วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

ลูกยอคืออะไร



ลูกยอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia Linชื่อวงศ์ Rubiaceae ชื่อท้องถิ่น มะตาเสือ, ยอบ้าน, แยใหญ่
ลูกยอที่มีในบ้านเรา เป็นจีนัส สปีชี่เดียวกับของตาฮีติ ที่มีขายทั่วโลก คือถือเป็นพันธ์เดียวกัน อาจแตกต่างกันบ้างเช่นทุเรียน หมอนทองกับก้านยาว ไม่สามารถบอกได้ว่าของใครจะดีกว่ากัน
ลูกยอ มีประโยชน์ ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มี วิตามิน ซี วิตามิน A และ ธาตุโปตัสเซียมสูง นอกจากนั้นจะมีลักษณะเหมือนพืชผักผลไม้จำนวนมากตรงที่มีสาร แอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งถือว่าชะลอการแก่ของเซลล์ และต้านมะเร็งได้
รักษาสารพัดโรคได้จริงหรือ
งานวิจัยลูกยอมีไม่มากนัก ที่มีการวิจัยมากที่สุดเป็นที่คณะแพทย์ในเกาะตาฮีติเอง แต่การวิจัยเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ เพราะถือว่าอาจมีอคติได้ เพราะเป็นการสนับสนุนธุรกิจของประเทศตน จะยอมรับต่อเมื่อมีการออกแบบที่ดี และได้รับการตีพิมพ์ทางวารสารการแพทย์ที่เชื่อถือได้ และมีคนทำการทดลองซ้ำและได้ผลเช่นนั้นจริงถ้าไปค้นในเวบไซด์จะมีรายงานเป็นรายบุคคลว่าทานแล้วสามารถลด ความดันโลหิตสูงได้ เพิ่มพลังงาน สดชื่น ลดการอักเสบ ช่วยรักษาหวัด ระงับปวด รักษามะเร็ง โรคเอดส์ ลดไขมันในเลือด รายงานเหล่านี้เป็นรายบุคคลประปราย จากแพทย์บางท่าน หรือนักโภชนาการ สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ เพราะยังไม่มีการวิจัยทดลองที่แน่นอนแต่อย่างใด แต่มีการลงเวบไซด์เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะเป็นเวบไซด์ประกอบกับการขายผลิตภัณฑ์
งานวิจัยเท่าที่มี
รายงานที่ตีพิมพ์อย่างแท้จริง เมื่อค้นในห้องสมุดแพทย์ และจาก Medline search มีเพียงประมาณ 20 รายงานทั่วโลก มีสามรายงานที่มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ในลูกยอมีสาร Polysaccharide ( noni PPt ) มีผลต่อเซลล์ของมะเร็งคือ ต้านมะเร็ง Lewis lung carcinoma ได้จริง และยืดอายุของหนูที่เป็นมะเร็งนี้ได้จริง แต่ยังไม่มีการวิจัยในคน ( Phyto ther Resp 1999 )อาจมีผลป้องกันมะเร็งได้ จากการที่มีสาร Anti oxidant โดยดูการลด DMBA-DNA adduct formation และด้วยกลไกอื่นๆอย่างไรก็ตามไม่มีรายงานในคนว่าผู้ที่ทานลูกยอ จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่ทาน หรือรักษามะเร็งได้ ซึ่งต่างจากกระเทียมที่มีรายงานทางระบาดวิทยาว่าผู้ที่ทานกระเทียมจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้ใหญ่น้อยกว่าผู้ที่ไม่ทาน และสารสกักระเทียมยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดกว่า
ข้อควรระวัง
น้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากประมาณ 56 meq/L พอๆกับน้ำส้ม และน้ำมะเขือเทศ และมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังทานน้ำลูกยอแล้วมีโปตัสเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย จึงไม่ควรทานในโรคไตในประเทศไทย มีรายงานผลการรักษาคนไข้ที่มีอาการและอาเจียน หลังจากฟื้นจากโรคมาลาเรีย โดยเทียบกับ metoclopamide และชาจีน พบว่าต้านการอาเจียนไม่ดีเท่า metoclopamide แต่ให้ผลดีกว่าในกลุ่มควบคุม แต่เป็นการตากแห้งชงน้ำไม่ใช่ทานน้ำคั้นสด
สรุป
โดยสรุป ลูกยอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีวิตามินซี โปตัสเซียม วิตามิน เอ สูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยชะลอการแก่และต้านมะเร็ง โดยหลักการแล้วน่าจะป้องกันมะเร็งได้บ้าง เหมือนกับการทานผักผลไม้สดทั้งหลาย ตัวน้ำลูกยอมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิด Lewis lung carcinoma แต่มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อยมาก การทานน้ำลูกยอไม่มีอันตรายเว้นผู้ป่วยโรคไต และเป็นไปได้ว่าลูกยอไทย อาจจะไม่ต่างหรืออาจะดีกว่าหรือด้อยกว่าของต่างประเทศก็ได้ แต่เป็นพันธ์เดียวกัน
โดย นท.นพ. จักรพงศ์ ไพบูลย์ อายุรแพทย์โรคไต

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552

ถนอมดวงตา…กันบ้าง


โอ๊ย… ปวดตา!! อาการนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้ที่ทำงานอยู่หน้าจอ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ดวงตาต้องจ้องและรับแสงจ้าเป็นเวลาราว 6-8 ชั่วโมงต่อวัน วันนี้เรามีวิธีการดูแลรักษาสายตาแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ปัจจุบัน อาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า ร้อยละ 50 มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า ปวดศีรษะ รวมทั้งอาการอื่นๆ

วิธีการดูแลรักษาสายตานั้นทำได้ไม่ยาก…

หากเรารู้สึกว่า &“ตาเริ่มแห้ง” ให้ กระพริบตาถี่ขึ้น เพราะอาการตาแห้ง เกิดจากการกระพริบตาน้อย เนื่องจากเราใช้สายตาในการเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์นาน โดยปกติอัตราการกระพริบจะอยู่ที่ 20-22 ครั้งต่อนาที หากเราใช้สายตานาน อัตราการกระพริบจะเหลือเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อสร้างความชุ่มชื่น

“จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม” จัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป

“ปรับความสว่างของห้อง” ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้ม่านเพื่อปรับแสงให้ผ่านเพียงบางส่วน ไม่ให้เข้าตาโดยตรง เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น

“เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์” ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ ลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

“พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง” เปลี่ยนอิริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน หรืออาจจะบริหารดวงตาด้วยวิธีง่ายๆตามหลักของ “เบตส์” นายแพทย์ชาวอังกฤษ ที่คิดค้นท่าบริหารจนมีชื่อเสียงไปทั่วยุโรปและอเมริกา…

เริ่มแรกใช้อุ้งมือครอบที่ดวงตาแล้วนึกถึงภาพวันสบายๆ หรือการพักผ่อนสุดสัปดาห์ จากนั้นจินตนาการว่าเรากำลังมองสิ่งของสีสดใส เช่น ดอกไม้สีแดง เหลือง การจินตนาการภาพจนเห็นวัตถุที่ชัดเจน จะช่วยให้สายตาดีขึ้น

ต่อไปให้กวาดสายตาไปมาแบบไม่ต้องจ้อง เพื่อผ่อนคลาย และฝึกโฟกัสภาพ ทั้งใกล้และไกลสลับไปมา เมื่อตื่นนอน ชโลมดวงตาด้วยความเย็น เพื่อให้กล้ามเนื้อตากระชับ ส่วนก่อนนอน ให้ชโลมด้วยน้ำอุ่นเพื่อความผ่อนคลาย

สุดท้ายให้ยืนแกว่งตัวไปมาแบบฟรีสไตล์ โดยยืนแยกเท้าให้กว้าง แล้วมองไปตามการแกว่งของลำตัว จะทำให้ดวงตาได้ปรับสภาพตามการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารก็มีส่วนช่วยบำรุงสายตาให้ดีขึ้น อาหาร ที่ดีต่อดวงตา ได้แก่ ผัก ผลไม้สด ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว แครอท และผัก ผลไม้ที่มีสารลูทีนและซีแซนทีน ในผักสีเหลืองและเขียวเข้ม เช่น ฟักทอง ผักโขม ผักกวางตุ้ง ทั้งยังควรรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 ควบคู่ไปด้วย

ดวง ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก การได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ถือเป็นความโชคดีของชีวิต หากสายตามีปัญหา ก็จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีปัญหาตามไปด้วย ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับดวงตาเป็นพิเศษ เพื่อที่เราจะมองเห็นทุกอย่างได้เป็นปกติ

ที่มา : เดลินิวส์

พบโรคเหงือก อาจพาให้เป็นมะเร็ง


นักวิจัยพบโรคเหงือกอาจเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเม็ดเลือด

รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet Oncology ได้ศึกษาประวัติด้านสุขภาพของผู้ชาย 50,000 คน ทั้งที่สูบและไม่สูบบุหรี่ พบว่า ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงเป็นต้นเหตุของทั้งโรคเหงือกและโรคมะเร็ง สมาคมทันตแพทย์อังกฤษเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องตรวจสุขภาพช่องปากเป็น ประจำ โรคเหงือกอาจเกิดได้เพราะการติดเชื้อแบคทีเรีย และพบได้มากในกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้บ่งชี้ว่า แม้แต่คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ การเป็นโรคเหงือกจะเพิ่มโอกาสของการเป็นมะเร็งได้

ทีมนัก วิจัยของอิมพีเรียลคอลเลจ ได้วิเคราะห์แบบสอบถาม และข้อมูลด้านสุขภาพของชาวอเมริกันนับแต่ปี 2529 เป็นต้นมา พบว่า คนที่มีประวัติเคยเป็นโรคเหงือกมีโอกาสเพิ่มขึ้น 14% ที่จะเป็นมะเร็งเมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยเป็นโรคเหงือก คนที่เป็นโรคเหงือกยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 ที่จะเป็นมะเร็งปอด เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ที่จะเป็นมะเร็งตับ และเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันที่จะเป็นมะเร็งตับอ่อน รวมทั้งมีโอกาสเพิ่มขึ้น 30% ที่จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

มีทฤษฎีหลายอย่างที่พยายามอธิบายว่า ทำไมโรคเหงือกจึงอาจมีความเชื่อมโยงกับความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ คนที่เป็นโรคเหงือกมีสารเคมีบางอย่างที่การอักเสบอาจเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ บางทฤษฎีก็ว่า แบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคเหงือกอาจก่อปัญหาในที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

ดร.โดมินิก มิโชด์ นักวิจัย บอกว่า โอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นอาจเกี่ยวโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน การเป็นโรคเหงือกเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันมีความอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้มะเร็งเกิดขึ้นได้

อย่างไร ก็ดี นักวิจัยบอกว่าอาจมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่าการเป็นโรคเหงือกนานๆ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำให้มะเร็งเติบโต หรือ แบคทีเรียจากเหงือกอาจเป็นสาเหตุ โดยตรงของมะเร็งในเนื้อเยื่อของปากหรือลำคอเมื่อถูกกลืนเข้าไป แต่นักวิจัยไม่ได้แนะนำให้คนเป็นโรคเหงือกรีบไปตรวจหามะเร็งทันที สิ่งที่ควรทำคือ ไปหาหมอฟัน

โฆษกของ สมาคมทันตแพทย์อังกฤษบอกว่า หมอฟันถูกฝึกสอนให้ตรวจพบมะเร็งในช่อง ปาก และมีความตระหนักมากขึ้นว่าโรคเหงือกส่งผลต่อสุขภาพในเรื่องอื่นๆ ด้วย หมอฟันจึงพร้อมจะส่งต่อคนไข้ที่มีอาการโรคเหงือกขั้นรุนแรงแม้คนไข้รายนั้น ดูมีสุขภาพดีก็ตาม “โรคเหงือกรักษาได้และป้องกันได้ เราควรไปพบหมอฟันอย่างสม่ำเสมอ”

ที่มา : ไทยโพสต์

ล้างพิษใน 1 วัน ที่คุณทำเองได้


คงจะรู้กันมา บ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจ สำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มี เนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
2. มะนาว 4 ลูก
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
วิธีทำ
1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

ระวังสบู่เหลว

ฮือฮาน่าตกใจ สบู่เหลวที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ เป็นแค่สารซักฟอกที่ใช้ในการผลิตน้ำยาล้างจาน ทำความสะอาดพื้น แถมถ้าใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีนจะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด!!!

วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติได้ตีพิมพ์บทความบทหนึ่ง เผยถึง เรื่องใกล้ตัวที่คนทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีใจความระบุว่า เดี๋ยวนี้สบู่เหลวที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ สบู่เหลวที่ดีจริงๆ จะ ต้องมีส่วนผสมของเนื้อสบู่อย่างน้อย 25% แล้วที่เหลือเป็นน้ำ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีสบู่เหลวแบบนี้วางขายอยู่เลย เพราะผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดที่วางขายอยู่นั้น เป็นแค่สารซักฟอกหรือดีเทอเจน ผสมกับสารเคมีสังเคราะห์อื่น แล้วทำให้อยู่ในรูปของเหลว

ซึ่งสารซักฟอก หรือดีเทอเจน ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สบู่เหลวคงจะไม่เกิดขึ้นฉับ พลันทันที แต่จะสะสมเป็นปัญหาในระยะยาวได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะแทรกซึมลงไปในผิวหนัง อวัยวะภายใน และกระแสเลือดได้ทุกครั้งที่เราอาบน้ำ SLS หรือโซเดียมลอริลซัลเฟต เป็นตัวอย่างหนึ่งของสารเคมีหลักที่มักใช้ในสบู่ (คุณลองไปพลิกพวกผลิตภัณฑ์ซักล้างทุกอย่างดู จะเห็นส่วนผสมนี้จริงๆ บางทีใช้ชื่อว่าลอริล) และเป็นสารเคมีอันตราย"

ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรปและอเมริกามีกฎหมายห้ามใช้แล้ว และบางประเทศก็จำกัดให้มีการใช้น้อยลง แต่ในบ้านเรากลับใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆ ที่เป็นสารเคมีที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้อย่างง่ายและรวดเร็ว สามารถสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ ตับ และก่อปัญหาในระยะยาว หากยิ่งมีการใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีน ก็จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด

เพราะฉะนั้นเราอาจต้องถามตัวเองดูใหม่ว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้สบู่เหลว (ซึ่งจริงๆ แล้วคือสารเคมีล้วนๆ)

แต่ถ้ายังคงต้องการที่จะใช้ การใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กก็จะดีกว่า (ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพียงแต่มีสารเคมีเจือจางกว่าเท่านั้น) แต่ถ้าจะให้ดีกลับไปใช้สบู่ก้อนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด




สูตรผอมทันใจ 7 วัน

สามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว ตามสภาพร่างกายของแต่ละคนนะคะ ไม่ใช้ยา ไม่มีผลข้างเคียง สูตรนี้ก็ใช้เวลา 7 วันค่ะ
- กินไข่ต้ม 1 ฟอง เป็นอาหารเช้า 4 วันติดกัน อีก 3 วันที่เหลือกิน กล้วย 1 ผล
- มื้อกลางวันกินส้มตำกับตับปิ้ง 1-2 ไม้ บางวันอาจเปลี่ยนเป็นส้มตำกับซุบหน่อไม้แทนได้ค่ะ ถ้าไม่ชอบท้องถิ่นมากก็เปลี่ยนมาทานสลัดผักสดกับทูน่าแทน กินอย่างนี้ 4 วันค่ะ อีก 3 วันที่เเหลือให้กินก๋วยเตี่ยวไก่
- มื้อเย็นกินผักนึ่งกับน้ำพริก ไม่กินข้าวนะคะ บางวันอาจมีปลานึ่งตัวเล็กๆ 1 ตัว กินอย่านี้ตลอด 7 วันถ้าไม่ชอบน้ำพริกให้กินแกงจืดผักเยอะและใส่เห็ดฟางค่ะ



สูตรลดหน้าท้องค่ะ

** เครื่องปรุง**
1. โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย 2. นมสด 1 กล่อง 3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ 4. มะนาว 1 ลูก


** วิธีทำ**
นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ ควรตั้งทิ้งไว้ก่อนดื่ม 15 - 30 นาทีเพื่อให้จุลินทรีย์ขยาย

** วิธีการดื่ม**
ต้อง ดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น

** สรรพคุณ**
ไม่ ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุก วัน

** โทษของไขมัน**
ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ

3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว

4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย

5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด

6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้

7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย

อันตรายจากไมโครเวฟ

เตาไมโครเวฟ

ความสะดวกสบายราคาแพง

ตัวก่อมะเร็ง

จะเกิดอะไรขึ้น หากโมเลกุลของน้ำถูกเหวี่ยงด้วยความถี่ 2,450 ล้านรอบต่อวินาที ?


ดิฉัน ตั้งคำถามกับตัวเอง เมื่อเปิดคู่มือการใช้เตาไมโครเวฟแล้วพบคำอธิบายว่า แมกนีตรอนในเตาไมโครเวฟจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่ สูงถึง 2,450 ล้านรอบต่อนาที โมเลกุลของน้ำในอาหารจะเกิดการสั่นสะเทือนและเสียดกันจนเกิดความร้อน

ในคู่มือเน้นย้ำ (และดูเหมือนคนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะเชื่อ) ว่าคลื่นไมโครเวฟไม่ใช่รังสี จะมีการสลายตัวและไม่สะสมในร่างกาย จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ การเน้นย้ำจนผิดสังเกตนี้เองที่ทำให้ดิฉันสนใจค้นคว้าข้อมูลต่อไป และพบว่ามีข้อมูลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพจาการใช้เตาไมโครเวฟไม่มากนัก แต่ผลการวิจัยเหล่านั้นมักนำมาอ้างอิงอยู่เสมอที่สำคัญ มักเป็นข้อมูลที่คนสนใส่ใจสุขภาพไม่ควรมองข้าม

งานวิจัยชิ้นใหญ่ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์การวิจัยเกี่ยวกับเตาไมโครเวฟ คืองานวิจัยของรัสเซียที่ค้นพบ คาร์ซิโนเจน (Carcinogen) หรือสารก่อมะเร็งในเนื้อสัตว์ นม และเมล็ดธัญพืช ที่ผ่านการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ ส่วนวิตามินบี ซี อี ตลอดจนแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ก็ลดลงด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากโมเลกุลในอาหารจะสั่นสะเทือนด้วยความเร็วหลาย พันล้านรอบต่อนาทีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งขั้นบวกและลบ โมเลกุลบางส่วนเสียหาย บางส่วนผิดรูปร่าง บางส่วนแตกกระจายเป็นโมเลกุลหรือสารประกอบใหม่ที่ร่างกายเราไม่เคยรู้จัก

รัสเซียประกาศห้ามใช้เตาไมโครเวฟนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา

การทดลองของ

ดร. เฮอร์เทล

อีก 15 ปีต่อมา มีงานวิจัยชิ้นเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพและยิ่งใหญ่ ทั้งในแง่สิ่งที่ค้นพบ และในฐานะที่มันสะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งผลประโยชน์ด้านธุรกิจมากกว่าการใส่ใจหรือรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ในวงการอุตสาหกรรมเตาไมโครเวฟ

ดร. ฮานส์ อุลริช เฮอร์เทล (Hans Ulrich Hertel) นักวิทยาศาสตร์ที่เคยทำงานของมหาวิทยาลัยโลวาน ศึกษาผลกระทบด้านโภชนาการของอาหารไมโครเวฟที่มีต่อเลือดและร่างกายของ มนุษย์ โดยให้อาสาสมัคร 8 คนกินนมและผักที่เตรียมวิธีต่างกัน คือ นมสด , นมชนิดเดียวกันแต่ต้มด้วยวิธีดังเดิม,นมพาสเจอไรซ์,นมสดที่ผ่านการต้มด้วย ไมโครเวฟ,ผักสดจากฟาร์มอินทรีย์,ผักชนิดเดียวกันแต่ต้มด้วยวิธีดังเดิม,ผัก ชนิดเดียวกันแต่แช่แข็งและละลายในไมโครเวฟ และผักชนิดเดียวกันแต่หุงต้มในไมโครเวฟ มีการเก็บตัวอย่างเลือดก่อนกินขณะท้องว่าง และหลังกิน

ผลการทดลองปรากฏว่า พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเลือดของผู้กินอาหารที่ผ่านการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ เช่น เฮโมโกลบินลดลง โคเลสเทอเลลเทอรอลชนิดดีลดลง เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ในเชิงโลหิตวิทยาถือเป็นสัญญาณอันตราย กล่าวคือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ร่างกายจึงต้องผลิตเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อจัดการกับความผิดปกติเหล่านั้น

ราวกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงกลางวงอุตสาหกรรมเตาไมโครเวฟ ภายหลังตีพิมพ์ผลงานไม่นาน สมาคมผู้ค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมแห่งสวิตเซอร์แลนด์ที่รู้จักในชื่อ FEA ก็อาศัยอำนาจศาลสั่งให้ ดร. เฮอร์เทล ยุติการเผยแพร่ข้อมูล ต่อมาในปี 2536 ศาลสวิตเซอร์แลนด์ได้พิพากษาว่า ดร. เฮอร์เทลทำลายการค้า พร้อมสั่งปรับและห้ามไม่ให้ตีพิมพ์ผลการวิจัยอีกต่อไป ทว่าในอีก 5 ปีต่อมา ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปที่ออสเตรเรียได้พิพากษาว่า การสั่งห้ามไม่ให้ ดร. เฮอร์เทลพูดถึงอันตรายของเตาไมโครเวฟที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นการระเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้ได้สั่งศาลสวิตเซอร์แลนด์จ่ายค่าชดเชยให้ ดร.เฮอร์เทลด้วย

ธรรมชาติบำบัด

หลอดแมกนีตรอนตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ

ดิฉันหยิบยกงานวิจัยชิ้นใหญ่ ๆ มาเล่าให้ฟังเพียง 2 ชิ้น เพราะหากมากไปกว่านี้ก็จะกลายเป็นรายการ ขนหัวลุกหรืออาจถูกกล่าวหาว่าเป็น ผู้ทำลายการค้าได้ อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าผู้บริโภคควรมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าตนเองกำลังกินอะไรอยู่และมีความเสี่ยงอย่างไร ส่วนการเลือกที่จะกินอะไรอยู่และมีความเสี่ยงอย่างไร ส่วนการเลือกที่จะกินหรือไม่ และกินอย่างไรให้เสี่ยงภัยน้อยที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริโภคเอง

หากเปรียบเทียบกับอาหารตามหลักธรรมชาติบำบัดนับว่าอาหารไมโครเวฟเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ทั้งนี้เพราะธรรมชาติบำบัดเน้นการรับประทานอาหารสดใหม่ที่ผ่านกระบวนการหุงต้ม-ดัดแปลงต่าง ๆน้อยทีสุด เพื่อให้สามารถนำพลังความสดจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายให้ได้มากที่สุดธรรมชาติบำบัดจึงแนะนำให้กินผักผลสด ยิ่งเพิ่งงอกอกมาจากเมล็ดยิ่งดี เช่น การเพาะถั่วงอกข้ามคืนแล้วกินสด ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ยึดตามหลักการที่ว่า การบริโภคอาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราคุ้นเคย จะก่อให้เกิดผลดีมากกว่าการบริโภคที่ผ่านการดัดแปลงปรุงแต่จนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายจะไม่สามารถย่อยหรือทำ ตัวให้คุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเกิดการต่อต้าน มีการสะสมของสารพาที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายหรือขับออกไปได้ และก่อให้เกิดโรคต่าง ๆตามมา

ยอมตายคาไมโครเวฟ

ตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ

เมื่อปี 2546 Journal of the Science of Food and Agriculture ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในบรอกโคลีที่ผ่านการหุงต้มด้วยวิธีต่าง ๆ พบว่าบรอกโคลีที่ผ่านการต้มด้วยไมโครเวฟจะสูญเสียการต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ คือ ฟลาโวนอยด์ , ไซแนปิกส์ และแคฟฟีออยล์ควินิก ดีไรเททิฟส์ ในอัตรา 97,74 และ 87 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ขณะที่บรอกโคลีที่ต้มแบบดั้งเดิมจะสูญเสียสารต้านอนุมูลอิสระตามลำดับข้างต้นเพียง 11,0 และ 8 เปอรเซ็นต์เท่านั้น

ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การหุงต้มด้วยวิธีดังเดิมจะคงคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากกว่าการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ

สำหรับคนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและทุ่มเทให้แก่การงานมากกว่าเรื่องอาหารการกิน โดยฝากท้องไว้กับอาหารถุงหรืออาหารสำเร็จรูปประเภทบรรจุกล่องมาจากร้าน กลับถึงบ้านจับใส่ไมโครเวฟสัก 3 นาที ก็กินได้ อาจจัร้องโอดโอยว่า ในเมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก ก็เห็นทีจะต้องยอมตายคาไมโครเวฟนี่แหละ

นั่นเป็นการยอมจำนวนมากเกินไปค่ะ

อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำ 2-3 ประการสำหรับคนติดไมโครเวฟ นั่นคือต้องเรียนรู้การใช้ไมโครเวฟที่จะทำให้เกิดสารพิษต่อร่างกายน้อยที่สุด

นายแพทย์แอนดรู ไวลด์ แพทย์ทางเลือกชื่อดังในบ้านเรา (เพราะมีคนแปลกหนังสือของเขาออกมาขายหลายเล่ม) แนะนำให้ใช้ไมโครเวฟเฉพาะเพื่อการอุ่นอาหารเท่านั้น

แค่อุ่นเขียง

การลดความเสี่ยงจากสารพิษในพลาสติกที่จัปนเปื้อนลงในอาหาร ทำได้โดยการถ่ายอาหารออกจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือโฟมก่อนเอาเข้าอุ่นหรือหากจะใส่พลาสติกหุ้มบรรจุภัณฑ์ ก็ต้องไม่ให้พลาสติกสัมผัสกับอาหาร บรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารขายในร้านสะดวกซื้อทำขึ้นมาเพื่อให้ใช้เพียงครั้งเดียว ไม่ควรนำไปใช้ซ้ำ และหากต้องการใช้พลาสติกในการหุงต้ม ต้องมั่นใจว่าเป็นพลาสติกที่ใช้กับเตาไมโครเวฟ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไม่ควรใช้ไมโครเวฟอุ่นนมให้เด็ก เนื่องจากการอุ่นนมด้วยไมโครเวฟจะทำให้กรดอะมิโนในนมกลายเป็นสารสังเคราะห์ ยิ่งไปกว่านั้นกรดอะมิโนที่เรียกว่า แอล-โปรลีน จะเปลี่ยนไปเป็สารพิษที่เป็นพิษต่อระบบประสาทและเป็นพิษต่อไต

ในช่วงแรก ๆ ที่ซื้อเตาไมโครเวฟมา ดิฉัน เห่อ ทดลองทำอาหารตามตำราที่แถมมากับเตาไมโครเวฟมาก แต่พอผ่านไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างของสีสันและรสชาติอาหารที่ ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการหุงต้มด้วยเตาแก๊สหรืออุปกรณ์หุงต้มที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งประการหลังให้รสชาติและสีสันที่ดีกว่า ดิฉันเลยเปลี่ยนมาใช้เตาไมโครเวฟเพื่ออุ่นอาหารเท่านัน

แต่ตอนนี้ หลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเตาไมโครเวฟมากขึ้น และชั่งน้ำหนักระหว่างค่าของความสะดวกสบายกับความปลอดภัยในระยะยาวดู ดิฉันจึงตัดสินใจว่าจะใช้เตาไมโครเวฟเพื่อทำดอกไม้อบแห้งและทำความสะอาดเขียงเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/microwave/index.htm

Junk Food หรือ อาหารขยะ


วันนี้ สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง

วิถี ชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่

คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหาร ที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และ อื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี

Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ

อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมี ความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง

ภญ.ผศ.ดนิตา ภาณุจรัส
ภาควิชาเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยง น้ำตาลทราย


คำกล่าวที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ยังคงเป็นความจริง เพราะแม้น้ำตาล จะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นของแถมตามมาอีกหลายโรค ลองดูเหตุผลต่อไปนี้ ก่อนกินน้ำตาลคราวต่อไป

1.
เมื่อ เรากินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

2.
ทำ ให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง

3.
หาก ยังคงรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

4.
การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน

5.
อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์ กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป

6.
น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยุ่ ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

7.
น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาล ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะ และฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่

รู้ทันมะเร็งเต้านม

<

มะเร็ง เต้านมพบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงชาติตะวันตกโดยพบ1รายใน8-9รายของ ผู้หญิงทุกวัย สำหรับประเทศไทยพบมากเป็นอันดับ2รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยพบผู้ป่วยจำนวน13.5คนต่อประชากร100,000คน (สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 1995) แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าไม่กี่ปีอาจแซงหน้าโรคมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นคุณผู้หญิงควรรู้วิธีรับมือกับโรคร้ายนี้

สาเหตุของมะเร็งเต้านม

มะเร็ง เต้านมเหมือนมะเร็งหลายๆชนิด คือไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แท้จริง จึงไม่อาจรู้ได้ว่า ทำไมโรคนี้เกิดกับคนหนึ่ง ไม่เกิดกับคนหนึ่ง โรคนี้ไม่ติดต่อ ผ่านทางสัมผัส และมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้
อายุ ทั่วโลกพบมากในสตรีหลังหมดประจำเดือน (เกิน50-60ปี)แถบเอเชียและประเทศไทยพบมากในสตรีอายุเกิน40ปีขึ้นไป

***ชื้อชาติ สตรีตะวันตก(ผิวขาว)เสี่ยงมากกว่าชาวเอเชีย และคนสีผิว
***หากเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง จะมีความเสี่ยงสูงกว่าสตรีทั่วไปที่จะเป็นมะเร็งเต้านมของอีกข้าง
***หากมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง เช่นพ่อ แม่ พี่สาว น้องสาว ป้า น้า อา( ไม่ว่าทางพ่อทางแม่) คุณเสี่ยงสูงมากกว่าคนที่ไม่มีญาติเป็น
*** มีก้อนที่เต้านม เมื่อตัดออกตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติ(เช่น Atypical hyperplasia , Lobular carcinoma in situ) เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
***มีหน่วยพันธุกรรม (ยีน) ที่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ได้แก่ BRCA1, BRCA2 ฯลฯ ปัจจุบันทางการแพทย์ก้าว***หน้าถึงขั้นที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามียีนเหล่า นี้หรือไม่
***คุณผู้หญิงที่ไม่แต่งงาน หรือแต่งงานแต่มีลูกคนแรกอายุเกิน30ปี เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***คุณผู้หญิงที่ประจำเดือนมาเร็วก่อน12ปี หมดช้ากว่า 55ปี เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***สตรีที่รับฮอร์โมนทดแทน โดยเฉพาะ Estrogenร่วมกับ Progestinเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***หากเคยฉายแสงรักษาบริเวณหน้าอก เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***น้ำหนักมาก(อ้วน) หลังหมดประจำเดือน เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***การไม่ออกกำลังกาย เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***การดื่มสุรา แม้เพียงวันละแก้ว เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ยิ่งดื่มมาก ยิ่งเสี่ยงสูง
***แม้ยังอยู่ในการวิจัย แต่มีข้อเตือนว่า อาหารที่มีไขมันสูง มีเนื้อแดง มีใยอาหาร(ไฟเบอร์)ต่ำ อาจเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

อาการเริ่มต้นของโรค ที่พบบ่อยมีดังนี้ มีน้ำไหลออกจากหัวนม ไม่ว่าจะเป็นน้ำใส สีเหลือง ส้ม หรือแดง

คุณผู้หญิงส่วนหนึ่งฝังใจว่าเป็นมะเร็งเต้านม ต้องเจ็บปวด อย่างรุนแรง อัน ที่จริง มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่เจ็บปวด คุณผู้หญิงที่เจ็บเต้านม มักไม่ใช่มะเร็งเต้านม หากมีก้อนมะเร็งและเจ็บปวด แสดงว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะหลังๆแล้ว

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม มี5วิธีดังนี้

1. ตรวจด้วยตนเอง
ใช้วิธีดู ว่าเต้านมสองข้างเหมือนกันหรือไม่
ใช้ วิธีคลำ ในคุณผู้หญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือนควรคลำ หลังหมดประจำเดือนไป1สัปดาห์ โดยใช้ปลายนิ้วกดวนดูทั่วเต้าและรักแร้ ว่ามีก้อนหรือไม่
ใช้วิธีบีบ บีบหัวนมว่ามีน้ำหรือไม่ ถ้าผิดปกติควรไปพบแพทย์โดยด่วน

2. ตรวจด้วยแพทย์
ในคุณผู้หญิงอายุ20-39ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมเป็นประจำทุก3ปี
อายุ40ปีขึ้นไปควรตรวจทุกปี ร่วมกับการตรวจโดยแมมโมแกรม

3. ตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม การตรวจโดยวิธีนี้สามารถตรวจหามะเร็งก่อนคลำก้อนได้ ควรตรวจทุก1-2ปี ในคุณผู้หญิงที่มีอายุ40ปีขึ้นไป และทุก1ปีในคุณผู้หญิงอายุ50ปีขึ้นไป(สามารถลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านมได้ ร้อยละ 33) ,ในคุณผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมควรตรวจโดยแมมโมแกรมทุกปี ในอายุที่น้อยกว่าญาติป่วยเป็นมะเร็ง 5ปี

4. อัลตราซาวนด์ ในกรณีที่คลำเจอก้อนที่เต้านม อัลตราซาวนด์สามารถแยกได้ว่าเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ กรณีเป็นถุงน้ำมักจะไม่ใช่มะเร็ง

5. ตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) อาจใช้ร่วมกับแมมโมแกรมเพื่อยืนยันว่าน่าจะใช่มะเร็งเต้านมหรือไม่

6. ตรวจเนื้อทางพยาธิวิทยา เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมต้องพิสูจน์โดยการส่งเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา วิธีเก็บเนื้อทำได้3วิธีคือ ใช้เข็มดูดเอาน้ำและเนื้อบางส่วน(Fine- needle aspiration) ใช้เข็มใหญ่เจาะก้อนเนื้อในเต้านม(Core biopsy) หรือผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกบางส่วนหรือออกทั้งหมด(incisional, excisional biopsy)

วิธีป้องกันมะเร็งเต้านม

สมัย ก่อนไม่มีวิธีป้องกัน ปัจจุบัน หากตรวจพบยีนที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม อาจเลือกรับประทานยาป้องกัน รวมทั้งป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่นออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้อ้วน ไม่ดื่มสุรา หมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำฯลฯ
วิธีรักษามะเร็งเต้านม มีดังนี้

1. ผ่าตัด เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุด สมัยก่อนนิยมผ่าตัดทั้งเต้า ปัจจุบันนิยมผ่าตัดสงวนเต้านม ในการรักษามะเร็งเต้านมระยะต้นๆ
2. รังสีรักษา มีการฉายแสงภายนอก และการฝังแร่ภายใน
3. สารเคมีบำบัด ปัจจุบันได้ผลดี และมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าก่อน
4. ฮอร์โมน เป็นการรักษาเสริม เมื่อตรวจพบว่ามะเร็งเต้านมมีตัวรับฮอร์โมน(Hormonal recepyor ER,PgR)ทำให้มะเร็งลุกลาม ก็ใช้ยาต้านฮอร์โมนช่วย
5. ภูมิต้านทาน(monoclonal antibody)ต้านโปรตีน HER2 ซึ่งทำให้มะเร็งเต้านมขยายขนาดและลุกลาม

ความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน

*** สมัย35ปีก่อน หลังวินิจฉัย คนไข้โรคมะเร็งเต้านมมีชีวิตรอดเฉลี่ย5ปี เพียงร้อยละ75 ปัจจุบันคนไข้มะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ90 สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้เกิน5ปี
***คนไข้มะเร็งเต้านมระยะต้น สามารถผ่าตัดรักษาเอาก้อนมะเร็งออกตามด้วยการฉายแสง ไม่ต้องตัดเต้านมทั้งเต้าเหมือนดังแต่ก่อน
***งานวิจัยยืนยันว่า การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม1-2ครั้งต่อปี ตั้งแต่อายุ40ปีเป็นต้นไป สามารถลดการเสียชีวิตด้วยโรคนี้อย่างชัดเจน
***Tamoxifen ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯว่าเป็นยาป้องกันมะเร็งเต้านม
***Trastuzumab เป็นภูมิต้านทานที่ใช้รักษามะเร็งเต้านมที่มีHER2 ช่วยลดการลุกลามและกลับคืนมาหลังรักษาครบของมะเร็งเต้านม
*** การตรวจพบหน่วยพันธุกรรม (ยีน)กลายพันธุ์ เช่น BRCA1, BRCA2 ฯลฯ ทำนายการเป็นมะเร็งเต้านมในสตรีได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ป้องกัน วินิจฉัยและรักษาโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เ***ต้านมเปลี่ยนไป เช่นหนาขึ้น มีก้อน เจ็บจี๊ดๆ โตขึ้น หัวนมบุ๋มลง นมเบี้ยวไปจากเดิม รอบหัวนมมีตุ่มสะเก็ดน้ำเหลือง ผิวรอบๆเต้านม แดง ร้อนหรือบวม

ที่มา กุลสตรี

กระชับรูขุมขนง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง


ใบหน้าคนเรามีลักษณะผิวที่ไม่เหมือนกัน หากไม่ได้รับการบำรุงบ้างก็จะทำให้ผิวหน้าคุณมีสุขภาพผิวที่ไม่ดี ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไรจะทำให้รูขุมขนกว้างมองเห็นได้ชัดขึ้น วันนี้เราจึงมีสูตรดีๆ ที่จะช่วยกระชับรูขุมขนมาฝากกัน

มะเขือเทศ จะมีกรดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ช่วยลดการเกิดสิวบนใบหน้าด้วย วิธี คือ ต้องปอกเปลือกออกก่อน แล้วฝานเป็นแผ่น ๆ นำเมล็ดออก จากนั้นนำมาปั่นให้ละเอียดหรืออาจจะขยำจนเละและไม่จับเป็นก้อน แล้วนำมาทาบนหัวสิว ระวังอย่าให้เข้าตา และทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แต่ถ้าใครลองแล้วมีอาการแสบ ๆ ละก็แสดงว่าเกิดอาการแพ้ ให้รีบล้างออกทันที

ไข่ไก่ มีสรรพคุณในการช่วยกระชับผิว กระชับรูขุมขน เหมือนกับพวกโทนนิ่งโลชั่น วิธี คือ ให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อน หรืออาจจะใช้น้ำนมก็ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผิวสดชื่น จากนั้นตอกไข่ใส่ชาม แยกไข่ขาวออกจากไข่แดง ใช้เฉพาะไข่ขาวทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็ทามอยส์เจอไรเซอร์ปิดท้าย

กล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เติมน้ำผึ้งหรือนมลงไปบดหรือขยี้ให้ละเอียดจนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับหน้าให้แห้ง จะช่วยกระชับรูขุมชนและทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้นด้วย

แตงกวา มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นขณะที่น้ำผึ้งช่วยกระชับรูขุมขน เริ่มจากนำแตกกวาประมาณ 1-2 ชิ้น มาปั่นรวมกับน้ำผึ้งจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที หรือรอจนกว่าจะแห้ง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น ซับหน้าให้แห้งจะรู้สึกได้ว่าหน้าเต่งตึงขึ้น

สูตรผิวสวย กระชับรูขุมขนที่สามารถทำด้วยตัวคุณเองง่ายๆ ลองไปทำดูแล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่าง

ข้าวกล้องคืออะไร ?


ข้าวกล้องคืออะไร ?

คือ ข้าวที่สีเอาเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้มีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มาก

สำหรับ ข้าวขาวที่เรากินๆ กันอยู่นั้น เป็นข้าวที่เกิดจากการขัดสีหลายๆ ครั้ง จนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวหลุดออกไป จนเหลือแต่เนื้อในของข้าว

ข้าวกล้อง บางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทน จึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า ข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง มีโปรตีนประมาณ 7-12% (แล้วแต่พันธุ์ข้าว) นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล ( Rosedale ) ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว จะทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30%

ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง


ได้วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง ทำให้เจริญอาหาร


ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้


ได้วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก


ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน


ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว


ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน


ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง


ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ


ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล


ได้ ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา (โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)


ได้คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย


ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย


วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้าวกล้องมีอะไรดีกว่าข้าวขาว
ธาตุเหล็ก มีมากเป็น 2 เท่าช่วยป้องกันโลหิตจาง


ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวขาวประมาณ 4 เท่า ถ้ากินเป็นประจำ จะป้องกันโรคเหน็บชา


วิตามินบี 2 มีมากจะป้องกันโรคปากนกกระจอก


วิตามินบีรวม มีมากกว่าจะป้องกัน และบรรเทาอาการอ่อนเพลียและขาไม่มีแรง อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ ลิ้นแตกหรือมีแผล ริมฝีปากเจ็บหรือมีแผล โรคผิวหนังบางชนิด โรคปลายประสาทอักเสบ และโรคเกี่ยวกับระบบประสาทบางชนิด


วิตามินบีรวม ยังบำรุงสมอง ทำให้เรียนเก่งขึ้นและเจริญอาหาร


ธาตุเหล็ก มีมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโลหิตจาง


แคลเซียม มีมากกว่า จะทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว


ไขมัน มีมากกว่าให้พลังงานแก่ร่างกาย


กากอาหาร มีมากกว่าจะช่วยป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่


เกลือแร่และวิตามินต่างๆ ในข้าวกล้อง มีรวมกัน 20 กว่าชนิด มีหน้าที่ทำให้การทำงานของส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ


โปรตีน มีมากกว่าช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ


แป้ง (คาร์โบไฮเดรต) มีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน ส่วนคนที่ผอมจะสมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น


ประหยัดเงินทอง เพราะเจ็บป่วยน้อยกว่า ข้าวกล้องจะมีราคาถูกกว่า เพราะต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า


มีผลทำให้สุขภาพจิตและสติปัญญาดีขึ้น เพราะสุขภาพกายดีขึ้น

ปริมาณสารอาหารในข้าวขาวกับข้าวกล้อง
สารอาหาร - ข้าวขาว - ข้าวกล้อง
วิตามิน บี 1 / 4 จานกว่า /1 จาน
วิตามิน บี 2 /2 จาน /1 จาน
ตามิน บี 6 /5 จานกว่า /1 จาน
กากข้าว /2 จานกว่า /1 จาน

ผลเสียของการกินข้าวขาว

โรคและอาการต่างๆ ต่อไปนี้ จะลดลงมากหรือป้องกันได้ ถ้ากิน ข้าวกล้อง เป็นประจำ และกินอาหารเพียงพอและถูกหลัก


โรคเหน็บชา เพราะขาดวิตามิน-บี 1 ข้าวกล้องมีวิตามิน-บี 1 มากกว่าข้าวขาว 385% (พบมากในประเทศที่กินข้าวขาวเป็นอาหารหลัก)


โรคปากนกกระจอก เพราะขาดวิตามิน-บี 2 ข้าวกล้องมีวิตามิน-บี 2 มากกว่าข้าวขาว 66% (ตามชนบทมีเด็กเป็นโรคปากนกกระจอก 60%)


โรคโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากข้าวกล้องมีธาตุเหล็กมากกว่าข้าวขาว 2 เท่า (ประชากรไทยเป็นโรคโลหิตจาง 40%)


โรค นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (พบมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี) เกี่ยวเนื่องจากมาจากการขาดธาตุฟอสฟอรัส และอื่นๆ ซึ่งมีในข้าวกล้อง นอกจากนั้น ฟอสฟอรัสยังช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันอีกด้วย


โรคท้องผูก เพราะมีกากอาหารน้อย ข้าวกล้องมีกากอาหารมากกว่า 133% (ข้าวกล้องช่วยป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่)


โรค ทางระบบประสาทบางชนิด และโรคปลายประสาทอักเสบ เพราะขาดวิตามินบีรวม ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง (วิตามินบีรวม ช่วยบำรุงสมอง ทำให้เรียนเก่งขึ้น และเจริญอาหาร)


อารมณ์ เสียง่ายกว่า หงุดหงิดเพราะชาดวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินที่เสริมสร้างระบบประสาทของร่างกาย และถ้าระบบประสาทของเราไม่ดี ทำให้เราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก


เบื่ออาหาร เพราะขาดวิตามินบีรวม ซึ่งข้าวกล้องมีมากกว่าข้าวขาว


โรค ขาดโปรตีน ข้าวกล้องมีโปรตีน ร้อยละ 7-12 (เด็กไทยประมาณร้อยละ 40-60 เป็นโรคขาดโปรตีนและพลังงาน) ข้าวกล้องมีโปรตีนมากกว่าข้าวขาว 20-30%


โรคผิวหนังบางชนิด ขาดวิตามินบีบางตัว


อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ ปวดเมื่อยตามตัวและขา เพราะขาดวิตามินบีรวม


โรคชัก เนื่องจากขาดวิตามิน บี 6 ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง


ข้าว ขาวมีแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) พอๆ กับข้าวกล้อง แต่มีเกลือแร่และวิตามินต่างๆ น้อยกว่าข้าวกล้อง (ในข้าวกล้องจะมีวิตามินรวมกัน 20 กว่าชนิด) ที่ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์

จะ เห็นได้ว่า ผลเสียของการกินข้าวขาวมีมาก เพราะการขัดสีส่วนที่มีคุณค่าต่อร่างกายออกไป หลายท่านอาจจะกินข้าวขาว เพราะไม่รู้ว่ายังมีข้าวที่มีคุณค่ามากอย่างข้าวกล้องอยู่ จนบางคนไม่เคยรู้จักข้าวกล้องด้วยซ้ำ

คน สมัยโบราณแต่ละบ้านจะตำข้าวกินเอง ซึ่งเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ ซึ่งก็คือ ข้าวกล้อง คนสมัยก่อนจึงมีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคอย่างที่คนสมัยนี้เป็นกันเท่าไร เช่น โรคเบาหวาน, หัวใจวาย, มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็เพราะการกินไม่เป็น


แหล่งข้อมูล : ธรรมทัศน์สมาคม

สปาเส้นผมด้วยมะนาว


ใครที่อยากมีผมสวย วันนี้เกร็ดความรู้มีการทำสปาให้กับเส้นผมด้วยมะนาวมาบอกกัน...

มะนาวมีประโยชน์ต่อเส้นผม คือ จะช่วยดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะให้นุ่ม สวย แถมไร้รังแคอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องรังแค คนส่วนใหญ่จะคิดว่าหนังศีรษะแห้งเท่านั้นถึงจะก่อให้เกิดรังแคได้ ซึ่งคนผมมันก็สามารถเกิดรังแคได้ เช่นกันเพราะหนังศีรษะมัน รังแคจะเกาะติดและก่อให้เกิดอาการคันและระคายเคือง ยิ่งปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้หนังศีรษะอุดตันเป็นสิวได้ด้วย

นอกจากนี้ มะนาวยังสามารถนำมาใช้ทำสปาให้กับเส้นผมได้อีกด้วย เพราะมะนาวมีกรดเป็นธรรมชาติช่วยชำระล้างเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกอย่าง อ่อนโยน ซึ่งน้ำมันจากมะนาวยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียสามารถทำความสะอาดและคืน สมดุลให้กับหนังศีรษะและเส้นผมช่วยลดความมันได้อีกด้วย

ขั้นตอนการบำรุง เพียงนำน้ำมะนาว 8 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำบริสุทธิ์ครึ่งถ้วย แล้วคนน้ำมะนาวกับน้ำเข้าด้วยกัน แล้วนำมานวดลงบนหนังศีรษะและเส้นผมด้วยปลายนิ้วอย่างเบา ๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายและช่วยระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท และหมักทิ้งไว้สัก 2 -3 ชั่วโมงจึงล้างออก จะช่วยล้างรังแคเหนียว ๆ ที่ติดอยู่บนหนังศีรษะและช่วยทำให้เส้นผมนุ่ม สลวยเป็นเงางาม

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีผมสวย ก็ลองนำมะนาวมาทำสปาให้กับเส้นผมกันดูได้.

เดลินิวส์


รักษาสิวด้วยหัวหอม


หัวหอมที่ชอบทานกันนั้น ทราบหรือไม่ว่า สามารถนำมารักษาสิวได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกัน...

ใน หัวหอมสดประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Vilatile Oil) ซึ่งประกอบด้วยไดอัลลิน ไตรซัลไฟต์ (Diallyn Trisulfide) เช่นเดียวกับที่พบในกระเทียม นอกจากนี้ยังมีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย ลดไขมันเส้นเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ทำให้เจริญหาอาหารและช่วยย่อยอาหาร นอกจากนั้นยังพบอีกว่าในหัวหอมยังมีสารฟอสฟอรัสในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีอีกด้วย

ประโยชน์ของหัวหอมนอกจากบำรุงร่างกาย แล้วยังรักษาสิวได้อีกด้วย วิธีทำ คือ ทุบหรือฝานหัวหอมแดงให้เป็นแว่นบาง ๆ ใช้ทาบริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือ จุดด่างดำ ไม่กี่สัปดาห์ สิว ฝ้า หรือจุดด่างดำ ก็จะหายไป

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

เดลินิวส์ วันที่ 26 ธันวาคม 2550

เห็ด อาหารมหัศจรรย์

ว่าเห็ดเป็นอาหารมหัศจรรย์นั้น จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่

ปัจจุบัน เห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้นก็ทำให้เห็ด ถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้

ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย และยารักษาโรคต่างๆ มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30 ปียืนยันว่าในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิดด้วย

ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับ เห็ดเช่นกันได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้นยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ เท่านั้น

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้น ส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom) มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิง วัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์ (beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ขณะนี้ทีม วิจัยในญี่ปุ่นกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และยังพบอีกว่า สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีก ด้วย

หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย
เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่

- เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหารเพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น น้ำแช่เห็ดหอมนี้ยังเก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมชวนกิน ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “อมตะ” เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทาอาการไข้หวัด การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด และต้านโคเลสเตอรอล

- เห็ดหูหนูดำ นอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่า ตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย

- เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา และนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป

- เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ แต่ก็ไม่ควรรับประทานสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่าง ๆ

- เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย

- เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้

- เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง

นานาสารอาหารจากเห็ด
เห็ด เป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม โปแตสเซียม และทองแดง จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ

ซีลีเนียม เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น) จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืช และเนื้อสัตว์ด้วย

โปแตสเซียม เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง FDA ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง และโซเดียมต่ำ การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1 จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กับส้มหรือมะเขือเทศลูกโตๆ เลยทีเดียว

วิตามินบีรวม ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม ไม่ว่าจะเป็น ไรโบฟลาวิน (ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้) ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า เนื้อแดง ถั่วลิสง และอะโวคาโด) จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์

ทองแดง เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกันเพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก
เห็ดโคลน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับประทานตลอดปี

แหล่งที่มา : horapa.com

ที่มา : หนังสือ สยามดารา

อันตรายถึงชีวิตถ้าคิดบดยากิน

วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องการกินยาอีกครั้ง หลายคนคงเคยเจอปัญหาว่ายาเม็ดโตเกินไป จะเคี้ยวจะกลืนแต่ละทีก็แสนลำบาก อย่ากระนั้นเลย บดเสียก่อนกินน่าจะสะดวก แต่หารู้ไม่ว่าความสะดวกนั้นอาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะมันมีผลต่อฤทธิ์ในการปล่อยยาสู่ร่างกาย

ราย ละเอียดของเรื่องนี้มาจากข่าวต่างประเทศที่ผู้เชี่ยวชาญในอังกฤษกล่าวเตือน ว่า การบดยาเม็ดเพื่อให้ทานง่ายขึ้นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายถึง ชีวิต เพราะไปทำลายสารเคลือบเม็ดยาที่มีผลต่อการปล่อยยาในร่างกาย
เภสัชกร และทนายความที่โน่นเปิดเผยว่า คนชราร้อยละ 60 มีปัญหาในการกลืนยา และมีงานวิจัยพบว่าพยาบาลตามสถานพยาบาลถึงร้อยละ 80 ใช้วิธีบดเม็ดยาเพื่อช่วยให้คนชรากลืนยาง่ายขึ้น แต่ละปีมียาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์และเกิดผลข้างเคียงทางลบประมาณ 75 ล้านชุด

ยาที่ไม่ควรบด ได้แก่ ทาม็อกซิเฟน ที่ใช้รักษามะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ ในขณะที่ มอร์ฟีน ไม่ควรบดเพราะอาจทำให้ยาถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเร็วถึงขั้นเป็นอันตรายต่อ ชีวิต ส่วน ไนเฟดิพีน ที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงหากบดจะทำให้มึนงง ปวดศีรษะ เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ ยาเม็ดยังมีสารเคลือบพิเศษที่ช่วยให้ยาถูกดูดซึมในเวลาที่นานขึ้น ผู้ป่วยจึงกินยาเพียงวันละ 1 เม็ด ไม่ต้องกินวันละหลายครั้ง หากยาถูกบดก็จะถูกดูดซึมเร็วกว่าที่ต้องการ

ผู้ เชี่ยวชาญยังเตือนด้วยว่า แพทย์และพยาบาลจะถูกดำเนินคดีและตั้งข้อหา ประมาทเลินเล่อหากแนะนำให้ผู้ป่วยบดเม็ดยาหรือแกะแคปซูลที่หุ้มยาไว้ พร้อมแนะนำว่าแพทย์ควรสอบถามผู้ป่วยก่อนสั่งจ่ายยาว่ามีปัญหาในการกินยาเม็ด หรือไม่ เพื่อสั่งจ่ายยาในรูปแบบอื่นแทน เช่น ยาน้ำ แผ่นแปะ หรือยาที่ใช้สูดดม

สำหรับในเมืองไทยแม้ยังไม่มีข้อกำหนด เรื่องการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบดเม็ดยาอย่างเมืองนอก ทางที่ดีผู้ป่วยควรใช้ความระมัดระวัง อย่าเสี่ยงบดยากินเอง เป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุดต่อชีวิตเราเอง.

สยาดารา

แอปเปิ้ลช่วยดับกลิ่น


แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ทานแล้วมีประโยชน์มากมาย วันนี้เกร็ดความรู้มีประโยชน์อีกอย่างของแอปเปิ้ลมาบอกกัน...

ทราบ หรือไม่ว่า แอปเปิ้ลมีประโยชน์ในการช่วยดับกลิ่น คือ นำไปวางไว้ในครัวในห้องรับแขกก็จะช่วยกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆได้ แล้วเมื่อเวลากินอาหารที่มีกลิ่นแรง ๆ อย่างเช่น กระเทียมหรือของหมักดอง ก็ให้รับประทานแอปเปิ้ลตามเข้าไปสักหนึ่งเสี้ยว แค่นี้ กลิ่นเหม็นก็จะหายไป

เพราะ แอปเปิ้ล มีสารบางอย่างที่สามารถเข้าไปทำลายและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปาก รวมถึงแอปเปิ้ลที่เข้าไปอยู่ในกระเพาะจะช่วยทำลายและฆ่าเชื้อแบคทีเรียอีก ด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมทานแอปเปิ้ลหลังอาหาร จะได้ไม่มีกลิ่น.

ที่มา : เดลินิวส์

หัวหอมใหญ่ป้องกันมะเร็งตับและลำไส้


ใครที่ชอบทานหัวหอมใหญ่ รู้หรือไม่ว่า หัวหอมใหญ่ก็สามารถช่วยป้องกันมะเร็งตับและลำไส้ได้

ผลการวิจัยของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลสหรัฐอเมริกา พบว่า หัวหอมใหญ่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับและลำไส้ได้ เพราะในหัวหอมจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์สูงมาก จึงช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้

แต่ถึงจะทราบอย่างนี้แล้วก็ยังไม่มีสรุปว่า ควรจะบริโภคหัวหอมใหญ่มากเท่าไหร่ ถึงจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับและลำไส้ได้มากที่สุด

สำหรับใครที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพก็ลองหันมาทานหัวหอมใหญ่กันดูได้ เพื่อสุขภาพที่ดี.

เดลินิวส์


image

อาหารอันตรายขณะท้องว่าง


อาหาร ทุกชนิดก็มีประโยชน์ แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีอาหารอีกบางชนิด ที่เป็นอาหารที่เมื่อทานในขณะที่ท้องไม่ว่างนั้น จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าเกิดทานขณะท้องว่างรับรองว่า เกิดโทษมากกว่าประโยชน์แน่นอน เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า อาหารชนิดใดบ้างที่ห้ามรับประทานขณะท้องว่าง

นมและนมถั่วเหลือง
แม้ว่านมถั่วเหลืองจะอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด เมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่

เหล้า
หากดื่มเหล้าในขณะท้องว่าง จะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

น้ำตาลหรืออาหารหวาน
ไม่ควรรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง
จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่ง ผลต่อการ ดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต

ชาที่แก่เกินไป
ชาทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ
มือเท้าไม่มีแรง จิตใจไม่สงบ

ลูกพลับ
ไม่ ควรรับประทานลูกพลับในขณะที่ท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะหลั่ง กรดเกลือออกมามาก หากไปรวมตัวกับยาง และสารแขวนลอยในลูกพลับแล้ว จะทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

กล้วย
เพราะ กล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไป เป็น การยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

กระเทียม
เพราะ จะทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารได้รับการกระตุ้น เกิดโรค กระเพาะอาหารอักเสบอย่างรุนแรง ผัก การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้กระเพาะอาหารเกิดอาการผิดปกติ

นอกจากนั้นยังไม่ควรอาบน้ำ หลังออกกำลังกาย ด้วยเช่นกัน เพราะการอาบน้ำและ การออกกำลังกายภายในขณะที่ท้องว่าง จะทำให้เกิดอาการช็อก เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย

ดังนั้น เราก็ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์กับร่างกายของเราดีกว่านะคะ...

เดลินิวส์

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2552

ลำไส้อักเสบ+มะเร็งลำไส้ใหญ่

ลำไส้อักเสบ และเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดคือปัญหาท้องผูกในอเมริกาประเทศเดียวมีตัวเลขยืนยันได้ว่า มีคนอเมริกันถึง 70 ล้านคนที่เป็นโรคท้องผูก คน จำนวนนี้มีอาการมากขนาดต้องไปหาหมอแล้วที่ท้องผูกและกินยาระบายเองอยู่กับ บ้านจะต้องมีมากกว่านี้แน่ นี่คือผลพวงจากการกินแป้งขัดขาว กินเนื้อ นม ไข่ ช็อคโกแลต และกินสารเส้นใยน้อย

ลำไส้ใหญ่ส่วนนี้ แสดงภาพตัดขวาง
จะเห็นว่าผนังลำไส้ใหญ่มี ตะกรันอุจจาระพอกพูนอยู่หนา ซึ่งคาดว่ามีบริเวณนี้มีการสะสมอุจจาระกว่า 20 ปี ตรงกลางมีรูปเล็ก ๆ ในอุจจาระผ่าน จากประวัติเจ้าของลำไส้ภาพนี้ไม่เคยมีประวัติท้องผูก
จึง มีพยาธิแพทย์ชาวอเมริกัน ซึ่งทำหน้าที่ในการชันสูตรศพ รวบรวมลักษณะลำไส้ใหญ่เพื่อทำการศึกษา เขาพบว่าลำไส้ใหญ่ของคนจำนวนหนึ่งโป่งพองผิดรูปร่างของลำไส้ใหญ่อย่างที่มัน ควรจะเป็น เมื่อผ่าเข้าไปดู ภายในปรากฏตะกรันของกากอาหารเกาะอยู่อย่างเหนียวหนับราวกับเนื้อยางมะตอย เจ้าก้อนอุจจาระเก่าเก็บมันไปกักตัวคั่งค้างอยู่ก็เลยทำให้ลำไส้ใหญ่มีลักษณะน่าเกลียด น่ากลัว

ส่วนลำไส้ใหญ่ของบางคนที่ดูภายนอก ปกติดีก็ใช่ว่าจะเป็น "ปกติ" เพราะเมื่อผ่าดูภายในก็ปรากฏคราบตะกรันของอุจจาระเก่าฉาบอยู่หนา บางคนลำไส้ใหญ่มีแค่รูกลวงตรงกลางเล็กๆ พอให้อุจจาระเล็กๆ พอให้อุจาระใหม่ผ่านไปได้เท่านั้น เมื่อไปทบทวนสุขภาพของเจ้าตัวปรากฏว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปรากฏอาการท้องผูกเลย

ประสบการณ์ของพยาธิแพทย์กลุ่มนี้บอกเราว่า อาการ ท้องผูกไม่ใช่ปัญหาอย่างเดียวของลำไส้ ของเสียที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้จะเป็นบ่อเกิดของสารพิษที่ทำให้สุขภาพเสื่อม ลง เริ่มตั้งแต่ง่ายๆ อย่างเป็นสิว มีแผลในปาก ผิวพรรณไม่ผ่องใส กระทั่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง


ลำไส้ใหญ่น่าเกลียดกับแบคทีเรียตัวร้าย

เรารู้กันว่าลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูด ซับสารอาหารที่ร่างกายต้องการออกจากอาหารที่เรากินเข้าไป เมื่ออาหารผ่านเลยลำไส้เล็กไปก็จะเหลือเพียงกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการ แล้ว ลำไส้ใหญ่รับเอากากอาหารที่มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมากมาจากลำไส้เล็ก

หน้าที่ของลำไส้ใหญ่ก็คือดูดเอาน้ำออก น้ำซึ่งเคยเป็นตัวพาเอากากอาหารเคลื่อนมาไกลตามความยาวของลำไส้เล็กกว่า 22 ฟุต เมื่อกากอาหารถูกดูดเอาน้ำออกมันก็จะเกาะกันเป็นก้อนและถูกขับออกนอกร่างกาย เป็นอุจจาระลำไส้ใหญ่ของเรายาว 5 ฟุตมีลักษณะเป็นรูปตัวยูคว่ำ โดยลำไส้ใหญ่จะต่อกับลำไส้เล็กตรงตำแหน่งของไส้ติ่ง แล้ววางตั้งขึ้นไปในช่องท้องจน กระทั่งถึงตำแหน่งของตับแล้วมันจะทอดตัวตามขวางวางอยู่ในช่องท้องส่วนหน้า

โดยวางอยู่ใต้กระเพาะอาหาร เมื่อไปถึงตำแหน่งม้าม ลำไส้ใหญ่ก็จะเลี้ยวลงไปหาช่องท้องน้อย ในช่องท้องน้อยลำไส้ใหญ่จะอยู่ในลักษณะงอโค้งแล้วกลายเป็นลำไส้ตรงเมื่อถึง ทวารหนัก แน่นอนสุดทวารหนักเป็นกล้ามเนื้อหูรูดอันแข็งแรงคอยกักกันอุจจาระเอาไว้ไม่ ให้หลุดล่วงออกไปให้เจ้าตัวขายหน้า


ลำไส้ใหญ่มีลักษณะเป็นกระเปาะไปเกือบตลอดทั้งอัน ยกเว้นในลำไส้ตรงเท่านั้นมีผนังเรียบ ความ ที่ผนังของลำไส้ใหญ่โป่งออกเป็นกระเปาะ ทำให้อุจจาระเข้าไปเก็บกักสะสมอยู่ในนั้นได้มาก ตะกรันยางมะตอยที่กล่าวถึงก็ฉาบผนังตรงนี้เอาไว้

ในเมื่อผนังของมันป่องออกเป็นกระเปาะก็เข้าได้ไม่ยากว่าทำไมบางคนมีอุจจาระคั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประวัติท้องผูก


แต่ลำไส้ใหญ่รูปร่างผิดปกติก็มีเหมือนกัน ดังเช่นลำไส้ของผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งที่มีอายุเพียง 36 ปี ไม่กินสารเส้นใยเลย เธอมีลำไส้ใหญ่ที่หน้าตาน่าเกลียด ดังรูป รูปนี้เป็นรูปจากภาพเอกซ์เรย์ลำไส้ของเธอ (รูปลำไส้น่าเกลียด)


แสดง ลำไส้ใหญ่ นพ.ฮาวีย์ ดับบลิว เคลล็อก เคยกล่าวว่า จากจำนวนคนไข้ 22,000 คนที่เขาผ่าตัด เขาพบว่าไม่มีรายไหนเลยที่จะมีลำไส้ใหญ่สมบูรณ์สวยงามเช่นนี้ จากตัวเลขนี้ เคลล็อก คาดว่ามีคนอเมริกันเพียง 6% เท่านั้นที่ลำไส้ใหญ่จะมีสุขภาพดี

ลำไส้ใหญ่ของผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่ง อายุ 36 ปี วาดจากภาพเอกซ์เรย์แสดงลำไส้ใหญ่ที่โป่งพอกคดงอ และมีการบิดตัวที่ผิดปกติ

ลำไส้ใหญ่ส่วนนี้ แสดงภาพตัดขวาง จะเห็นว่าผนังลำไส้ใหญ่มีตะกรันอุจจาระพอกพูนอยู่หนา ซึ่งคาดว่ามีบริเวณนี้มีการสะสมอุจจาระกว่า 20 ปี ตรงกลางมีรูปเล็ก ๆ ในอุจจาระผ่าน จากประวัติเจ้าของลำไส้ภาพนี้ไม่เคยมีประวัติท้องผูก

จากการรวบรวมลักษณะของ ลำไส้ใหญ่ที่ผิดปกติไป พยาธิแพทย์ ชาวอเมริกันพบว่าลำไส้ใหญ่มีความผิดปกติ ทั้งหย่อนยานคดงอ บิดตัวโป่งพอง จนเทียบไม่ได้กับลำไส้ใหญ่ตามปกติ จากที่รวบรวมไว้ความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ของชาวตะวันตก มีได้ 6 แบบด้วยกัน ดังรูปที่แสดงไว้ ซึ่งเป็นรูปที่ได้จากการใช้แป้งทึบแสงสวนทวารหนักและถ่ายเอกซ์เรย์ออกมา








ภาพ วาดจากเอกซ์เรย์สวนสารทึบแสง ทั้งหมดนี้เป็นลำไส้ของคนตะวันตก ผู้ "กินอยู่ดี" จะเห็นว่าลำไส้ใหญ่ลีบเล็ก ตีบ หย่อนยาน คดงอ และบิดตัว

เดิมทีความรู้เกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ของเรามี เพียงว่า มันทำหน้าที่ดูดน้ำกลับไปให้ร่างกายใช้ เราจึงละเลยอวัยวะส่วนนี้ของร่างกายเป็นที่สุดโดยคิดว่ามันแค่เป็นทางผ่าน ของของเสียที่ร่างกายรอจะขับออกทิ้ง แต่เมื่อรู้มากขึ้นว่า ลำไส้ใหญ่มีแบคทีเรียตัวร้ายอย่างอีโคไล (E.coli)คอยย่อยสลายเนื้อสัตว์ที่เรากินเหลือให้กลายเป็นสารอินดอล หรือโปตัสเซียม อินดอกซิลซัลเฟต และสกาทอลซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง สารที่ว่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะมีกลิ่นเหม็นแบบกลิ่นผายลม หรือกลิ่นอุจจาระของคนที่กินเนื้อสัตว์มากๆ

ดังนั้น ใครมีกลิ่นลมเหม็นหรืออุจจาระเหม็นให้รู้ไว้ว่ากำลังมี เจ้าสารก่อมะเร็งเกิดขึ้นในตัวคุณเอง ยิ่งเหม็นมากยิ่งมีมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ วงการแพทย์ก็ตื่นตัวกันขนานใหญ่ โดยเฉพาะในซีกอเมริกา เพราะคนอเมริกันได้ชื่อว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากที่สุดในโลก


ถึงตอนนี้เราก็ตระหนักว่าลำไส้ใหญ่ไม่ใช่ท่อพลาสติกเสียแล้ว แต่สารพิษเหล่านี้เป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วยอาการ ท้องผูกจึงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดาหรือเรื่องเล่นๆ อีกแล้ว หันมากินผักที่มีเส้นใย และลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ให้น้อยลง เพื่อลดอาการหมักบูดและตกค้างของสารเคมีที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ช่วยแก้อาการท้องผูกเสียแต่วันนั้น ก่อนมันจะสายเกินแก้

ลำไส้ดีท๊อกส์แล้ว

ลำไส้ยังไม่ดีท๊อกส์

ถั่ว5สี

ถั่วดำ BLACK BEANS ดำ ธาตุน้ำ มีประโยชน์ต่อ ไต
ถั่วเขียว GREEN BEANS เขียว ธาตุไม้ มีประโยชน์ต่อ ตับ
ถั่วแดง RED BEANS แดง ธาตุไฟ มีประโยชน์ต่อ หัวใจ
ถั่วขาว WHITE BEANS ขาว ธาตุโลหะ มีประโยชน์ต่อ ปอด
ถั่วเหลือง SOY BEANS เหลือง ธาตุดิน มีประโยชน์ต่อ ม้าม
ถั่วห้าสี
เครื่องปรุง
- ถั่วดำ 1 ขีด
- ถั่วเขียว 1 ขีด
- ถั่วแดง 1 ขีด
- ถั่วขาว 1 ขีด
- ถั่วเหลือง 1 ขีด
นำไปคั่วให้สุกก่อนแล้วแช่น้ำรวมกัน ล้างให้สะอาด พักไว้
- ลูกเดือย 1 ขีด ล้างให้สะอาด แล้วต้มให้สุก พักไว้
- เม็ดบัว 1 ขีด ล้างให้สะอาด ต้มให้สุก พักไว้
- รากบัว 1 ขีด ปอดเปลือกล้าง ต้มให้สุก พักไว้

วิธีทำ นำเครื่องปรุงทั้งหมดรวมกัน แล้วปั่นให้ละเอียด ต้มในหม้อใบใหญ่ ใส่น้ำมาก ๆ กรองเอากากออก นำน้ำที่ได้ไปต้มให้เดือด เติมน้ำตาลเล็กน้อย หรือจะไม่ใส่ก็ได้ รับประทานได้เลย
สรรพคุณ - บำรุงกระดูก
- บำรุงเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ
- ช่วยลดน้ำหนัก
- ผิวพรรณสดใส

อ. สุทธิวัสส์ คำภา

ลมพิษ


สาเหตุลมพิษและ สิว อาจมาจาก ไรฝุ่น หรือ พิษตกค้าง
1. ไรฝุ่น ให้ทาน น้ำมะพร้าวอ่อน (อย่าทานเนื้อ), มะเฟือง, น้ำมะม่วงสุก, น้ำมะม่วงกวน, มะม่วงกวน, กุ๊ยช่าย, ขมิ้นชัน และ หรือ นำน้ำมะพร้าวอ่อน หรือ โลชั่นมะเฟือง ทาตัว
2. สารพิษตกค้าง ทานน้ำเห็ด 3 อย่าง นำเห็ดมาต้มยำหรือแกงเห็ดก็ได้แล้วดื่มน้ำ

สูตรรักษาโรคเก๊า


ลูกเดือยต้ม เอาน้ำทิ้ง ทานแต่เนื้อต่างข้าว วันละ 3 มื้อ จำนวน 7 วัน (21 มื้อ) ทานพร้อมกับกับข้าวอื่น ๆ ได้ แต่ขอให้ในมื้อนั้น ๆ มีลูกเดือยไม่ต่ำกว่า 70% ของปริมาณอาหาร

สำหรับคนแก่ที่เคี้ยวไม่ไหวใช้สูตรนี้
ลูก เดือย 2 ถ้วย ถั่วขาว 1 ถ้วย เติมน้ำ 60 ถ้วย ต้ม จะได้น้ำสีขาว แล้วเก็บทั้งน้ำทั้งกากในภาชนะเดียวกัน เวลาดื่ม ให้อุ่นแล้วตักมาดื่ม ตักมาเท่าไหร่ ก็เอาน้ำเปล่าเติมลงไปอีกเท่านั้น (refill)
ครั้งต่อไป ก็อุ่นจนเดือด แล้วตักมาทาน แล้วเติมน้ำลงไปอีก ทำอย่างนี้จนกว่าน้ำจางจนใสค่อยทิ้งทั้งหมด

หอบหืด


ขิงแก่ กระเทียม หอมแดง มะนาว น้ำผิ้ง
ขิงขนาดหัวแม่มือ ของผู้ป่วย กระเทียม หอมแดง น้ำหนักเท่ากับขิง นำมาปั่นรวม หรือ ตำรวมในครก เติมน้ำ 1 แก้ว แล้วกรอง เอาเฉพาะน้ำ ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ เติมมะนาว 3-4 ลูก น้ำที่ใช้ได้ จะออกมาเป็นสีชมพู ถ้าออกเป็นสีอื่น แสดงว่าใช้ไม่ได้
เวลาดื่มต้องนั่ง เพราะยาแรง อาจจะล้มได้
ถ้าดื่มเวลาก่อนตีห้า ใช้เวลา 30 วันหาย
ถ้าดื่มเวลาอื่น ใช้เวลา 60 วันหาย


ข้อมูลจาก หนังสือกินเป็นลืมป่วย(บรรยายโดย อ.สุทธิวัสส์ คำภา)

คลอเรสเตอรอล

ตามตำราแพทย์แผนตะวันออก อวัยวะที่คุมเรื่องไขมันในเลือดคือ เยื่อหุ้มหัวใจ เมื่อเยื่อหุ้มหัวใจได้รับโซเดียมเพียงพอ ก็จะทำงานปกติ ควบคุมไขมันในร่างกายให้อยู่ระดับปกติได้ หากระดับโซเดียมในร่างกายไม่สมดุลย์กับโปตัสเซียม (โปตัสเซียมมากไป) เยื่อหุ้มหัวใจจะผิดปกติ ควบคุมการผลิตไขมันไม่ได้
ต้นเหตุคลอเรสเตอรอล
1. การรับรู้อารมณ์ตื่นเต้นในช่วง
1900-2100 เช่น ประชุมงาน, ดู TV, ฟังข่าว ในช่วงนี้ หากยังมีความสนุกตื่นเต้น เยื่อหุ้มหัวใจจะไม่ได้พักผ่อน ร่างกายจะผลิตไขมันในเลือดออกมาเอง วิธีแก้คือ ในช่วงเวลานี้ ควรพักผ่อน สวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือ ฟังเพลงเบา ๆ
2. เกิดจากการทานอาหารที่มีไขมัน การทานอาหารจำพวกไขมันสัตว์ แป้ง ในจำนวนที่มากเกินไป วิธีแก้คือ ลดอาหารเหล่านี้ และ เพิ่มอาหารที่ลดไขมัน เช่น มะเขือทุกชนิด (มะเขือเทศ มะเขือพวง มะเขือยาว มะเขือเปราะ) ตามการวิจัยล่าสุดของวงการแพทย์ USA. พบว่ากะทิ และ ไข่แดง จะมี HDL Chlolesterol สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการขจัด LDL Chlolesterol และ กะทิและไข่แดง ยังเป็น agent ทำให้แคลเซียมผสมกับแอสโตรเจนไปสร้างกระดูก คนไทยสมัยก่อนซึ่งทานกะทิ และ ไข่แดง จึงมีกระดูกที่แข็งแรง สูตรของจีน คือ ต้มกระเจี๊ยบแดง กับ พุทราจีน อย่างละเท่ากัน แล้วดื่มได้ทุกวัน ไม่มีสารพิษตกค้างเหมือนยาฝรั่ง ซึ่งทำร้ายตับและไต
3. เกิดจากทานอาหารที่มีโปตัสเซียมสูง ในจำนวนมากเกินไป
อาหารที่ทำร้ายเยื่อหุ้มหัวใจ คือ ผักสด ผลไม้สด และ เนื้อหมู เพราะมีโปตัสเซียมในจำนวนสูง เมื่อทานในจำนวนมาก เยื่อหุ้มหัวใจจะอ่อนแอ ควบคุมไขมันในเลือดไม่ได้ และ อาการปลายเหตุที่ตามมา คือ นิ่วในไต, หัวใจโต อาการเตือนคือ เลือดเลี้ยงหัวใจไม่เต็มที่ ตรวจพบได้ด้วยการใช้ลูกดิ่งประเมินสุขภาพ แต่หมอฝรั่งจะตรวจพบอาการนี้ก็ต่อเมื่อเลือดเลี้ยงหัวใจต่ำกว่า 40% ไปแล้ว วิธีแก้คือ งดผักสด ผลไม้สดและเนื้อหมู ให้ทานอาหารที่มีโซเดียมสูงเพื่อบำรุงเยื่อหุ้มหัวใจ เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง
การตรวจด้วยลูกดิ่ง จะบอกถึงสาเหตุของแต่ละคนได้แม่นยำกว่าการตรวจแบบหมอฝรั่ง ซึ่งบอกสาเหตุใดไม่ได้เลย บอกได้แค่เพียงว่า Cholesterol สูง ซึ่งงดอาหารมันแล้ว ก็ยังไม่ได้ผล เพราะแก้ไม่ตรงจุด

ยาถ่ายพยาธิแบบธรรมชาติ

1. น้ำกะทิ 1 ถ้วย ผสมน้ำสำรอง ทานตอนท้องว่างตอนเช้า ช่วยขับไข่พยาธิ และ พยาธิชนิดที่ตัวไม่ใหญ่
กะทิจะทำให้พยาธิเมา เกาะลำไส้ไม่อยู่ ส่วนตัวใหญ่ ปากจะกัดผนังลำไส้แน่น ใช้สูตรนี้ไม่ออก
ทานสูตรนี้ ต้องทานติดกัน ไม่ใช่วันเดียวออกหมด
2. กระเจี๊ยบเขียว 7 กำมือ (นิ้วโป้งกับนิ้วกลางชนกัน)ของผู้ป่วย ทานให้หมดภายใน 3 วัน
ขับพยาธิตัวจี๊ด พยาธิผิวหนัง แต่ตัวตืดเอาไม่ออก
3. เม็ดมะรุม 10-12 เม็ด ทานไม่เกิน 14 วัน ขับพยาธิหลายชนิด แต่ไม่แน่ใจว่า ตัวตืดจะยอมออกหรือไม่
4. ฟรุกโตสสกัดจากธรรมชาติ หยดเป็นน้ำ 10-15 หยด ผสมน้ำ 1 แก้ว ทาน 7-14 วัน ขับพยาธิผิวหนัง ตัวจี๊ด
และ พยาธิอื่น ๆ บางชนิด
5. เนื้อลูกยอสุก ทานเป็นประจำ ไล่พยาธิ
6.ขมิ้นชันมีฤทธิ์เบื่อเมาพยาธิไล่พยาธิ