดล. มักเกิดจากทั้งวี.แอล.ดี.แอล. และไคโลไมครอนสูงในเลือดสาเหตุที่ทำให้เกิดไตรกลีเซอไรด์สูงไนเลือด

  • 1. ไม่ระวังในเรื่องอาหารการกิน คนที่กินจุกินไขมันมาก กินน้ำตาลทรายหรือขนมหวานมาก ๆ ล้วนแล้วแต่มีโอกาสมีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดได้มาก
  • 2. กินเหล้ามากเป็นประจำ คนที่กินเหล้ามากเป็นประจำ จะพบว่ามีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดได้
  • 3. โรคอ้วน โรคอ้วนที่เกิดจากการกินจุ หรือขาดการออกกำลังกาย มักมีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด
  • 4. โรคอื่น ๆ ที่พบบ่อยเห็นจะได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไตบางชนิด
  • 5. ยา ยาหลายชนิดที่รักษาโรคอาจมีผลทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดได้
  • 6. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับไคโลไมครอนหรือวี.แอล.ดี.แอล. เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงมากกว่าปกติได้

วิธีรักษาและป้องกัน มีหลักการดังนี้ คนที่กินจุก็ต้องรู้จักประมาณตนกินของที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ควรงดเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม ขนมหวาน ของมันจัด ถ้าดื่มเหล้าจัดก็ควรลดลง การออกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เป็นมาตรการที่สำคัญ ป้องกันไม่ให้มีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด แถมยังป้องกันไม่ไห้เกิดโรคอ้วนได้ด้วย

สำหรับผู้ที่ปฎิบัติตนตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว แต่ยังมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงอยู่ หรือปฎิบัติไม่ได้ ตลอดจนผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ จำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยยาลดไตรกลีเซอไรด์จากแพทย์