วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ศาสตร์ของการใช้สีบำบัด

การใช้สีบำบัดสามารถแบ่งชนิดหรือโทนของสีออกเป็นสองแบบคือ สีโทนร้อน และสีโทนเย็น

กลุ่มสีโทนร้อน เช่น สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีม่วง จะเป็นกลุ่มสีที่ทำให้เกิดความรู้สึกมีพลัง เร่าร้อน กระตือรือร้น และกระฉับกระเฉง ในทางจิตวิทยาความแรงของสีโทนร้อนจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเจริญอาหาร ทำให้เกิดความรู้สึกหิว และกระตุ้นให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

สีเหลือง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น สีเหลืองเป็นสีแห่งความสนุกสนาน ความฉลาดรอบรู้ สดใสร่าเริง และทำให้มีอารมณ์ขัน ทั้งนี้ผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองมักอุดมไปด้วยวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ป้องกันหวัดและช่วยเสริมสร้างความเจริญเติบโตในร่างกาย พลังของสีเหลือง ช่วยให้ระบบการทำงานของน้ำดีและลำไส้เป็นไปตามปกติ ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ทั้งยังสามารถใช้เยียวยาอาการท้อแท้หดหู่และหมดกำลังใจของผู้ป่วยบางประเภท ได้อีกด้วย

สีส้ม รักษาโรคหอบหืด สีส้มเป็นสีแห่งความสร้างสรรค์ อบอุ่น สดใส มีสติปัญญา ความทะเยอทะยานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และในขณะเดียวกันก็มีความระมัดระวังไปในตัว ผลไม้และผักที่มีสีส้มอุดมด้วยวิตามินบี ที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด เผาผลาญแป้งและน้ำตาล บำรุงระบบประสาท พลังของสีส้ม ช่วยคลายอาการหอบหืด และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ช่วยรักษาความผิดปกติของม้าม ตับอ่อน ลำไส้ ทั้งยังช่วยในการดูดซึมอาหารของกระเพาะและลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ในทางจิตวิทยา พลังของสีส้มมีคุณสมบัติในการบรรเทาอาการซึมเศร้า หากคุณต้องการเรียกพลังความกระตือรือร้นในชีวิตให้กลับคืนมา สีส้มเป็นสีที่คุณควรมองหาและนำมาประยุกต์ใช้ให้มากที่สุด

สีแดง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง สีแดง เป็นสีที่กระตุ้นระบบประสาทของเราได้รุนแรงที่สุด ให้ความรู้สึกเร้าใจ ตื่นเต้น ท้าทาย ตื่นตัว ผักและผลไม้สีแดงเป็นแหล่งของวิตามินบี 12 ทองแดงและเหล็ก ซึ่งช่วยบำรุงระบบประสาท พลังของสีแดงกระตุ้นพลังชีวิตให้มีความเข้มแข็ง กระตือรือล้นและมีชีวิตชีวา ในแง่ของการรักษา สีแดงมีอิทธิพลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย เพิ่มพลังในระบบการไหลเวียนของเลือด และรักษาอาการหวัด

เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกท้อแท้หมดกำลังใจ ควรรีบหาสีแดงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยเร็ว ทั้งนี้เพราะพลังแห่งความมั่นใจ กล้าแสดงออก และความรักที่มีอยู่ในสีโทนร้อนเช่นสีแดงนั้นจะสามารถสร้างความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองให้กับคุณได้เป็นอย่างดี

สีม่วง ปรับสมดุลในร่างกาย สีม่วง เป็นสีแห่งผู้รู้ ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ และสร้างความสงบในจิตใจได้เป็นอย่างดี ผักและผลไม้ที่มีสีม่วงเต็มเปี่ยมไปด้วยวิตามินดี ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงาน ช่วยในการย่อยอาหาร พลังของสีม่วงช่วยปรับสมดุลในร่างกายของเราให้กลับมาเป็นปกติ ใช้บำบัดโรคไต กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคผิวหนังบางชนิด อีกทั้งยังช่วยในการบำบัดโรคไขข้อได้อีกด้วย

จากการวิจัยพบว่าพลังของสีม่วง ยังช่วยให้สมองของเราสงบ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจในด้านต่างๆ ทั้งยังก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในตัวเราไปในคราวเดียวกัน เมื่อคุณต้องขบคิดกับปัญหาที่ยังไม่สามารถหาทางออกได้ การนำสีม่วงเข้ามาประยุกต์ใช้กับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่รอบตัวคุณ จะทำให้คุณสามารถตัดสินใจกับเรื่องต่างๆได้ง่ายขึ้น

กลุ่มสีโทนเย็น เช่น สีเขียว สีน้ำเงิน สีฟ้า เป็นต้น เป็นกลุ่มสีที่ให้ความรู้สึกสดชื่น สงบ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และไม่ทำให้เครียด สีโทนเย็นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องทำงานหนักและใช้ความคิดเป็นอย่างมาก

สีเขียว บรรเทาอาการเครียด

สีเขียวเป็นสีที่เด่นที่สุดบนโลก ให้ความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ผ่อนคลาย ปลอดภัย ทำให้เกิดความหวังและความสมดุล นอกจากนี้ผักผลไม้สีเขียวก็อุดมไปด้วยแร่ธาตุสำคัญมากมายโดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งช่วยในการสมานแผล ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เล็บสวย ฟันสวย เพิ่มความต้านทานโรค ในด้านการรักษา ใช้เมื่อต้องการผ่อนคลายความตึงเครียด เพราะพลังของสีเขียวสามารถทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย และความดันโลหิตของเราลดลงได้ ทั้งยังช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ป้องกันการจับตัวของก้อนเลือด ต่อต้านเชื้อโรค รักษาอาการของคนเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เยื่อบุอักเสบ เป็นต้น

สีน้ำเงิน บรรเทาความดันสูง

สีน้ำเงิน เป็นสีที่มีความสุขุม เยือกเย็น หนักแน่น และละเอียดรอบคอบ พลังของสีน้ำเงิน ทำให้ระบบหายใจของเราเกิดความสมดุลและแข็งแรงขึ้น ใช้ในการรักษาโรคความดันสูง และคลายความเหงา อีกทั้งยังเป็นสีที่ใช้ในการสร้างแรงบันดาลใจและการแสดงออกทางศิลปะได้ดีอีกด้วย

สีฟ้า บรรเทาโรคปอด

สีฟ้า เป็นแม่สีที่ให้ความรู้สึกสงบเยือกเย็น เป็นอิสระ ปลอดโปร่ง สบาย ปลอดภัย ใจเย็น และระงับความกระวนกระวายในใจได้ดี พลังของสีฟ้ามีคุณสมบัติในการรักษาอาการของโรคปอด ลดอัตราการเผาผลาญพลังงาน รักษาอาการเจ็บคอ และทำให้ชีพจรของเราเต้นเป็นปกติ

เมื่อรู้จักประโยชน์ของสีแต่ละสีกันไปแล้ว ทีนี้เรามาดูกันต่อดีกว่า ว่าจะสามารถนำสีสันทั้งหลายเหล่านี้มาปรับและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไรบ้าง

สีบำบัดกับการปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

แม้ผลการรักษาอาการผิดปกติของร่างกายโดยการใช้สีบำบัดจะไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการกินยา แต่การนำความรู้เรื่องประโยชน์ของสีมาบำบัดอาการต่างๆนั้นก็ทำให้อาการต่างๆ ของโรคที่เป็นอยู่ดีขึ้นได้เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังสามารถทำได้ในทันที เพียงแค่นำของที่มีและใช้อยู่เดิมในชีวิตประจำวันมาปรับใช้ให้เข้ากับอาการที่เป็นอยู่ เช่น ทาห้องครัวเป็นสีส้ม ใช้จานใส่อาหาร หรือแก้วน้ำเป็นสีแดง เพื่อกระตุ้นการเจริญอาหาร หรือสำหรับคนทำงานที่ต้องใช้ความคิดเป็นประจำ ก็ควรนำความรู้เรื่องสีมาปรับใช้ เช่น หาต้นไม้สีเขียวต้นเล็กๆมาไว้ที่โต๊ะทำงาน นำดอกไม้โทนสีร้อนเช่น ดอกกุหลาบ ดอกลาเวนเดอร์มาปักแจกัน เพื่อลดความเครียด และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

อย่างบางคนที่นอนหลับยาก ก็ไม่ควรเลือกใช้เครื่องนอนที่มีสีเข้ม เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้ยิ่งเครียดและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ผนังห้องนอนก็ควรทาสีโทนเย็น เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียวอ่อน ชมพูอ่อน เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับง่าย เป็นต้น

อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกใส่แต่เสื้อผ้าสีเดียวอยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดอาการไม่สมดุล และในขณะเดียวกันก็ไม่ควรวิตกกังวลกับการเลือกใช้สีมากเกินไป แค่ประยุกต์สีสันบนข้าวของเครื่องใช้ที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันให้เข้ากับตัวเองมากที่สุดก็เพียงพอแล้ว


ที่มา www.mcot.net

ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร

ไตรกลีเซอไรด์คืออะไร ไตรกลีเซอไรด์จัดเป็นสารอาหารประเภทไขมัน ไขมันที่เรากินอยู่ทุกวันกว่าร้อยละ 90 เป็นไตรกลีเซอไรด์ เวลาที่เรารับประทานมันหมู มันวัว น้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ ก็คือการรับประทานไตรกลีเซอไรด์นั่นเอง

คุณค่าทางโภชนาการของไตรกลีเซอไรด์ ไตรกลีเซอไรด์มีความสำคัญทางโภชนาการหลายประการ เป็นตัวให้พลังงาน ใน 1 กรัมจะให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี วิตามิน 4 ชนิด คือ เอ ดี อี เค จะดูดซึมจากลำไส้เล็กได้ก็ต้องอาศัยไตรกลีเซอไรด์ และยังช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องอยู่นานเมื่อกินไตรกลีเซอไรด์ นอกจากนี้ร่างกายยังรู้จักเก็บสะสมไว้สำหรับให้พลังงานเมื่อมีความต้องการ

ร่างการได้ไตรกลีเซอไรด์มาจากไหน ร่างกายได้รับไตรกลีเซอไรด์อยู่ 2 ทางคือ จากอาหารที่รับประทานและจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย

  • จากอาหาร ไขมันในอาหารแต่ละชนิดมีจำนวนไม่เท่ากัน ถ้ารับประทานมันหมูหรือน้ำมันถั่วเหลือง ก็เท่ากับได้รับไตรกลีเซอไรด์เข้าไปล้วน ๆ ถ้าเป็นเนื้อหมูแดง ๆ ก็ยังได้แต่น้อยลงคือร้อยละ 70 ถ้าเป็นผักก็ได้น้อยคือไม่ถึงร้อยละ 1 เนื่องจากไตรกลีเซอไรด์ไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นการขนถ่ายไตรกลีเซอไรด์ในเลือดหรือน้ำเหลือง จะทำได้โดยการรวมตัวอยู่กับโคเลสเตอรอล ฟอสโฟไลปิด และโปรตีนในสภาพที่เรียกว่า ไลโปโปรตีน ซึ่งมี 5 ชนิดคือ ไคโลไมครอน วี.แอล.ดี.แอล. ไอ.ดี.แอล. แอล.ดี.แอล. และเอช.ดี.แอล. ไลโปโปรตีนทั้ง 5 ชนิดนี้ประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน 3 ชนิดคือ โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และฟอสโฟไลปิด ที่ลำไส้เล็กไตรกลีเซอไรด์จะถูกย่อยและดูดซึมเข้าสู่เซลล์ของเยื่อบุลำไส้เล็ก แล้วถูกขนถ่ายออกจากลำไส้เล็กไปตามหลอดน้ำเหลือง และเข้าสู่หลอดเลือดดำในที่สุด โดยอยู่ในสภาพของไคโลไมครอน ซึ่งสามารถผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ ยกเว้นสมอง โดยส่วนหนึ่งจะถูกเผาผลาญเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการประกอบกิจกรรมประจำวัน อีกส่วนหนึ่งจะถูกเก็บไว้ในเนื้อเยื่อไขมันตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อร่างกายต้องการพลังงานก็เรียกมาใช้ได้
  • จากการสร้างขึ้นเอง ไตรกลีเซอไรด์ประกอบด้วยกลีเซอรอลและกรดไขมัน ร่างกายสามารถสร้างทั้งกลีเซอรอลและกรดไขมันได้ และรวมตัวเป็นไตรกลีเซอไรด์ ไตรกลีเซอไรด์ที่เกิดจากการสร้างขึ้นเองนี้ จะถูกขนถ่ายอยู่ในสภาพของ วี.แอล.ดี.แอล. ไอ.ดี.แอล. แอล.ดี.แอล. และเอช.ดี.แอล. ส่วนใหญ่ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดจะถูกขนถ่ายอยู่ในสภาพของ วี.แอล.ดี.แอล. ไตรกลีเซอไรด์ที่มีอยู่ใน วี.แอล.ดี.แอล.นี้ ส่วนหนึ่งจะถูกเผาผลาญเป็นพลังงานเช่นเดียวกับไตรกลีเซอไรด์ใน ไคโลไมครอน ซี.แอล.ดี.แอล. ที่มีไตรกลีเซอรไรด์น้อยลงจะเปลี่ยนสภาพเป็น ไอ.ดี.แอล. และแอล.ดี.แอล. ในที่สุด

ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมีอันตรายหรือไม่ ผลการศีกษาทราบว่าการมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง สามารถคุกคามสุขภาพได้หลายประการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าไตรกลีเซอไรด์ที่สูงนั้นเกิดจากไคโลไมครอนหรือวี.แอล.ดี.แอล.

  • อาการปวดท้อง ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงจากไคโลไมครอน อายเกิดอาการปวดท้องได้ บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นตับอ่อนอักเสบได้ แต่ต้องตรวจให้แน่ชัดเพราะอาการปวดท้องเกิดได้หลายสาเหตุ
  • ปื้นเหลืองที่ผิวหนัง ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงจากไคโลไมครอน จะมีปื้นเหลืองตามผิวหนังได้ ปื้นเหลืองนี้มีลักษณะพิเศษคือ เป็นเม็ดพุพองโดยตรงกลางของเม็ดพุพองมีสีเหลือง ที่ฐานมีสีแดง ปื้นเหลืองแบบนี้จะพบเมื่อมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงอย่างมากแล้ว คือมากกว่า 1,000 มก./ดล.
  • ตับโตม้ามโต ในรายที่มีไตรกลีเซอไรด์สูงจากไคโลไมครอนอาจมีตับโตและม้ามโตได้
  • หลอดเลือดแดงแข็ง ถ้ามีหลอดเลือดแดงแข็งเกิดกับอวัยวะใดแล้ว จะทำให้อวัยวะนั้นได้เลือดไปเลี้ยงไม่พอ ถ้าเป็นที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองก็เกิดอัมพาตได้ ถ้าเป็นที่หัวใจก็เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ จากการศึกษาพบว่าไตรกลีเซอไรด์ที่มาจาก วี.แอล.ดี.แอล. เป็นตัวการสำคัญในเรื่องนี้ อนึ่งผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดส่วนใหญ่เกิดจาก วี.แอล.ดี.แอล.

การวินิจฉัยโรค วิธีที่ดีที่สุดคือ การเจาะเลือดมาตรวจหาระดับไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจะบอกได้อย่างแน่นอน การเจาะเลือดตรวจหาไขมันควรตรวจพร้อมกันทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ เพื่อการวางแผนลดไขมันทั้ง 2 ชนิดให้ได้ดี คนปกติควรมีไตรกลีเซอไรด์ในเลือดต่ำกว่า 200 มก./ดล. ถ้าระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดอยู่ระหว่าง 200 - 500 มก./ดล. มักเกิดจาก วี.แอล.ดี.แอล. มากเพียงอย่างเดียว ถ้าสูงเกิน 1,000 มก./ดล. มักเกิดจากไคโลไมครอนสูง ถ้าอยู่ระหว่าง 500 - 1,000 มก./ดล. มักเกิดจากทั้งวี.แอล.ดี.แอล. และไคโลไมครอนสูงในเลือดสาเหตุที่ทำให้เกิดไตรกลีเซอไรด์สูงไนเลือด

  • 1. ไม่ระวังในเรื่องอาหารการกิน คนที่กินจุกินไขมันมาก กินน้ำตาลทรายหรือขนมหวานมาก ๆ ล้วนแล้วแต่มีโอกาสมีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดได้มาก
  • 2. กินเหล้ามากเป็นประจำ คนที่กินเหล้ามากเป็นประจำ จะพบว่ามีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดได้
  • 3. โรคอ้วน โรคอ้วนที่เกิดจากการกินจุ หรือขาดการออกกำลังกาย มักมีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด
  • 4. โรคอื่น ๆ ที่พบบ่อยเห็นจะได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไตบางชนิด
  • 5. ยา ยาหลายชนิดที่รักษาโรคอาจมีผลทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดได้
  • 6. ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับไคโลไมครอนหรือวี.แอล.ดี.แอล. เป็นสาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงมากกว่าปกติได้

วิธีรักษาและป้องกัน มีหลักการดังนี้ คนที่กินจุก็ต้องรู้จักประมาณตนกินของที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ควรงดเครื่องดื่มพวกน้ำอัดลม ขนมหวาน ของมันจัด ถ้าดื่มเหล้าจัดก็ควรลดลง การออกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็เป็นมาตรการที่สำคัญ ป้องกันไม่ให้มีไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด แถมยังป้องกันไม่ไห้เกิดโรคอ้วนได้ด้วย

สำหรับผู้ที่ปฎิบัติตนตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว แต่ยังมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงอยู่ หรือปฎิบัติไม่ได้ ตลอดจนผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ จำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยยาลดไตรกลีเซอไรด์จากแพทย์

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อาหารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล

-->
รู้มั้ยว่าโรคอะไรที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดในโลก คำตอบคือ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคนี้ทำเอาพวกบริษัทยาที่ขายยาเกี่ยวกับโรคนี้พากันรวยมากมายมหาศาล และสาเหตุหลักที่สำคัญก็คือภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งไขมันที่เป็นปัญหาสำคัญก็คือ คอเลสเตอรอล นั่นเอง
ปัจจุบันภาวะไขมัน คอเลสเตอรอล ในเลือดสูงเป็นปัญหาที่สำคัญทีเดียว เพราะมันจะส่งผลไปกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างมากทีเดียว และถือว่าเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรง
จากการผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบัน world's premier medical institutions พบว่ามีวิธีการที่สามารถช่วยป้องกันระบบหัวใจและหลอดเลือดให้แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีได้
นักวิจัยได้แนะนำว่ามีปัจจัยความเสี่ยงมากมายที่นำมาพิจารณา โดยใช้ความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพื้นฐานของลักษณะของการเสื่อมสลายของระบบหัวใจและหลอดเลือด ปัจจัยที่ไปเพิ่มความเสี่ยงเหล่านี้ประกอบไปด้วย สภาวะสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายต่ำ สภาวะกรดไขมันที่จำเป็นในร่างกายต่ำ ระดับปริมาณเกลือแร่ แมกนีเซียม โปตัสเซียม และระดับที่เพิ่มขึ้นของ homocysteine ในร่างกาย ปัจจัยความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว และสิ่งสำคัญมากๆ ก็คือมีวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่จะกำจัดปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ นั่นคือ
► การออกกำลังกาย► การลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง► รับประทานอาหารเสริม เช่น วิตามิน เกลือแร่ และอาหารต้านอนุมูลอิสระ
คอเลสเตอรอล มีผลกับสุขภาพยังไงในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมาเรารับทราบข้อมูลของ คอเลสเตอรอล มามากมายว่ามันมีผลเสียต่อร่างกายโดยมันอาจจะไปอุดตันเส็นเลือด และมันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่มีทำให้เกิด โรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ทราบหรือไม่ว่า คอเลสเตอรอล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากต่อสุขภาพของร่างกายทีเดียวเรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลย
คอเลสเตอรอล เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในเซลเมมเบรน (cell membrane) มันจะช่วยเซลล์ในการทำงานต่างๆ ของร่างกาย เช่น คอเลสเตอรอล ช่วยดูดซึมวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน (วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และ วิตามินเค) และกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายเข้าสู่เซลล์ คอเลสเตอรอล จะมีส่วนช่วยในขบวนการสร้างฮอร์โมนเพศทั้งชายและหญิง และรวมถึงสเตียรอยด์ฮอร์โมน (steroidal hormones) ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับสุขภาพที่สำคัญของร่างกายคือระบบภูมิต้านทานของร่างกายและการทำงานที่สมบูรณ์ของระบบฮออร์โมน
คอเลสเตอรอล จะมี 2 ชนิด คือ ชนิดดีและชนิดไม่ดี
► ชนิดดีหรือ HDL (High Density Lipoprotein) ชนิดดีนี้จะช่วยร่างกายขับ คอเลสเตอรอล ที่เกินความต้องการออกจากร่างกาย จะได้จากอาหารและร่างกายผลิตขึ้นเพื่อนำไปใช้ ชนิดนี้ยิ่งสูงก็จะดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย► ชนิดไม่ดีหรือ LDL (Low Density Lipoprotein) เป็นชนิดที่เป็นโทษต่อร่างกาย ได้จากอาหารเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
ดังนั้นเวลาดูค่าหรือระดับของ คอเลสเตอรอล ในร่างกายควรที่จะดูที่สัดส่วนของ HDL กับ LDL จะดีกว่า
เป็นเรื่องที่น่าแปลก จากการศึกษาพบว่ามีจำนวนสัดส่วนที่มากพอสมควรของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดกลับมีระดับ คอเลสเตอรอล ในร่างกายต่ำหรือเป็นปกติ ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือดไม่ได้เกิดจากไขมัน คอเลสเตอรอล เองโดยตรง แต่สิ่งที่เป็นผลร้ายกับร่างกายคืออนุภาคออกซิไดซ์ของ LDL หรือ คอเลสเตอรอล ที่ไม่ดีนั่นเอง
นักวิจัยได้ระบุว่ามีอาหารมากมายที่วารสารการวิจัยทางการแพทย์หลายๆ ฉบับระบุว่าช่วยส่งเสริมให้ระบบกาารทำงานของหัวใจและหลอดเลือดแข็งแรงมีสุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยหากแบ่งตามหน้าที่การทำงานหลักของอาหารเหล่านั้นจะแบ่งได้ 4 กลุ่มหลัก ที่จะช่วยส่งเสริมให้ระบบกาารทำงานของหัวใจและหลอดเลือดมีสุขภาพดีขึ้น
1) อาหารช่วยต้านอนุมูลอิสระ อาหารชนิดนี้จะช่วยป้องกันการเกิดอนุภาคออกซิไดซ์ของ LDL หรือ คอเลสเตอรอล ที่ไม่ดี โดย คอเลสเตอรอล จะกลายเป็นศัตรูร้ายทันทีที่มันเกิดการแตกตัวเป็นอนุภาคออกซิเดชั่น ซึ่งก็จะอาหารที่จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้ส่งผลให้อาหารเหล่านี้ช่วยทำให้ระบบกาารทำงานของหัวใจและหลอดเลือดมีสุขภาพดีขึ้น
► สารสกัดจากกระเทียม 400-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หากเป็นแบบไม่มีกลิ่นจะดีกว่า)► วิตามินอี 400-1,200 IU ต่อวัน► สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน► ไวน์แดงสกัด 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน► สารสกัดจากชาเขียว 100-300 มิลลิกรัมต่อวัน► CoEnzyme Q10 60-120 มิลลิกรัมต่อวัน
2) อาหารที่ช่วยในเรื่องเกี่ยวการรักษาระดับ homocysteine ในร่างกาย homocysteine เป็นกรดอะมิโนที่ได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึม ของกรดอะมิโน methionine และเป็นกรดอะมิโนที่รู้จักกันดีว่ามีพิษต่อผนังเซลล์ของหลอดเลือด ภาวะระดับ homocysteine ในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด มีผลการศึกษากว่า 500 การศึกษาที่ได้มีการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์พบอันตรายของ homocysteine พบว่าการเพิ่มขึ้นของระดับ homocysteine จะส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตมากว่าการเพิ่มขึ้นของระดับ คอเลสเตอรอล ถึง 5 เท่าทีเดียว
อาหารที่พบว่ามีส่วนช่วยในเรื่องการรักษาระดับ homocysteine ในร่างกายคือ
► วิตามินบี6 50-150 มิลลิกรัมต่อวัน► วิตามินบี12 500-2,000 ไมโครกรัมต่อวัน (ในรูปแบบ methylcobalamin จะให้ผลดีกว่า)► กรดโฟลิค 400-1,000 IU ต่อวัน► Trimethylglycine 100 - 500 มิลลิกรัมต่อวัน
3) อาหารที่ช่วยในเรื่องสัดส่วนหรือระดับของ คอเลสเตอรอล ในร่างกาย ระดับของ คอเลสเตอรอลในร่างกายไม่ได้ตัวชี้วัดที่ดีของสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด สิ่งที่น่าจะเป็นตัวชี้วัดที่ดีน่าจะเป็นอัตราส่วนของ HDL ต่อ LDL มากกว่า ซึ่งอัตราส่วนที่ดีคืออัตราส่วนเท่ากับ 4 หรือน้อยกว่า ส่วนอัตราส่วนที่พอเหมาะคือ 3
อาหารที่พบว่ามีส่วนช่วยในเรื่องการรักษาระดับอัตราส่วนของ คอเลสเตอรอล ในร่างกายคือ
► น้ำมันปลาหรือ Fish oil 200-800 มิลลิกรัมต่อวัน (EPA และ DHA)► สารสกัดจากกระเทียม 900 มิลลิกรัมต่อวัน (หากเป็นแบบไม่มีกลิ่นจะดีกว่า)► Tocotrienols 312 มิลลิกรัมต่อวัน► ไฟเบอร์ (Fiber) 20-30 กรัมต่อวัน
4) อาหารที่ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงและมีสุขภาพดี มื้ออาหารของคนส่วนใหญ่ที่รับประทานกันในแต่ละวัน มักจะได้รับปริมาณของ วิตามินซี และ ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) ไม่เพียงพอต่อการเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงและมีสุขภาพดีได้ ซึ่งทั้ง วิตามินซี และ ไบโอฟลาโวนอยด์ เป็นสารที่สำคัญอย่างมากต่อการสร้าง คอลลาเจน (Collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญต่อความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด
มีสารอาหารอยู่ชนิดหนึ่งคือ เปลือกสนสกัด (เฉพาะเปลือกสนที่สกัดจากเปลือกของต้นสนในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลที่แรงทีเดียว ดังนั้นเปลือกสนสกัดจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับการทำลายของอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เปลือกสนสกัดน่าจะมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดทั้งระบบทีเดียว โดยมันจะไปช่วยป้องกันการเกิดการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดที่เกิดจากการสูบบุหรี่หรือความเครียด
อาหารที่ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงและมีสุขภาพดีคือ
► วิตามินซี 500-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน► ไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) 100-500 มิลลิกรัมต่อวัน► เปลือกสนสกัด 50-200 มิลลิกรัมต่อวัน
โดยสรุปสำหรับผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด และต้อการมีระบบหัวใจและหลอดเลือดที่แข็งแรงก็ควรจะปฏิบัติตัวง่ายๆ ดังนี้คือ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และรับประทานอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น วิตามิน เกลือแร่ และอาหารต้านอนุมูลอิสระ
ภาพและที่มา www.heathdd.com

คอเลสเตอรอลคืออะไร

คอเลสเตอรอลคืออะไรคอเลสเตอรอล คือ สเตอรอลที่พบในเนื้อเยื่อเซลล์ของมนุษย์ ร่างกายเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลเองได้โดยตับ และเรายังได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหาร แม้ว่าคอเลสเตอรอลจะจำเป็นต่อการทำหน้าที่ทางชีวเคมีทั่วๆไปของร่างกาย แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่สูงเกินไปคือสาเหตุของ vascular atherosclerosis ประมาณการว่า ประมาณ 70%
ของประชากรผู้ใหญ่ในประเทศตะวันตกมีระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินกว่ามาตรฐาน เนื่องจากคอเลสเตอรอลเป็นไขมัน จึงไม่สามารถละลายได้ในน้ำ หรือเลือด การที่คอเลสเตอรอลและไขมันอื่นๆ จะถูกส่งไปทั่วร่างกายผ่านทางกระแสเลือดได้นั้น จะต้องถูกจับยึดด้วยโปรตีนซึ่งจะทำให้คอเลสเตอรอลสามารถละลายในเลือดได้ โดยที่ปริมาณหน่วยย่อยของคอเลสเตอรอล หรือไลโปโปรตีนชนิดต่างๆ ในเลือด มีผลต่อความเสี่ยงของ CHD ต่างกันอย่างไรก็ตาม ระดับของคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะคอเลสเตอรอลตัวไม่ดีนั้นเป็นสาเหตุของความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะคอเลสเตอรอลชนิดนี้เป็นตัวหลักของคอเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อ CHD
Plant stanols/sterols และเอสเทอร์ของ Plant stanols/sterolsplant sterols และ plant stanols มีอยู่ตามธรรมชาติในอาหาร plant sterols และ plant stanols ที่อยู่ในรูปเอสเทอร์ มีความเหมาะสมอย่างมากต่อการนำมาใช้ในการผลิตอาหาร (functional foods) โดยที่plant stanol เป็นรูปหนึ่งของ plant sterols ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น และการนำไปใช้งานทำได้ง่ายขึ้นคุณประโยชน์
การศึกษาแบบทดลอง สุ่มตัวอย่างแบบ double-blind เพื่อช่วยลดความผันแปรของตัวแปรต่างๆ (randomised double-blind intervention) จำนวนมากได้แสดงให้เห็นถึงผลของ plant sterols ต่อระดับของคอเลสเตอรอลในเลือด ผลการศึกษาเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า plant sterols และ plant stanols ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม และคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล แต่ไม่ลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอลซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี หรือมีผลกระทบใดๆ ต่อระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (1)
Benecol® ลดระดับ sterols ในเลือดโดยการยับยั้งการดูดซึมของ sterols จากลำไส้เล็กประสิทธิภาพที่ได้รับการพิสูจน์จากการใช้อันยาวนาน
การลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารนั้น บ่อยครั้งจะให้ผลในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องยากในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร ในขณะท ี่Benecol® สามารถคงประสิทธิภาพได้ในการใช้ระยะยาว จากการศึกษาพบว่าหากบริโภคทุกๆ วัน ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง 10% และระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอลในเลือดลดลง 14% ตลอดระยะเวลา 12 เดือนของการศึกษา (2)
1. Law M. Plant sterol and stanol margarines and health. BMJ 2000;320:861-4
2. Miettinen TA, Puska P, Gylling H, Vanhanen H, Vartiainen E. Reduction of serum cholesterol with sitostanol-ester margarine in a mildly hypercholesterolemic population. N Engl J Med 1995;333:1308-12.

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

หน้าฝนแล้วรักษาสุขภาพด้วย

หน้านี้หน้าฝนอากาศค่อนข้างชื้นจะมีผลกระทบโดยตรงกับอวัยวะ คือ ม้าม
ส่วนมากคนจะไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักม้าม ม้ามจะอยู่ตรงชายโครงด้านซ้ายอยู่ระหว่างกระเพาะ ปอด หัวใจ ม้ามมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด น้ำเหลือง และภูมิคุ้มกัน คนที่ม้ามโตจะผอมถาวรรับประทานเท่าไหร่จะไม่อ้วน คนที่ตัวผอมจะไม่ค่อยสร้างเม็ดเลือด ตามปกติคนเราต้องมีเลือดหมุนเวียน ๖ ลิตร คนที่ม้ามโตจะมีเลือดไม่ถึง ๖ ลิตร ส่วนคนที่ม้ามชื้นจะอ้วนง่าย ไม่กินอะไรก็อ้วน คนที่ใช้เสียงมาก คนที่ใช้ริมฝีปากบ่อย พูดมาก จะทำให้ม้ามขึ้น และอ้วนง่าย และคนที่อยู่ริมแม่น้ำก็จะอ้วนง่าย กินอาหารจุบจิบ ม้ามจะชื้นง่าย ใครที่นอนช่วงเวลานี้จะอ้วนแต่ถ้าได้เดินไปเดินมาหรือใช้สมองคิด จะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดี จะไม่อ้วน ม้ามนอกจากสร้างไขมัน สร้างเม็ดเลือด ยังสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างน้ำเหลือง วิธีสังเกตว่าม้ามเราปกติหรือไม่ ก็คือดูที่น้ำเหลือง ม้ามชื้น ม้ามโต น้ำเหลืองจะเสียง่าย เช่น การเป็นเริม งูสวัด วิธีการดูแลรักษาม้าม ควรรับประทานขมิ้นชัน ที่เป็นผงหรือแคปซูลเป็นประจำ จะช่วยป้องกันไม่ให้อ้วนป้องกันไม่ให้ม้ามชื้น ม้ามโต ป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองเสีย การรับประทานขมิ้นชันเพื่อลดความอ้วนและควบคุมน้ำเหลืองไม่ให้เสีย ให้รับประทานช่วงเวลา ๐๙.๐๐ – ๑๑.๐๐ น. อาหารบำรุงม้าม ได้แก่ มันเทศ สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง หรือบุก (ผลคล้ายกับหัวกลอย) รับประทานแล้วจะลดความอ้วน
ที่มา หนังสือ นาฬิกาชีวิต อ.สุทธิวัสส์ คำภา

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทานผักสด ผลไม้สด ยิ่งเพลีย ระวัง !









ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วย ผัก ผลไม้ หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง มีให้ทานได้ทุกฤดูกาล แต่น่าแปลกใจที่คนไทยกลับเป็นโรคหัวใจไม่น้อยกว่าคนชาติอื่น ๆ
ก็ไหนใครบอกว่า ทานผักสด ผลไม้ มาก ๆ แล้วจะดีต่อสุขภาพไงล่ะ ?!??!!?!
ถ้าท่านยังมีความเชื่อแบบนี้ ก็เตรียมตัวเป็นโรคหัวใจได้แล้ว !
ไม่มีอาหารอะไรให้คุณอย่างเดียว แล้วไม่ให้โทษ.. ไม่มี !
การแพทย์ตะวันออก จะแบ่งระบบหัวใจออกเป็น ระบบกล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle) และ ระบบเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium) ซึ่งต้องการสารอาหารตรงข้ามกัน กล้ามเนื้อหัวใจ ต้องการโปตัสเซียม ส่วนเยื่อหุ้มหัวใจ ต้องการโซเดียม
เยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardium) เป็นผนังเยื่อบาง ๆ ที่หุ้มหัวใจ

กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle)เป็นกลุ่มกล้ามเนื้อที่อยู่ภายในผนังเยื่อหุ้ม
การรักษาสัดส่วนโปตัสเซียม ต่อ โซเดียม ให้สมดุลกัน จะทำให้เลือดเลี้ยงหัวใจเต็ม 100% ในขณะเดียวกัน การได้รับโปตัสเซียมมากเกินไป (Hyperkalemia) ก็จะเป็นผลเสียต่อเยื่อหุ้มหัวใจ การได้รับโซเดียมมากเกินไป (Hypokalemia) ก็เป็นผลเสียต่อกล้ามเนื้อหัวใจ
ประโยชน์ของผักสด ผลไม้ คือ การได้โปตัสเซียมไปบำรุงหัวใจ แต่เมื่อทานผักสด และ ผลไม้มากจนได้รับโปตัสเซียมเกินปริมาณโซเดียมที่มีอยู่ จะทำให้เยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ มีอาการเหนื่อยอ่อน บางรายปวดสะบัก หรือ ปวดไหล่ด้านหลัง ชาตามท้องแขน ปวดที่ข้อ นิ้วล็อก นี่เป็นอาการเตือนของโรคเยื่อหุ้มหัวใจ หากยังไม่หยุดทานผักสด และ ผลไม้ เลือดจะวิ่งไปเลี้ยงหัวใจน้อยลงเรื่อย ๆ จนเป็นโรคหัวใจ และ เสี่ยงต่ออาการหัวใจขาดเลือด นั่นหมายถึง อาการช็อคหมดสติ หรือ อาการออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน อัมพาต หรือ ถึงแก่ชีวิตการที่ท่านไม่รู้ตัว แล้วยังไม่งดผักสดผลไม้ จะมีโรคอื่น ๆ ตามมา คือ ไขมันในเลือดสูง เพราะเยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ ไม่สามารถคุมปริมาณไขมันได้ โปตัสเซียมที่เข้าไปเยอะเกินไป ก็จะไปก่อหินปูนที่ไต ทำให้เป็นนิ่วในไม่ช้า ฉะนั้น อาจพูดได้ว่า คนที่ทานผักสด และ ผลไม้ มากไป มักจะเป็นโรคหัวใจ, คลอเลสเตอรอลสูง และ โรคไต พร้อม ๆ กัน
ทราบเหตุผลนี้แล้ว ก็ไม่แปลกใจเลย ที่คนไทยเป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น เป็นโรคไตมากขึ้น ก็ผักสด และ ผลไม้ไทยมันยั่วใจซะขนาดนี้
ผู้ที่เรียนลูกดิ่งเพนดูลั่ม สามารถพยากรณ์ดูอาการของเยื่อหุ้มหัวใจได้ด้วยตนเอง สำหรับผู้ที่ไม่มีลูกดิ่ง ก็ให้สังเกตุอาการว่า เมื่อใดที่ท่านทานผักสด และ ผลไม้สดแล้ว หลังจากนั้น เกิดอาการผิดปกติ เช่น เพลีย หายใจขัด ปวดไหล่ ชาที่แขนหรือขา ยิ่งทานผักสด ผลไม้สด ยิ่งเพลียหนักขึ้น ให้ท่านสงสัยไว้ก่อนว่า นั่นคืออาการเยื่อหุ้มหัวใจผิดปกติ
วิธีดูแลผู้ที่มีอาการเยื่อหุ้มหัวใจ คือ ให้งดการทานผักสด และ ผลไม้สด แล้วเพิ่มการทานอาหารที่ทำจาก ถั่ว (เต้าหู้) ข้าวเหนียว ของหมักดอง ซึ่งมีโซเดียมสูง โซเดียมจะเข้าไปปรับสมดุลให้อาการที่เป็นอยู่ลดลง และ หายไปในที่สุด ข้าวเหนียวถั่วดำ, ข้าวหมาก, ผลไม้ดอง, ผลไม้ตากแห้ง เป็นอาหารที่เหมาะมากสำหรับคนที่มีอาการเยื่อหุ้มหัวใจ เพราะอุดมไปด้วยโซเดียมกาแฟ ก็เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่ง ที่แนะนำให้คนที่มีอาการเยื่อหุ้มหัวใจดื่ม เพราะ กาแฟ จะไปขับโปตัสเซียมออกมาทางปัสสาวะ
สำหรับผู้ที่ทานอาหารที่ทำจากถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง มากเกินไป ท่านก็จะได้รับโซเดียมมากกว่าโปตัสเซียม จนไปทำร้ายกล้ามเนื้อหัวใจ อาการ คือ เหนื่อยง่าย เพลีย ความดันสูง (salt hypertension) หายใจขัด หืดหอบ (asthma) เป็นตะคริว (muscle cramp) ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ยิ่งทานถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง และ กาแฟ ยิ่งเพลียมากขึ้น เลือดเลี้ยงหัวใจน้อยลง หากยังไม่ลด ถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง เลือดจะวิ่งไปที่หัวใจน้อยจนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนตาย และ หัวใจวายในที่สุด
วิธีดูแล ผู้ที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจ คือ งด ถั่ว ข้าวเหนียว ของดอง และ กาแฟ แล้ว เพิ่มการทาน ผักสด ผลไม้ และ เนื้อหมูให้มากขึ้น ผลไม้ที่มีโปตัสเซียมสูง ได้แก่ น้ำมะพร้าวอ่อน, กล้วยหอม, โดยเฉพาะผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวปน (citrus fruit เช่น ส้ม, มะนาว) เนื้อสัตว์ที่มีโปตัสเซียมสูง คือ เนื้อหมู
การทานอาหารหลากหลาย ผสมกัน ทั้งโปตัสเซียม และ โซเดียม ก็จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจทางใดทางหนึ่งได้ หากท่านต้องการรู้ว่า ขณะนี้ อาการที่เกิดขึ้นมาจาก กล้ามเนื้อหัวใจ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจ

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เอ็นไซม์

เอ็นไซม์สำคัญกับชีวิต
st1\:*{behavior:url(#ieooui) }
Dr. Dick Couey, Ph.D. ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพจากมหาวิทยาลัยแพทย์ Baylor เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ และเขียนตำราทางวิชาการด้านนี้ไว้ถึง 13 เล่มได้กล่าวถึงเอ็นไซม์เอาไว้ว่า

Dick Couey, Ph.D.
Baylor University, March 1996
คำถามและคำตอบต่อไปนี้เป็นการตอบโดย Dr.Dick Couey และเป็นคำถามที่พวกเราได้รับฟังมาเกี่ยวกับเอ็นไซม์ ซึ่งได้คัดออกมาจากหนังสือทางด้านโภชนาการและเอ็นไซม์ที่มีชื่อว่า การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน: คำถามที่คุณไม่เคยถามและคำตอบที่ชีวิตของคุณขาดไม่ได้
DicQie Fuller, Ph.D.
Houston, Texas, March 1996

เอ็นไซม์เป็นโมเลกุลของโปรตีนซึ่งใช้ในการสร้างพลังงานที่จำเป็นต่อทุกปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา โดยจะมีเอ็นไซม์ประมาณ 2,700 ชนิดที่ถูกค้นพบในร่างกายมนุษย์ เอ็นไซม์จะทำงานร่วมกับโคเอ็นไซม์เพื่อใช้ในการสร้างสารเคมีกว่า 10,000 ชนิด ที่ช่วยในการมองเห็นได้ยินเสียง ช่วยให้คุณรู้สึกได้ การเคลื่อนไหว การย่อยอาหาร และการนึกคิด ในทุก ๆ อวัยวะ ทุก ๆ เนื้อเยื่อ และทุก ๆ ล้าน ๆ เซลล์ในร่างกายจะขึ้นอยู่กับเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์และพลังงานที่เอ็นไซม์สร้างขึ้น ดังนั้นเราจะไม่สามารถอธิบายคำว่าโภชนาการได้เลยถ้าไม่กล่าวถึงบทบาทที่สำคัญของเอ็นไซม์นี้

คุณสามารถใช้คำนิยามคำว่าโภชนาการได้หรือไม่?
โภชนาการ คือ ความสามารถของร่างกายที่จะรับสารอาหาร 45 ชนิดให้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมได้ แล้วย่อยสลายสารอาหารเหล่านั้นอีกทั้งการดูดซึมและการพาสารอาหารที่ดูดซึมได้เข้าสู่เซลล์ รวมถึงเมตาบอลิซึมของสารอาหารเหล่านั้น และกิจกรรมในการกำจัดสารพิษได้
สารอาหารทั้ง 45 ชนิด ได้แก่
ü คาร์โบไฮเดรต
ü ไขมัน
ü โปรตีน
ü น้ำ
ü กรดอะมิโน 9 ชนิด
ü วิตามิน 13 ชนิด
ü เกลือแร่ 19 ชนิด

การกินอาหารเหล่านี้ ในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้แน่ใจได้ว่าคุณรับโภชนาการที่ดี เอ็นไซม์มีหน้าที่ในการย่อยสลายอาหาร ดูดซึม ขนส่งและกำจัดของเสียที่เกิดจากการใช้สารอาหารเหล่านั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเซลล์ทุก ๆ เซลล์ นั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของเอ็นไซม์และพลังงานที่เอ็นไซม์สร้างขึ้น

คุณรู้ไหมว่าพลังงานที่เอนไซม์สร้างขึ้นนั้นคืออะไร ?
พลังงานที่เอ็นไซม์สร้างขึ้นนั้นคือ พลังงานที่ก่อให้เกิดของเป็นจุดกำเนิดของปฏิกิริยาเคมีระหว่างเอ็นไซม์กับสารต่าง ๆ ในร่างกายพลังงาน พลังงานที่สร้างขึ้นนี้ถูกดึงออกมาจากสารเคมีโดยเอ็นไซม์ตัวอย่างเช่น นำเมล็ดถั่วดิบใส่ลงในหม้อน้ำเดือด เมื่อนำมาปลูกถั่วที่ผ่านการต้มสุกแล้วก็ไม่สามารถงอกออกมาเป็นต้นได้ นั่นหมายถึงพลังงานดังกล่าวถูกดึงออกหรือถูกทำให้สูญเสียไป เมื่อคุณศึกษาวิทยาศาสตร์คุณก็สามารถรู้ได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ที่สามารถสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาได้โดยใช้พลังงานดังกล่าวนั้นเนื่องจากสารเคมีจะมีผลต่อการกระตุ้นการทำงานของปฏิกิริยาเคมีเท่านั้นซึ่งแตกต่างจากเอ็นไซม์ที่สามารถกระตุ้นการทำงานได้ทั้งปฏิกิริยาเคมีและปฏิกิริยาชีวภาพทางเคมี (Catalyst) จะไม่มีพลังงานเหล่านี้เหมือนกันเอ็นไซม์และพลังงานเหล่านี้ก็ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ พูดง่าย ๆ ก็คือพลังงานนี้เปรียบเสมอกับกระแสไฟฟ้าที่ช่วยให้หลอดไฟสว่างขึ้นได้

เอ็นไซม์มีกี่ชนิด
เอ็นไซม์สามารถแบบออกมาได้เป็นกลุ่มหลัก 3 กลุ่มได้แก่
กลุ่มที่ 1. เอ็นไซม์ที่มีหน้าที่ในการย่อยสลายอาหาร
กลุ่มที่ 2.เอ็นไซม์มีหน้าที่เกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
กลุ่มที่ 3. เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร (Food Enzyme)

เอ็นไซม์กลุ่มที่ 1 จะถูกหลั่งออกมาจากต่อมน้ำลาย กระเพาะอาหารตับอ่อน และลำไส้เล็ก เอ็นไซม์เหล่านี้จะช่วยย่อยอาหารที่เรากินให้มีขนาดที่เล็กลง ดังนั้นสารอาหารทั้ง 45 ชนิด ก็สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้
เอ็นไซม์กลุ่มที่ 2 เป็นเอ็นไซม์ที่หน้าที่เหมือนกับตัวกระตุ้นปฏิกิริยาภายในเซลล์ซึ่งจะมีหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างพลังงาน
เอ็นไซม์กลุ่มที่ 3 เป็นเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร แต่เมื่อนำอาหารไปปรุงสุกแล้ว จะทำให้สูญเสียสภาพธรรมชาติของเอนไซม์ไป

เอ็นไซม์มีอะไรบ้าง ?
เอ็นไซม์มีอยู่หลากหลายชนิด แต่สามารถแบ่งกลุ่มหลัก ๆ ได้ดังต่อไปนี้

เอ็นไซม์ย่อยโปรตีน
Protease/aminopeptidase/enterokinase/carboxypeptidase/trysin/pepsin
เอ็นไซม์ย่อยไขมัน
Lipase/cholesterol esterase
เอ็นไซม์ย่อยคาร์โบไฮเดรต
Amylase/surcease/maltase/lactase/ptyalin/cellulose protease, lipase, amylase และ cellulose เป็นเอ็นไซม์หลักที่พบในอาหารโดยเอ็นไซม์ protease ย่อยโปรตีนเอ็นไซม์ amylase ย่อยแป้ง เอ็นไซม์ lipase ย่อยไขมัน และเอ็นไซม์ cellulose ย่อยเซลลูโลส (ไฟเบอร์) เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารสดจะทำหน้าที่ช่วยในการย่อยสลายอาหาร ทดแทนการใช้เอ็นไซม์ที่ต้องสร้างขึ้นจากร่างกายเพียงอย่างเดียวในอาหารสดจะมีเอ็นไซม์ 4 ชนิดนี้อยู่เช่นกันซึ่งจะช่วยในการย่อยสลายโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ที่มีอยู่ในอาหารได้

เอ็นไซม์ทำงานอย่างไรในร่างกาย ?
เมื่อเรากินอาหารสด เอ็นไซม์ในอาหารจะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้โดยความร้อนและความชื้นภายในช่องปาก เมื่อได้รับการกระตุ้นเอ็นไซม์เหล่านี้ก็จะทำการย่อยสลายอาหารให้มีขนาดเล็กลงพอที่ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ Villi และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ต่อจากนั้นจะมี เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ในการใช้สารอาหารเหล่านั้นเพื่อนำมาสร้างเป็นกล้ามเนื้อ เส้นประสาทต่อมต่างๆ กระดูก เม็ดเลือด ปอดและอวัยวะอื่น ๆ โดยที่เซลล์ในร่างกายจะมีความจำเพาะต่อกลุ่มของเอ็นไซม์ต่างกัน และเอ็นไซม์แต่ละชนิดก็จะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น เอ็นไซม์ย่อยโปรตีนก็จะไม่ย่อยสลายไขมัน เอ็นไซม์ย่อยไขมันก็จะไม่ย่อยสลายแป้ง เอ็นไซม์จะทำปฏิกิริยาในการเปลี่ยนแปลงสารชนิดหนึ่งไปเป็นสารใหม่อีกชนิดหนึ่งแต่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจากเกิดปฏิกิริยาแล้ว จากเหตุผลที่ว่าสารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนไปเป็นสารอีกชนิดหนึ่งโดยการรวมตัวจากเอ็นไซม์ ดังนั้นถ้าไม่มีเอ็นไซม์ร่างกายก็ไม่สามารถทำงานได้
เคยได้ยินมาว่าเอ็นไซม์จะถูกทำลาย ในสภาวะที่เป็นกรดของกระเพาะอาหารจริงหรือไม่ ?
จากข้อมูลที่ว่าโครงสร้างของเอ็นไซม์จะถูกทำลายในสภาพวะความเป็นกรดของกระเพาะอาหารนั้นยังเป็นทฤษฎีที่ยึดถือกันในหมู่นักวิจัยอย่างไรก็ตามมีการค้นพบใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เมื่อเอ็นไซม์เคลื่อนที่เข้าสู่กระเพาะอาหารจะถูกทำให้เสียสภาพการทำงานไปเท่านั้นเนื่องจากความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสูง เมื่อเอ็นไซม์เคลื่อนที่มาถึงสำไส้เล็กซึ่งมีสภาพวะที่เป็นด่าง เอ็นไซม์จะสามารถกลับสู่สภาวะที่ทำงานได้อีกครั้งหนึ่งเพื่อทำให้เกิดการย่อยสลายที่สมบูรณ์ แต่การกินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้วร่างกายจะไม่ได้รับเอ็นไซม์เพิ่มจากอาหารนั้นเนื่องจากเอ็นไซม์ถูกทำลายโดยความร้อนไปแล้วดังนั้นการย่อยสลายอาหารจึงขึ้นอยู่เพียงว่า ร่างกายสามารถสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใช้ในการย่อยสลายอาหารได้เพียงพอหรือไม่

การปรุงสุกอาหารทำให้เอ็นไซม์เสียสภาพธรรมชาติหรือไม่ ?
ความร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 48องศาเซลเซียส จะมีผลให้เอ็นไซม์สูญเสียคุณสมบัติตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ เอ็นไซม์ไม่สามารถทนต่อความร้อนนาน ๆ ได้ ซึ่งต่างจากวิตามินและเกลือแร่ เพียงความร้อนที่จะทำให้มือเรารู้สึกร้อนนั้นก็สามารถทำลายเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารได้ อาหารที่ขายอยู่ในตามท้องตลาดส่วนมากจะผ่านความร้อนมาแล้วเพื่อสามารถเก็บรักษาได้เป็นเวลานาน ซึ่งเอ็นไซม์ในอาหารจะถูกทำลายไป

ถ้าเอ็นไซม์ถูกทำลายโดยการปรุงอาหารแล้ว แล้วเราจะได้รับเอ็นไซม์เพิ่มจากทางใดได้บ้าง ?
มีอยู่ 2 ทางคือ การกินอาหารสดและการเสริมเอ็นไซม์เพิ่มเติม แม้ร่างกายเราสามารถสร้างเอ็นไซม์ได้ แต่เอ็นไซม์ส่วนมากที่สร้างขึ้นจะถูกใช้ไปในการย่อยอาหารมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกใช้ในการรักษาสมดุลของสุขภาพร่างกาย และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดนั้นคือเราต้องรักษาความสามารถในการสร้างเอ็นไซม์ของร่างกายให้เป็นปกติ ไม่เช่นนั้นพลังงานชีวิตของร่างกายจะลดต่ำลง เป็นผลให้สุขภาพร่างกายไม่ดีตามไปด้วย

คุณจะรักษาระดับของเอ็นไซม์ในร่างกายได้อย่างไร ?
ร่างกายของเราจะมีเอ็นไซม์อยู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาของเอ็นไซม์ในร่างกายนั้นไม่ได้มาจากการสร้างขึ้นภายในร่างกายเพียงอย่างเดียวควรกินอาหารสดมากเท่าที่จะทำได้หรือรับเอ็นไซม์เสริมที่ได้จากพืช เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพของเอ็นไซม์ของคุณ ถ้าคุณไม่สามารถทำตามข้อแนะนำนี้ได้ก็อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ป่วยอย่างหนักหรือถึงขึ้นเสียชีวิตได้

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในร่างกายหมดไป ?
มีรายงานการวิจัยในหนูและไก่ที่กินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้วพบว่าตับอ่อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเนื่องจากสภาวะการขาดเอ็นไซม์ในการย่อยอาหาร ยิ่งกว่านั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดอาการป่วยและมีการเจริญเติบโตช้าลงตับอ่อนนั้นมีหน้าที่ในการสร้างและหลั่งเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารดังนั้นตับอ่อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะใช้ในการสร้างเอ็นไซม์หรือย่อยอาหารให้ได้มากขึ้น สัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว แพะ กวาง และแกะ อย่างไรก็ตามเมื่อให้สัตว์พวกนี้กินอาหารที่ผ่านความร้อนซึ่งเอ็นไซม์ในอาหารถูกทำลายไป ตับอ่อนของสัตว์พวกนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่า
สุขภาพที่ทรุดโทรมจะมีผลเสียอย่างมากเมื่อเรายังกินอาหารที่ปรุงสุกเพิ่มขึ้นไปอีก มีการแสดงให้เห็นโดยการวิจัยของมหาวิทยาลัย Washington โดยนำสุนัขมาสกัดเอ็นไซม์จากตับอ่อนออกให้หมด พบว่าถึงแม้จะให้อาหารและน้ำตาลตามที่สุนัขต้องการ สุนัขทุกตัวที่ใช้ในการทดลองจะเสียชีวิตในระยะเวลาเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น แสดงว่าการขาดเอ็นไซม์จากตับอ่อนสามารถส่งผลให้เสียชีวิตได้

มีสิ่งอื่นอีกไหมที่แสดงว่าเราใช้เอ็นไซม์อย่างไม่รู้คุณค่า?
มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานานแม้ว่ากินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์ สัตว์ป่าทุกชนิดต้องการเอ็นไซม์จากอาหารสดทั้งนั้น สัตว์ป่าที่กินอาหารสดนั้นไม่ต้องการกิจกรรมของเอ็นไซม์สูงในน้ำย่อยซึ่งต่างจากมนุษย์ ตัวอย่างเช่น กวาง ช้าง และสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่น ๆ จะไม่มีเอ็นไซม์ในน้ำลาย เมื่อเราทำการตรวจสอบน้ำลายมนุษย์ พบว่ามีความเข้มข้นของเอ็นไซม์ที่ใช้ย่อยแป้ง (ptyalin) สูงมาก เมื่อสุนัขหรือแมวกินอาหารสดซึ่งเป็นเนื้อสดตามธรรมชาติเข้าไป ทำให้ในน้ำลายของสุนัขไม่จำเป็นต้องมีเอ็นไซม์ อย่างไรก็ตามเมื่อสุนัขกินคาร์โบไฮเดรตซึ่งผ่านความร้อนเข้าไปเป็นจำนวนมากในระยะเวลา 1 อาทิตย์ สามารถพบเอ็นไซม์ในน้ำลายของมันได้ นั้นแสดงให้เห็นได้ว่า พวกเรากำจัดเอ็นไซม์ทิ้งไปจากการทำอาหารให้สุก ทำให้ร่ายการของเราต้องปรับตัวโดยการผลิตเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารเพิ่มมากขึ้น
สิ่งอื่นที่แสดงว่าเราได้ใช้เอ็นไซม์ไปอย่างไม่รู้คุณค่านั้นคือสัตว์ป่าจะมีขนาดของตับอ่อนเล็กกว่าเรานั้นแสดงว่าสัตว์ป่านั้นใช้เอ็นไซม์จากตับอ่อนน้อยกว่าที่เราใช้

ทำไมสัตว์ป่าถึงหลั่งเอ็นไซม์ภายในกระเพาะอาหารเท่านั้น ?
ส่วนมากไม่ใช่อย่างนั้น ตัวอย่างเช่น พวก cetaceans ปลาวาฬและโลมามีกระเพาะอยู่ 3 กระเพาะ ไม่มีกระเพาะใดเลยที่มีการปลดปล่อยเอ็นไซม์หรือกรดในกระเพาะอาหาร นี้จึงนำเข้าสู่คำถามที่ว่าสัตว์จำพวกนี้ย่อยสลายอาหารพวกปลาและแมวน้ำได้อย่างไร คำตอบหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ พวกปลาและแมวน้ำนี้มีเอ็นไซม์และน้ำย่อยจากตับอ่อนที่อยู่ในทางเดินอาหารของมันอยู่แล้ว เมื่อปลาวาฬกินแมวน้ำเข้าไปเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยของแมวน้ำก็ถูกนำมาใช้นี้เป็นแหล่งที่มาของเอ็นไซม์ของปลาวาฬและจะถูกนำมาใช้ในการย่อยอยู่หลายวันพอที่จะย่อยอาหารให้หมด จนกระเพาะอาหารของปลาวาฬว่างเปล่า นอกจากนั้นสัตว์ทุกชนิดยังมีเอ็นไซม์ที่ใช้ย่อยโปรตีนที่รู้จักกันในชื่อ Cathepsin ซึ่งพบในกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ หลังจากเสียชีวิตแล้วเนื้อเยื่อของสัตว์จะมีสภาพเป็นกรดซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของ cathepsin ซึ่งเป็นผลให้เกิดการย่อยสลายเซลล์และเนื้อเยื่อของสัตว์ บางทีนี้อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมสัตว์ป่าจึงไม่มีเอ็นไซม์หรือกรดในกระเพาะอาหาร

เอ็นไซม์ทำงานในการย่อยอย่างไร ?
เมื่อเรากินอาหารสดเข้าไปกิจกรรมของเอ็นไซม์จะเริ่มขึ้นทันทีเมื่อผนังเซลล์ถูกทำให้แตกโดยการเคี้ยว หลังจากกลืนอาหารลงไปการย่อยจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงบริเวณกระเพาะส่วนบน (Fondues) ซึ่งใช้เวลานานครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง จนถึงจุดที่ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารหยุดการทำงานของเอ็นไซม์ ต่อจากนั้นเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหาร (pepsin) จะทำหน้าที่ต่อไป
มีจุดที่น่าสังเกตว่าในเวลาครึ่งชั่วโมงแรกหรือขณะที่อาหารอยู่ที่กระเพาะอาหารส่วนบน เอ็นไซม์จากอาหารสดจะย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตไขมัน และโปรตีน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกินอาหารที่ปรุงสุกซึ่งหมายถึงไม่มีเอ็นไซม์ในอาหาร ในเวลา 1 ชั่วโมง อาหารก็จะยังอยู่ในสภาพเดิมในเวลานี้ เกลือแร่เท่านั้นที่จะถูกสลายออกมา เอ็นไซม์ในน้ำลายจะทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตแต่จะไม่มีการย่อยโปรตีนและไขมัน ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่ใช้เอ็นไซม์ย่อยอาหารเหล่านั้น ถ้าเพิ่มเอ็นไซม์ลงในเนื้อสัตว์ เอ็นไซม์จะทำหน้าที่ย่อยสลายทันที ซึ่งเอ็นไซม์จะทำหน้าที่ย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมันในเวลา 1 ชั่วโมง หรือขณะที่อาหารยังคงอยู่ที่กระเพาะอาหารส่วนบน เอ็นไซม์จะทำหน้าที่ย่อยสลายอาหาร ซึ่งจะช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องปลดปล่อยเอ็นไซม์จำนวนมากเกินไป ซึ่งจะมีผลในการช่วยรักษาศักยภาพของเอ็นไซม์และพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์มากขึ้น ส่งผลให้อวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ สามารถทำงานได้ดีขึ้น ฉันบอกกับหมอว่าจะกินเอ็นไซม์เสริมแต่หมอกลับบอกว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย ทำไมเขาถึงบอกเช่นนั้น
เนื่องจากเอ็นไซม์ทำงานให้ร่างกายเราตลอดชีวิต ดังนั้นจึงมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายคนเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องรับเอ็นไซม์เสริมให้แก่ร่างกาย และยังมีแพทย์อีกหลายคนเชื่อว่าการเสริมเอ็นไซม์เข้าไปในร่างกายนั้นไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรต่อร่างกายเลยเนื่องจากเอ็นไซม์จะถูกทำลายไปในกระเพาะอาหารขณะเกิดการย่อยอาหาร
อย่างไรก็ตาม มีรายงานการวิจัยที่ยอมรับถึงการใช้เอ็นไซม์ ในการย่อยสลายอาหารรวมถึงยอมรับศักยภาพในการทำงานของเอ็นไซม์มาเป็นเวลานานมากกว่า 65 ปี ข้อมูลล่าสุดที่ทำการศึกษานั้นได้มาจากการศึกษากับมนุษย์เองไม่ใช่ศึกษากับสัตว์ทดลอง ในปี ค.ศ.1992-1993 Dr. Prochaska และ Piekutowski จากมหาวิทยาลัย Wright ทำการศึกษาโดยใช้ผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัดแบบ ileostomy (การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออก ทำให้ระบบทางเดินอาหารสั้นลง) หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะมีระบบทางเดินอาหารที่สั้นลงแค่ลำไส้เล็กส่วนปลายเท่านั้น การศึกษาในผู้ป่วยลักษณะนี้สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของกระบวนการย่อยอาหารได้ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใด ผลจากการศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นว่าเอ็นไซม์ในอาหารนั้นไม่เสียสภาพธรรมชาติไปในระหว่างที่เกิดการย่อยอาหาร และยังเพิ่มปริมาณสารอาหารที่ได้จากการย่อยสลายอีกด้วย ดังนั้นการเสริมเอ็นไซม์สามารถเพิ่มอัตราการย่อยสลายอาหารแก่อาหารทุกชนิดได้
อาหารสดสามารถกระตุ้นให้เอ็นไซม์หลั่งออกมามากกว่าอาหารปรุงสุกหรือไม่ ?
การกินอาหารสดไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการหลั่งของเอ็นไซม์ออกมามากกว่าการกินปรุงสุก แต่เมื่อกินอาหารสด กรดภายในกระเพาะจะถูกหลั่งออกมาน้อยมากเนื่องจากสภาวะเช่นนี้จะช่วยให้เอ็นไซม์ในอาหารสามารถทำงานได้ระยะเวลานานกว่า

เคยได้ยินมาว่าเอนไซม์จะไม่เสียสภาพการทำงานเมื่อถูกใช้งานไปแล้ว จริงหรือไม่ ?
เอ็นไซม์จะไม่ถูกทำลายหรือถูกใช้จนหมดไปขณะที่เอ็นไซม์นั้นยังทำงานอยู่ แต่มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Wright โต้แย้งกับทฤษฎีนี้ โดยพบว่าเอ็นไซม์จะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิสูงมากกว่าอุณหภูมิต่ำ อุณหภูมิที่สูงกว่าทำให้เกิดกิจกรรมของเอ็นไซม์ได้เร็วกว่า ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีที่กล่าวว่าเอ็นไซม์ไม่ได้ถูกใช้แล้วหมดไป เพราะเมื่อเราเป็นไข้ เอ็นไซม์ในร่างกายจะทำงานได้เร็วกว่าอุณหภูมิร่างกายปกติ และพบว่าเมื่อไข้ลด เอ็นไซม์จำนวนมากถูกตรวจพบในปัสสาวะ ยังมีรายงานว่า มนุษย์มีระดับของเอ็นไซม์ในการย่อยแป้งในเลือดที่ต่ำที่สุดและมีเอ็นไซม์ในปัสสาวะในระดับที่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น นั้นหมายถึงเอ็นไซม์ในร่างกายเราถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว

ร่างกายเราสามารถสร้างเอ็นไซม์ทดแทนที่เราใช้หรือขับออกไปได้หรือไม่ ?
ร่างกายเราสามารถสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาทดแทนได้ แต่มีการวิจัยที่ยืนยันว่า เอ็นไซม์สามารถทำลายตัวเองเพื่อบังคับให้ร่างกายสร้างเอ็นไซม์ออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่ออวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ ความเครียดและการทำงานหนักในสถานที่ร้อนอบอ้าวเป็นผลให้เกิดการใช้เอ็นไซม์ไปอย่างมากมาย ส่งผลให้ช่วงชีวิตของคุณสั้นลง เมื่อคุณต้องสูญเสียเอ็นไซม์ไป คุณมีวิธีแก้ไขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คืนคุณต้องรับเอ็นไซม์เสริมจากภายนอกซึ่งเป็นเส้นทางลัดซึ่งช่วยให้เกิดการสร้างเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลาย และเพิ่มเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ให้มากยิ่งขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการผลิตเอ็นไซม์จะลดลงหรือไม่ ?
จากการวิจัยพบว่า ในเด็กวัยรุ่นจะมีเอ็นไซม์ในน้ำลายมากกว่าคนอายุ 60-90 ปี ถึง 30 เท่า และยังพบอีกว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับของเอ็นไซม์ amylase ในปัสสาวะของวัยรุ่นจะมีปริมาณสูงกว่าคนในวัยชรา และยังมีข้อมูลแสดงให้เห็นอีกว่าหมูและสัตว์ทดลองชนิดอื่นจะมีอายุยืนยาวขึ้นเมื่อกินอาหารในปริมาณที่น้อยลง คำอธิบายในเรื่องนี้คือ เมื่อเราลดปริมาณอาหารที่ได้รับลง การย่อยสลายอาหารก็น้อยลง ความต้องการเอ็นไซม์ในการย่อยสลายก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้เอ็นไซม์ที่สร้างขึ้นมีศักยภาพในการย่อยที่ดีขึ้นและช่วยยืดอายุและทำให้ร่างกายต้านทานต่อโรคได้
ทำไมร่างกายจึงสร้างเอ็นไซม์ได้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ?
Bartos และ Croh ทดลองนำวัยรุ่นชาย 10 คนและผู้สูงอายุชาย 10 คนมาฉีดยากระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยจากตับอ่อน โดยน้ำย่อยจะถูกดูดออกมาเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ พบว่าในน้ำย่อยของชายสูงอายุจะมีเอนไซม์ amylase อยู่น้อยมาก การขาดเอ็นไซม์นี้ในกลุ่มชายสูงอายุเป็นผลจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ตับอ่อนนั้นเอง และยังมีการวิจัยอื่นที่พบว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เอ็นไซม์ที่ลดลงไม่ได้มีแต่เฉพาะในตับอ่อนเท่านั้น แต่รวมถึงเซลล์อื่น ๆ จำนวนนับล้านล้านเซลล์ในร่างการของเราด้วย เหตุผลหนึ่งนั้นคือตับอ่อนไม่สามารถสร้างเอ็นไซม์ออกมาเพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งยังมีความต้องการโปรตีนอีกจำนวนมากเพื่อสร้างให้เป็นเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์ (enzyme complex) ดังนั้นตับอ่อนจึงต้องดึงสารเหล่านี้จากแหล่งต่าง ๆ ของเซลล์ร่างกายเพื่อนำมาสร้างเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์ บางทีด้วยเหตุนี้จึงทำให้ร่างกายดูแก่ลง อายุที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ที่ลดลง ถ้าเราสามารถยับยั้งการลดลงของเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ได้ เราก็สามารถชะลอความแก่ลงได้

การเสริมเอ็นไซม์สามารถชะลอความแก่ได้หรือไม่ ?
อาจเป็นไปได้ มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าหนูที่ได้รับการเสริมเอ็นไซม์จะมีปริมาณเอนไซม์มากกว่าหนูที่ไม่ได้รับการเสริมเอนไซม์ แสดงให้เห็นว่าเอนไซม์นั้นจะมีศักยภาพที่จะคงอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตศักยภาพดังกล่าวจะลดน้อยลงตามระยะเวลาอีกทั้งยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมและความเครียด ถ้าเรากินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์อยู่เลย บางทีเราอาจต้องใช้เอ็นไซม์จำนวนมากในการย่อยสลายและมันจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตับอ่อนและอวัยวะอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการย่อยสลายอาหารต้องทำงานหนักเกินไป ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้ช่วงชีวิตสั้นลง ป่วย และความต้านทานต่อความเครียดลดลง การกินอาหารที่มีเอ็นไซม์อยู่หรือการเสริมเอ็นไซม์สามารถช่วยยับยั้งความผิดปกติและช่วยชะลอความแก่ได้ ซึ่งจะเห็นได้จากหนูที่ได้รับเอ็นไซม์เสริมจะมีอายุอยู่นานถึง 3 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่กินอาหารที่ขาดเอ็นไซม์ซึ่งจะมีอายุอยู่เพียง 2 ปี เท่านั้น

เคยได้ยินว่าชาว Eskimo เจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บน้อยมากเป็นเพราะอะไร?
คำว่า Eskimo หมายถึง “พวกเขากินของดิบ” เนื่องจากสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาว Eskimo นั้นทำให้เราเข้าใจว่าทำไมชาว Eskimo ถึงมีสุขภาพที่ดีมาก สิ่งหนึ่งคือชาว Eskimo สามารถรักษาสมดุลของเอ็นไซม์ในร่างกายโดยการนำเอาเอ็นไซม์จากภายนอกมาช่วยในการย่อยสลายอาหาร เนื่องจากแถบอาร์กติกไม่เหมาะสมกับการเติบโตของพืชพรรณไม้ ชาว Eskimo จึงปรับตัวโดยการกินอาหารสด (เนื้อสัตว์) อาหารสดนั้นไม่ได้ให้แต่พลังงานเท่านั้น หากยังรักษาสมดุลของสุขภาพและสามารถป้องกันโรคให้กับชาว Eskimo ได้ ซึ่งผลดังกล่าวได้มาจากเอ็นไซม์ในอาหารสดที่มีชื่อว่า cathepsin โดยจะพบมากในเนื้อและปลา มีหน้าที่หลักในการย่อยสลายสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ชาว Eskimo จึงใช้เอ็นไซม์นี้ย่อยสลายอาหารก่อนกินเข้าไป เมื่อจับสัตว์ต่าง ๆ ได้ ชาว Eskimo จะปล่อยให้สัตว์พวกนั้นเกิดการย่อยสลายตัวเองก่อนที่จะกิน อาหารที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะมีเอ็นไซม์ lipase, protease และ amylase เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดการใช้เอ็นไซม์ของชาว Eskimo ดังนั้นความลับของการมีสุขภาพดีของชาว Eskimo นั้นไม่ได้อยู่ที่การกินเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดหาก แต่อยู่ที่พวกเขาสามารถลดการสูญเสียเอ็นไซม์ในร่างกายสำหรับการย่อยอาหารโดยใช้เอ็นไซม์จากแหล่งธรรมชาตินั้นเอง

เอ็นไซม์ทำงานในกระเพาะอาหารอย่างไร ?
เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะอาหารเราจะเรียกว่า bolus กระเพาะอาหารจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ fondues (ส่วนบน) และ pylorus (ส่วนล่าง) bolus จะอยู่ในกระเพาะอาหารส่วนบนประมาณ 1 ชั่วโมง และจะมีการย่อยขั้นต้นเกิดขึ้นซึ่งเกิดจากเอ็นไซม์จากอาหารซึ่งจะย่อยสลาย bolus จนได้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เนื่องจากในอาหารสดมีเอ็นไซม์อยู่ในอาหารอยู่แล้ว ดังนั้นจึงช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องหลั่งเอ็นไซม์ออกมาทำหน้าที่เองทั้งหมด ส่วนในอาหารที่ปรุงสุกจะไม่มีเอ็นไซม์เหลืออยู่เลยดังนั้นอาหารดังกล่าวจึงต้องรออยู่ในกระเพาะอาหารส่วนบนก่อน เพื่อรอให้กระเพาะอาหารส่วนล่างหลั่งเอ็นไซม์ออกมา ในการย่อยสลายขั้นต้นนั้นจะเกิดขึ้นกับสัตว์ทุกชนิดบนโลกนี้ ยกเว้นมนุษย์เท่านั้นที่กินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เนื่องจากในส่วนต้นของกระเพาะอาหารไม่มีการหลั่งเอ็นไซม์ pepsin และเมื่อไม่มีเอ็นไซม์นี้จากแหล่งภายนอกอาหารที่อยู่ในกระเพาะส่วนบนจึงถูกย่อยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในส่วนล่างของกระเพาะอาหารจะมีการย่อยอาหารขั้นที่สองเกิดขึ้นแต่จะมีการย่อยเฉพาะโปรตีนเท่านั้น โดยเป็นผลจากกิจกรรมของเอ็นไซม์ pepsin และกรดไฮโดรคลอริก อาหารที่ถูกย่อยมาก่อนแล้วจะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กซึ่งจะเรียกว่า chime จากนั้นตับอ่อนและลำไส้เล็กจะหลั่งเอ็นไซม์ซึ่งจะย่อยสลาย chime ไปเป็นกลูโคส กรดไขมัน และกรดอะมิโนสำหรับให้เซลล์ villi ดูดซึมได้ กระเพาะอาหารของมนุษย์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามลักษณะหน้าที่ในการทำงาน หนึ่งในนั้นเป็นส่วนที่จะได้รับเอ็นไซม์จากภายนอกเข้ามาช่วยในการย่อยสลายอาหาร ดังนั้นร่างกายจึงไม่ต้องสร้างเอ็นไซม์ออกมาย่อยอาหารเองทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ร่างกายของเรามีเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์มากขึ้นตามที่เราต้องการ และทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นด้วย

เอ็นไซม์ในอาหารสามารถทำให้เราต้านทานต่อโรคได้หรือไม่ ?
ในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันและระดับของเอ็นไซม์ในร่างกาย ถ้าเรามีระดับเอ็นไซม์ในร่างกายสูง ระบบภูมคุ้มกันของเราก็จะดีตามไปด้วย ผลที่ได้ก็คือสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ในเม็ดเลือดขาวจะมีเอ็นไซม์ amylase ที่แตกต่างกันอยู่ 8 ชนิด ซึ่งเป็นกลไกในการช่วยให้เม็ดเลือดขาวต่อต้านต่อสิ่งแปลกปลอม และเปลี่ยนสิ่งแปลกปลอมนั้นให้อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถกำจัดทิ้งออกไปได้ มีผลจากการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเรากินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกปริมาณของเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มสูงขึ้นซึ่งร่างกายจะสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลของเอ็นไซม์ที่ถูกดึงไปจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อนำไปใช้ในการย่อยอาหาร แต่เมื่อเปลี่ยนมากินอาหารสดกลับพบว่าปริมาณของเม็ดเลือดขาวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย และยังมีการศึกษาพบว่าเอ็นไซม์นั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคทุกโรคที่เกิดขึ้นผ่านทางระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อระบบการสร้างเอ็นไซม์ชนิดใดชนิดหนึ่งเสียไป ร่างกายทุกส่วนก็จะได้รับผลกระทบ เราจึงควรได้รับเอ็นไซม์เสริมจากภายนอกเช่นการกินอาหารสดหรือการกินเอ็นไซม์เสริมเพื่อนำมาใช้ในการต่อต้านกับโรคต่าง ๆ

เอ็นไซม์มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายอย่างไร ?
ในการกินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกจะทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานหนัก ซึ่งมีผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วนในระบบต่อมไร้ท่อโดยเฉพาะต่อมไทรอยด์และสมองส่วน hypothalamus จะทำงานควบคู่กันในการควบคุมความอยากอาหาร ต่อมพวกนี้จะรับรู้ทันทีว่าร่างกายต้องการอาหารเพียงพอแล้วหรืออาการอิ่มนั้นเอง ซึ่งจะเป็นการปิดความต้องการอาหารจากสมอง การกินอาหารสดนั้นจะช่วยลดภาวะตึงเครียดของระบบต่อมไร้ท่อ แต่ถ้าในอาหารสูญเสียเอ็นไซม์ไปจากการปรุงสุกแล้ว ระบบต่อมไร้ท่อจะขาดสารอาหารจึงทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร ความต้องการอาหารก็จะเพิ่มตาม ส่งผลให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนจากต่อมต่าง ๆ มากเกินไป การกินอาหารจึงเพิ่มขึ้น อ้วนขึ้น การผลิตฮอร์โมนก็มากเกินความจำเป็น ศักยภาพของเอ็นไซม์จะลดต่ำลงเนื่องจากต้องถูกนำมาใช้ในการเพิ่มเมตาบอลิซึม การกินอาหารที่ปราศจากเอ็นไซม์เป็นสาเหตุให้ต่อม pituitary ต่อมไทรอยด์ต่อม adrenal และต่อมสืบพันธุ์ทำงานผิดปกติไป ซึ่งคุณควรรู้ในความจริงที่ว่า ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบการย่อยอาหารล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเอ็นไซม์ทั้งสิ้น

เอ็นไซม์มีผลต่อต่อมPituitary อย่างไร ?
การกินอาหารที่ขาดเอ็นไซม์เป็นระยะเวลานานจะมีผลรุนแรงต่อขนาดและลักษณะของต่อม Pituitary ของสัตว์ที่กินอาหารพร่องเอ็นไซม์จะถูกทำลายเช่นเดียวกันกับมนุษย์ที่กินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว ลักษณะที่เปลี่ยนไปของต่อมนี้จะมีผลต่อการลำเลียงเลือดที่แย่ลง ปริมาณของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเพิ่มขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ของต่อม pituitary ออก พบว่าปริมาณเอ็นไซม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสัตว์ปกติซึ่งแสดงให้เห็นว่าฮอร์โมนมีผลต่อ กิจรรมของเอ็นไซม์ และเอ็นไซม์ก็จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน

เอ็นไซม์สามารถควบคุมน้ำหนักได้หรือไม่ ?
ความอ้วนนั้นเกิดจากร่างกายขาดเอ็นไซม์ lipase ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารสดแต่จะถูกทำลายไปด้วยการปรุงอาหารให้สุก เมื่อไม่มีเอ็นไซม์นี้ก็จะเกิดการรวมตัวของไขมันที่หลอดเลือดซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ เอ็นไซม์ lipase มีประโยชน์ในการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ดังนั้นการกินอาหารปรุงสุกจึงทำให้เราอ้วนได้มากกว่าการกินอาหารสด ตัวอย่าง เช่น คนที่เลี้ยงสุกรจะไม่ให้สุกรของตนเองกินมันฝรั่งดิบเพราะมีผลให้สุกรดูซูบผอม แต่จะให้สุกรกินมันฝรั่งที่ต้มสุกแล้วซึ่งจะได้สุกรที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ อีกเหตุผลหนึ่งที่สามารถอธิบายว่าทำไมเอ็นไซม์จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้ นั้นคือการกินอาหารที่ปรุงสุกแล้วจะมีผลต่อต่อม pituitary อีกทั้งเอ็นไซม์จะมีผลต่อฮอร์โมน และฮอร์โมนก็มีผลต่อระดับของเอ็นไซม์ ดังนั้นการกินอาหารปรุงสุกที่ปราศจากเอ็นไซม์ในอาหารก็จะเป็นการดึงเอ็นไซม์จากแหล่งอื่นเช่น ตับอ่อน ไทรอยด์ และต่อม pituitary นำไปใช้ในกระบวนการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาจะทำให้ร่างกายรู้สึกเฉื่อยชา และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นแคลอรีที่ได้รับจากอาหารสดนั้นจะไม่มีผลในการกระตุ้นต่อมต่างๆให้ผลิตเอ็นไซม์ อีกทั้งยังรักษาสมดุลน้ำหนักร่างกายไว้ได้มากกว่าการได้รับแคลอรีจากอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว

แคลอรีจากอาหารสดแตกต่างจากแคลอรีจากอาหารปรุงสุกอย่างไร ?
อาหารที่ปรุงสุกแล้วจะมีผลต่อการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีการทดลองโดยนำผู้ป่วยเบาหวานและคนปกติให้มากินแป้งดิบและทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด พบว่าหลังจากกินแป้งดิบ ผู้ป่วยเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 6 มิลลิกรัมภายในครึ่งชั่วโมงแรก และลดลงมา 9 มิลลิกรัมหลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง และลดลงไปถึง 14 มิลลิกรัม เมื่อเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ในขณะที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคนปกติจะเพิ่มขึ้นน้อยมาก แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแคลอรีที่ได้จากอาหารสดกับแคลอรีที่ได้จากอาหารปรุงสุก

การกินไขมันดิบจะอ้วนเหมือนกินไขมันสุกหรือไม่ ?
จากการศึกษาที่ผ่านมานั้นยากที่จะสรุปได้ว่าไขมันดิบนั้นกินแล้วไม่อ้วน ชาว Eskimo นอกจากจะกินเนื้อสัตว์ดิบแล้ว พวกเขายังกินไขมันปลาวาฬ เนยสด และไขมันอื่น ๆ อีก แต่ทำไมพวกเขาไม่อ้วน ยิ่งกว่านั้นชาว Eskimo ไม่เคยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ นั้นก็เพราะว่าในไขมันดิบนั้นมีเอ็นไซม์ lipase ที่ช่วยในการย่อยไขมันอยู่แล้ว แต่สามารถถูกทำลายไปได้ในอาหารที่ผ่านการปรุงสุก

เมื่อกินอาหารสดจะอ้วนไหม ?
ก็มีโอกาสที่จะอ้วนได้ถ้าคุณกินปริมาณมาก ๆ อย่างในอาหารพวก อโวคาโด มันฝรั่งหวาน กล้วย หรือแพร์ ซึ่งเป็นอาหารที่มีแคลอรีสูง แต่ก็เป็นไปได้ยากที่คุณจะอ้วนจากการกินอาหารประเภทนี้ นอกจากว่าคุณจะกินกล้วยในปริมาณที่มาก ๆ แต่ก็จะไม่ส่งผลต่อการอุดตันของหลอดเลือดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารชนิดอื่นด้วย เช่น โปรตีน ดังนั้นคุณควรจะทานอาหารอย่างอื่นด้วยนอกจากผักและผลไม้

คนอ้วนนั้นมีปริมาณของเอ็นไซม์น้อยกว่าคนผอมหรือเปล่า ?
คนอ้วนจะมีเอ็นไซม์ lipase น้อยว่าคนผอม ซึ่งนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Tufts ทำการตรวจสอบเซลล์ไขมันของคนอ้วนพบว่ามีปริมาณเอ็นไซม์ lipase ต่ำ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นความจริงที่ว่าคนอ้วนหรือคนที่มีความผิดปกติของการสะสมของคลอเลสเตอรอลในร่างกายนั้นมีความบกพร่องมาจากการย่อยสลายไขมันบริเวณกระเพาะส่วนบนนั้นเอง

ฉันชอบกินเนื้อสัตว์ มันฝรั่ง ขนมปัง และสลัด นั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวฉันหรือไม่ ?
จะดีมากถ้าในสลัดของคุณมีผักสดอยู่ปริมาณมาก อย่างไรก็ตามแค่ผักสดอย่างเดียวคงมีเอ็นไซม์ไม่พอเพียงในการช่วยย่อยสลายเนื้อสัตว์ มันฝรั่ง และขนมปังที่คุณกินเข้าไป ให้พยายามปรับอัตราส่วนของอาหารที่กินให้มีอาหารสดอยู่ 75 เปอร์เซ็นต์ และอาหารปรุงสุก 25 เปอร์เซ็นต์ พยายามกินผลไม้ ผัก ถั่ว และธัญพืช แต่ถ้าคุณไม่สามารถทำได้ คุณควรที่จะได้รับการเสริมเอ็นไซม์เพื่อเสริมให้มีสุขภาพที่ดี

เอ็นไซม์เสริมคืออะไร ?
เอ็นไซม์เสริมได้มาจากการสกัดเอ็นไซม์จากพืชและสัตว์ สามารถกินเสริมเข้าไปพร้อมกับการกินอาหารปกติ เอ็นไซม์ pepsin เป็นเอนไซม์ตัวแรกที่แพทย์ใช้ในการช่วยย่อยโปรตีน เอ็นไซม์ pepsin สกัดได้มากจากกระเพาะอาหารของสุกรและต้องการสภาพ pH เป็นกรดในการทำงานถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ด้านการผิวพรรณและนำมาให้เนื้อสัตว์อ่อนนุ่ม ยังเอ็นไซม์ชนิดอื่นที่ถูกสกัดจากตับอ่อนเพื่อนำมาใช้ในการช่วยย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน แต่เนื่องจากเอ็นไซม์เหล่านี้จะทำงานได้มีในสภาพที่เป็นด่างบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น(duodenum) จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นเอ็นไซม์เสริมในการช่วยย่อยอาหารเนื่องจากจะไม่สามารถทำงานได้ในสภาวะเป็นกรดของกระเพาะอาหาร สามารถเสริมเอ็นไซม์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้วยตนเองได้หรือไม่ในการรักษาสุขภาพโดยวิธีการเสริมเอ็นไซม์ให้ประสบผลสำเร็จนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลขอผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างไรก็ตาม การเสริมเอ็นไซม์เพื่อช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้นนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งก็เหมือนกับคุณเพิ่มปริมาณเอ็นไซม์ลงไปในอาหารของคุณเท่านั้น

เคยได้ยินมาว่าอาหารบางชนิดมีสารยับยั้งเอ็นไซม์จริงหรือไม่ ?
ในเมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืชจะมีสารยับยั้งเอ็นไซม์ เหตุเนื่องจากในเมล็ดถั่วมีเอ็นไซม์ที่พร้อมจะทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ธรรมชาติสร้างสารบางชนิดขึ้นมาเพื่อกดการทำงานของเอ็นไซม์เหล่านั้นไว้ นั้นคือ สารยับยั้งเอ็นไซม์ เมื่อเมล็ดถั่วร่วงหล่นลงบนพื้นดินและได้รับความชื้น สารยับยั้งเอ็นไซม์จะหยุดหน้าที่ในการทำงาน ทำให้เกิดการงอกและเจริญของต้นถั่ว นั้นแสดงให้เห็นว่าการกินถั่วหรือเมล็ดพืชที่ยังมีสารยับยั้งเอ็นไซม์อยู่นั้นอาจมีผลเสียต่อกิจกรรมการย่อยในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นการกินเอ็นไซม์เสริมเพิ่มเข้าไปสามารถช่วยรักษาสมดุลนี้ได้

ฉันเป็นโรค arthritis เอ็นไซม์สามารถช่วยได้หรือไม่ ?
มีนักวิจัยหลายคนเชื่อว่า rheumatoid arthritis เป็นผลมาจากการขาดความสามารถของการย่อยสลายโปรตีนและมีเมทาบอลิซึมที่ผิดปกติภายในลำไส้เล็ก ได้มีการทดลองโดยนำผู้ป่วย rheumatoid ailment มารับการเสริมเอ็นไซม์ที่สกัดมาจากลำไส้เล็ก พบว่าตลอดระยะเวลาการรักษา 7 ปี ผู้ป่วย 700 ราย มีผลตอบสนองที่ดีในการรักษาโรค rheumatoid arthritis, osteoarthritis และ fibrositis โดยวิธีเอ็นไซม์บำบัด นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการรักษา ankylosing spondylitis และ Still’s disease อีกด้วย

เอ็นไซม์สามารถรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่ ?
เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นการรักษาโดยวิธีเอ็นไซม์บำบัดจึงต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก มีหลายงานวิจัยระบุไว้ว่าเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่เป็นเซลล์ที่ขาดเอ็นไซม์ ในการที่จะให้เซลล์ทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายจำเป็น ต้องได้รับสารอาหารพวกโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ แต่ในการกินอาหารแต่ละวันนั้นเราไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้อย่างพอเพียง เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์จะทำหน้าที่ในการลำเลียงสารเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด เส้นประสาท อวัยวะต่างๆจนถึงระดับเนื้อเยื่อ ถ้าคุณมีเอ็นไซม์ที่มีศักยภาพในการย่อยอาหารได้มาก แต่เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์คุณไม่ดี คุณก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ ถึงแม้ว่าคุณจะรับเอ็นไซม์เสริมเข้าไป คุณก็จะต้องมีกิจกรรมของเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์เพื่อนำสารอาหารเหล่านี้ไปสู่เซลล์ ซึ่งจะช่วยต่อสู้และป้องกันคุณจากมะเร็งได้

แล้วเอ็นไซม์เสริมจะช่วยป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งได้อย่างไร ?
ในเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม มี 2 ทฤษฎีที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ อย่างแรกคือ นักวิจัยได้ทำการศึกษาจนรู้ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม (D N A) ในเซลล์ปกติ ซึ่งมีสาเหตุจากความเครียด โรคอ้วน การกินไขมันอิ่มตัว แสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ที่มากเกินไปและสาเหตุอื่นๆ อันจะมีผลต่อนิวคลีโอไทด์ทั้ง 4 ชนิด (adenine, gunine, cyiosine และ thymine) ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางเคมีของพันธุกรรม ทำให้เกิดการสร้างสายโปรตีนที่ผิดปกติ และจะมีผลให้เกิดการสร้างสายโปรตีนที่ผิดปกติไปเรื่อยๆ จนเกิดการลามและทำลายเซลล์อื่นๆ ในร่างกายเราอาจมีเซลล์แบบนี้อยู่ตั้งแต่ 100 จนถึง 10,000 เซลล์ แต่ธรรมชาติได้มีการเตรียมเอ็นไซม์บางชนิดเพื่อซ่อมแซมสารพันธุกรรมให้กลับมาเป็นปกติเพื่อที่จะสร้างสายโปรตีนที่ถูกต้อง ถ้าคุณได้รับการเสริมเอ็นไซม์ ร่างกายคุณก็อาจจะสามารถสร้างเอ็นไซม์ที่ใช้ในการซ่อมแซมสารพันธุกรรมนี้ได้มากขึ้นซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งได้
ทฤษฎีที่ 2 กล่าวว่า เซลล์มะเร็งจะถูกปกคลุมได้ด้วยเยื่อหุ้มเพื่อป้องกันการรุกรานของเม็ดเลือดขาว สาเหตุที่เม็ดเลือดขาวไม่สามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากไม่สามารถจดจำได้ว่าเป็นเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มีนักวิจัยหลายคนเชื่อว่าโปรตีนที่ปกคลุมเหล่านี้จะปลอมแปลงเซลล์มะเร็งให้เหมือนกับเป็นมิตรต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามการกินเอ็นไซม์เสริมโดยเฉพาะ protease จะช่วยในการสลายโปรตีนที่ปกคลุมเซลล์มะเร็ง ทำให้เม็ดเลือดขาวสามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้

เอ็นไซม์สามารถรักษาโรคภูมิแพ้ของผมได้หรือไม่?
มีนักวิจัยหลายคนให้ทฤษฎีเอาไว้ว่า การเกิดภูมิแพ้จากอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติบอกกับเราว่าเอ็นไซม์ที่ได้รับจากอาหารเข้าไปนั้นไม่เหมาะสมกับสภาพของร่างกายที่ไม่ดีบางอย่าง ธรรมชาติของเอ็นไซม์จะพยายามทำลายสิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ การทำงานระหว่างอาหารและเอ็นไซม์ต่อโรคต่างๆ อาจมีผลทำให้เกิดอาการคัน คัดจมูก จนถึงเป็นผื่น เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์มีอยู่หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ เอ็นไซม์ขับไล่ (scavenger enzyme) เชื่อว่าเอ็นไซม์ขับไล่จะคอยตรวจตราในเลือดและของเสียที่ได้จากเมตาบอลิซึมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวินาทีในเซลล์ของร่างกายเรา เอ็นไซม์ขับไล่บางครั้งสามารถพบได้ในเม็ดเลือดขาวและยังสามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย เมื่อเอ็นไซม์ขับไล่พบสิ่งแปลกปลอมก็จะเข้าจับและเปลี่ยนสิ่งแปลกปลอมนั้นให้อยู่ในรูปที่สามารถกำจัดทิ้งได้ ซึ่งถ้าเอ็นไซม์ขับไล่ไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือของเสียออกไปได้ ของเสียเหล่านี้จะถูกส่งออกจากร่างกายทางผิวหนังและในบางครั้งจะถูกส่งเข้าไปในเยื่อหุ้มเซลล์ของจมูกและคอ และก่อให้เกิดอาการที่เราเรียกว่าภูมิแพ้มีนักวิจัยอื่นเชื่อว่าภูมิแพ้เกิดจากการย่อยโมเลกุลของโปรตีนไม่สมบูรณ์ ภูมิแพ้สามารถรักษาและบรรเทาอาการลงได้ถ้าได้รับเอ็นไซม์ซึ่งจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนเอ็นไซม์ขับไล่หรือเอ็นไซม์ย่อยสลายโปรตีน

เอ็นไซม์สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้หรือไม่?
เอ็นไซม์สามารถช่วยในการรักษาโรคหัวใจบางชนิดได้ เช่น artherosclerosis, ความดันสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจอื่น ๆ โรคหัวใจอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการย่อยสลายและการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็กไม่สมบูรณ์ และเมตาบอลิซึมของไขมันในระดับเซลล์ขัดข้อง อันเป็นผลมาจากความผิดปกติของเอ็นไซม์ lipase เอ็นไซม์พบได้ใน 3 แหล่ง หนึ่งในอาหารที่เรากิน เช่น เนยสดและไขมันสัตว์ ถึงแม้ว่าชาว Eskomo จะกินไขมันกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยมีรายงานว่าชาว Eskomo เป็นโรคหัวใจในแถบที่อยู่อาศัยของพวกเขาเลย สองการได้รับเอ็นไซม์เสริมซึ่งจะทำงานที่กระเพาะอาหารส่วนต้น ช่วยในการสลายไขมันให้อยู่ในรูปที่ง่ายต่อการทำงานของเอ็นไซม์ lipase ที่หลั่งจากตับอ่อน สารเอ็นไซม์ lipase ที่พบบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งหลั่งออกมาจากตับอ่อน (pancreatic lipase) ช่วยในการย่อยสลายไขมันให้อยู่ในรูปที่ดูดซึมได้

เอ็นไซม์สามารถลดโคเลสเตอรอลได้หรือไม่?
การกินไขมันสัตว์จำนวนมากมีแนวโน้มที่จะเกิดการสะสมอุดตันของคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดซึ่งทำให้เกิดโรค artherosclerosis อย่างไรก็ตามไขมันพืชบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ผ่านความร้อนไม่ทำให้ระดับของคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น นั้นก็เพราะในไขมันพืชที่ไม่ผ่านความร้อนมีเอ็นไซม์ lipaseอยู่ มีการศึกษาพบว่าในเนื้อเยื่อไขมันของคนอ้วนนั้นมีเอ็นไซม์ lipaseอยู่น้อยกว่าคนปกติ นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องรับเอ็นไซม์เสริมเพิ่มเติม
นักวิจัยชาวอังกฤษศึกษาเอ็นไซม์ในผู้ป่วยโรค artherosclerosis เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างคลอเลสเตอรอลกับการอุดตันของหลอดเลือดพบว่าเอ็นไซม์ทุกตัวที่ศึกษามีสภาวะการทำงานที่ลดลงตามอายุและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วย นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าปริมาณเอ็นไซม์ที่ลดลงจะเป็นกลไกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสะสมของคลอเลสเตอรอลที่ผนังเซลล์ของหลอดเลือดหัวใจ และยังค้นพบอีกว่าเอ็นไซม์ lipase ในเลือดของผู้ป่วย artherosclerosis ทั้งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุต่ำลง และยังพบอีกว่าในผู้สูงอายุนอกจากเอ็นไซม์ lipase จะลดลงแล้ว การดูดซึมกรดไขมันก็มีอัตราที่ต่ำลงอีกด้วย การเสริมเอ็นไซม์ lipase ที่สกัดได้จากตับอ่อนของสัตว์ช่วยให้เกิดการย่อยสลายไขมันดีขึ้นและมีเมตาบอลิซึมของกรดไขมันดีขึ้นอีกด้วย

เอ็นไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นเบาหวานชนิดไหน ถ้าเป็นแบบที่ 2 (ผู้ใหญ่) การใช้เอ็นไซม์บำบัดจะได้ผลดีกว่าแบบที่ 1 (เด็ก) จากการวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีเอ็นไซม์ amylase ในเลือดต่ำ และระดับน้ำตาลจะสูงขึ้นกว่าปกติ การเสริมเอ็นไซม์ amylase จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง และยังพบอีกว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะขาดเอ็นไซม์ amylase ในของเหลวในลำไส้เล็ก เมื่อเสริมเอ็นไซม์ amylase ให้กับผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าเอ็นไซม์ amylase มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในครึ่งชั่วโมงหลังจากการย่อยสลาย และหลังจาก 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะตกลงอย่างรวดเร็วซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยตามร่างกายกระสับกระส่าย และเกิดอาการเฉื่อยชา ตรงกันข้ามกับการกินแป้งดิบ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มและลดเพียงเล็กน้อยระดับเมตาบอลิซึมและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยก็เป็นปกติ ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสดหรือเอ็นไซม์เสริม

เอ็นไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่ ?
ชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชาอันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดขึ้นกับระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ได้แก่ต่อม Pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือดโดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagon ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล์และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอ็นไซม์ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การเสริมเอ็นไซม์ amylase หรือกินอาหารสดจะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้คงที่ได้
เด็กสามารถกินเอ็นไซม์ได้หรือไม่
เนื่องจากเด็กก็สามารถขาดเอ็นไซม์ได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ การที่เด็กได้รับน้ำนมจากมารดาจะเป็นการเสริมเอ็นไซม์ให้แก่เด็กได้มากกว่า 12 ชนิด เอ็นไซม์ในน้ำนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วจะถูกทำให้เสียสภาพไป ซึ่งทำให้ร่างกายเด็กต้องสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาเองซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเด็กอย่างมาก ในการศึกษาเด็กทารก 20,061 คน โดยแบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับนมจากมารดาเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ได้รับนมจากมารดาและนมจากขวดนมอย่างละครึ่ง และกลุ่มที่ได้รับนมจากขวดนมเพียงอย่างเดียว พบว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไป 9 เดือน เด็กกลุ่มที่ 1 มีอัตราการป่วย 37.4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ 2 ที่มีอัตราการป่วย 53.8 เปอร์เซ็นต์และกลุ่มที่ 3 ที่มีอัตราการป่วย 63.6 เปอร์เซ็นต์ นั้นแสดงว่าเด็กกลุ่มที่ 1 มีอัตราการป่วยน้อยกว่าเด็กกลุ่มที่ 2 และ 3 และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการตายของเด็กทั้ง 3 กลุ่ม ได้ดังนี้
จำนวนเด็ก จำนวนเด็กที่เสียชีวิต เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิต
กลุ่มที่ 1 9,749 15 0.15
กลุ่มที่ 2 8,605 59 0.7
กลุ่มที่ 3 1,707 144 8.4
จะเห็นได้ว่าอัตราการตายของเด็กที่กินนมจากขวดนมนั้นมีมากกว่า 6 เท่า ของเด็กที่ดินนมแม่
Dr. Anders Hakannson จากมหาวิทยาลัย Lund ประเทศสวีเดนพบว่า เมื่อนำน้ำนมแม่มาเติมลงในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ สามารถตรวจพบการตายของเซลล์มะเร็งแต่ไม่มีผลต่อเซลล์ปกติ

เอ็นไซม์สามารถรักษามะเร็งเม็ดเลือดได้หรือไม่?
เมื่อเรากินอาหารปรุงสุก จะมีผลในการเพิ่ม Leucocyte ในร่างกายให้เพิ่มสูงขึ้น โรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวเป็นโรคที่ร่างกายสร้าง Leucocyte จำนวนมากผิดปกติ เม็ดเลือดขาวจะมีเอ็นไซม์บรรจุอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนมากและจะถูกส่งไปที่บริเวณกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการย่อยสลายเมื่อเรากินอาหารที่มีปริมาณเอ็นไซม์ไม่เพียงพอ ดังนั้นการกินอาหารสดจะช่วยเสริมเอ็นไซม์ในการย่อยสลายและลดการสร้างเม็ดเลือดขาวลงผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหลายรายประสบผลสำเร็จในการรักษาโดยการกินอาหารสด ซึ่งมีผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าอาหารสดจะไม่มีผลในการกระตุ้นการเพิ่มของเม็ดเลือดขาว ส่วนในอาหารที่ปรุงสุกโดยใช้ความดันจะเป็นสาเหตุให้ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่าอาหารที่ปรุงสุกปกติ และเครื่องดื่มประเภทไวน์ น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายขาว รวมถึงเนื้อปรุงสุก เนื้อรมควัน และเนื้อเค็ม จะส่งเสริมให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นจากการศึกษาของแพทย์พบว่า การเสริมเอ็นไซม์ protease ในปริมาณสูง จะช่วยในการรักษาสมดุลของเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในร่างกายได้

การเพิ่มอาหารสดในมื้ออาหารจะช่วยให้เราได้รับเอ็นไซม์เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่?
อาหารสดนั้นจะมีเฉพาะเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลายตัวเองซึ่งไม่มีเอ็นไซม์พิเศษอื่นใดสำหรับใช้ย่อยอาหารปรุงสุกหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการใด ๆ มาแล้ว และเนื่องจากอันตรายจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อาหารหลายชนิดจึงไม่เหมาะแก่การกินสด ทั้งนี้รวมถึงเนื้อ ไก่ ไข่ และถั่ว อีกทั้งไฟเบอร์ที่พบในอาหารสดนั้นก็ยากต่อการย่อยสลาย

เอ็นไซม์มีผลต่อลำไส้ใหญ่อย่างไร ?
จากการวิจัยพบว่า อาหารปรุงสุกจะเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารสด อีกทั้งอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ จะเกิดการหมักเน่าเสีย เกิดสารอันตรายขึ้น สารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดโรคความเสื่อมต่าง ๆ เช่น arthritis ภาวะหลอดเลือดหัวใจบกพร่อง โรคมะเร็งและเบาหวานนักวิจัยหลายคนพบการที่น้ำหนักตัวร่างกายเพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากการสะสมของของเสียในร่างกาย ที่มีความยาวร่วม 100,000 ไมล์ ทั้งในระบบลำเลียงเลือด ระบบน้ำเหลือง บริเวณข้อต่อกระดูก รวมถึงบริเวณภายในและภายนอกเซลล์ด้วย จุดที่มีการสะสมของของเสียมากที่สุดนั้นก็คือลำไส้ใหญ่ ซึงการสะสมของของเสียที่ลำไส้ใหญ่สามารถเพิ่มน้ำหนักร่างกายขึ้นถึง 50 ปอนด์ หากเราทานแต่อาหารสุกและไขมันสูง และที่ร้ายคือของเสียที่อยู่ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่สามารถถูกดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งถ้าของเสียเหล่านั้นยังมีปริมาณสารต่าง ๆ มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ถ้ามีแคลอรีอยู่มากก็สามารถทำให้อ้วน มีเกลือแร่มากจะทำให้เกิดโรค arthritis มีโปรตีนมากจะทำให้เกิดมะเร็ง มีไขมันมากจะทำให้ปริมาณคลอเลสเตอรอลสูงขึ้น และถ้าปริมาณน้ำตาลสูงเกิดไปจะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารจะช่วยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลงซึงง่ายต่อการนำไปใช้ และไม่มีสารตกค้างในลำไส้ใหญ่

เอ็นไซม์ช่วยรักษาอาการปวดหัวของไมเกรนได้หรือไม่?
อาการปวดหัวจากไมเกรนบางครั้งมีสาเหตุจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนหรือการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เนื่องจากต่อม pituitary ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อทั้งหมด และการกินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์เลยนั้น จะกระตุ้นต่อมพิทูอิทารีให้ทำงานหนัก ซึ่งการหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของของฮอร์โมนสาเหตุของอาการปวดหัวจากไมเกรนอีกทางหนึ่งเป็นไปได้จากสารพิษที่พบในลำไส้ใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยอาหารที่บกพร่องดังนั้นการกินอาหารสดหรือเอ็นไซม์เสริมจะสามารถลดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้

เอ็นไซม์ช่วยรักษาการนอนไม่หลับได้หรือไม่?
อาการนอนไม่หลับเกิดจากหลายสาเหตุ จะพบว่าเอ็นไซม์บำบัดให้ผลที่น่าพอใจหากอาการนอนไม่หลับเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในระบบต่อมไร้ท่อ นอกจากนี้การพร่องเอ็นไซม์กลุ่มเมตาบอลิซึมจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของต่อม Pituitary ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับด้วย ดังนั้นการกินอาหารสดและเอ็นไซม์เสริมจะช่วยในการรักษาสมดุลของระบบต่อมไร้ท่อได้

เอ็นไซม์สามารถช่วยรักษาโรคสะเก็ดดาวเงินได้หรือไม่?
แพทย์ผิวหนังหลายท่านรายงานว่าสามารถใช้เอ็นไซม์ในการบำบัดรักษาโรคนี้ได้ โดยในปี ค.ศ. 1930 นักวิจัยรักษาโดยให้ผู้ป่วยกินเนยดิบจำนวนมากซึ่งมีเอ็นไซม์ lipase อยู่ และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานวิจัยพบว่าการให้เอ็นไซม์ไลเปสในปริมาณที่สูงมากสามารถช่วยรักษาอาการของโรคนี้ให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการกินเอ็นไซม์ในปริมาณสูงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเสมอ

เอ็นไซม์จากพืชทำงานได้ดีกว่าเอนไซม์จากสัตว์ในสภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจริงหรือไม่?
มีรายงานการวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าเอ็นไซม์จากพืชมีความสามารถในการทำงานในสภาวะเป็นกรดของกระเพาะอาหารได้ดีกว่าเอนไซม์จากสัตว์ Dr. Selle นักสรีระวิทยาจากมหาวิทยาลัย Texas ทดลองให้อาหารธัญพืชที่เสริมเอ็นไซม์ amylase ที่สกัดจากบาร์เลย์แก่ทดลองกับสุนัขโดยมัดท่อส่งน้ำย่อยจากตับอ่อนไว้เพื่อกันไม่ให้น้ำย่อยจากตับอ่อนมารบกวนการทดลอง และกระเพาะอาหารถูกทำให้ว่างโดยการงดอาหารชั่วเวลาหนึ่ง เวลาผ่านไปไม่นานพบว่าแป้งในกระเพาะอาหารของสุนัขบางตัวถูกย่อยไปแล้วถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เอ็นไซม์ amylase จากบาร์เลย์ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้ดีในกระเพาะอาหารที่มี pH เป็นกรดต่ำกว่า 2.5 ยิ่งกว่านั้น Dr.Selle ยังพบอีกว่าเมื่อเวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่งหลังจากได้รับเอ็นไซม์ amylase แล้ว เอ็นไซม์ 71 เปอร์เซ็นต์จะถูกตรวจพบอยู่ในลำไส้เล็กและยังคงสามารถทำงานได้ และเมื่อนำอุจจาระมาวิเคราะห์พบว่าปริมาณเอ็นไซม์จากพืชในอุจจาระนั้นมีมากกว่าเอ็นไซม์ที่หลั่งออกมาจากตับอ่อน
แต่เอ็นไซม์ที่หลั่งจากตับอ่อนจะทำงานได้เฉพาะสภาพที่มีความเป็นด่างในลำไส้เล็กส่วนต้นเท่านั้น และโดยปกติแล้วเอ็นไซม์จากสัตว์จะถูกสกัดจากตับอ่อนแล้วจึงนำมาทำให้บริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งการเสริมเอ็นไซม์เหล่านี้จึงไม่สามารถทำงานได้ดีบริเวณกระเพาะอาหาร ดังนั้น จึงสรุปว่าการกินเอ็นไซม์เสริมที่สกัดจากพืชจะช่วยย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้ดีเช่นเดียวกับในลำไส้เล็ก ซึ่งจะเป็นการช่วยลดการทำงานของตับอ่อนในการหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร

นักวิ่งและคนที่ออกกำลังอยู่เสมอจะต้องการเอ็นไซม์แตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่ ?
ต่างกัน เนื่องจากคนเหล่านี้ต้องการเอ็นไซม์ที่มากขึ้นของนักวิ่งหรือคนออกกำลังกายนั้นมาจากการที่ต้องสูญเสียเอ็นไซม์จำนวนมากไปกับเหงื่อ นอกจากนั้นร่างกายจะใช้เอ็นไซม์ไปอย่างรวดเร็วขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังที่ฝืนกำลังหรือหักโหมกว่าที่เคยทำให้เกิดตะคริวและเกิดการสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง
เอ็นไซม์สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้หรือไม่ ?
มีความเป็นไปได้สูง เพราะหากว่าไม่มีเอ็นไซม์ทำงานอยู่ในเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ ก็จะไม่มีการสร้างกล้ามเนื้อใด ๆ ขึ้น รวมไปถึงกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอีกด้วย ดังนั้นเอ็นไซม์จึงเป็นสารกระตุ้นที่มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารไปเป็นพลังงาน ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้และขนาดก็จะเพิ่มขึ้น


Dr. Dick ผู้เชี่ยวชาญเอ็นไซม์บำบัด