วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
เอ็นไซม์
st1\:*{behavior:url(#ieooui) }
Dr. Dick Couey, Ph.D. ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพจากมหาวิทยาลัยแพทย์ Baylor เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ และเขียนตำราทางวิชาการด้านนี้ไว้ถึง 13 เล่มได้กล่าวถึงเอ็นไซม์เอาไว้ว่า
Dick Couey, Ph.D.
Baylor University, March 1996
คำถามและคำตอบต่อไปนี้เป็นการตอบโดย Dr.Dick Couey และเป็นคำถามที่พวกเราได้รับฟังมาเกี่ยวกับเอ็นไซม์ ซึ่งได้คัดออกมาจากหนังสือทางด้านโภชนาการและเอ็นไซม์ที่มีชื่อว่า การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน: คำถามที่คุณไม่เคยถามและคำตอบที่ชีวิตของคุณขาดไม่ได้
DicQie Fuller, Ph.D.
Houston, Texas, March 1996
เอ็นไซม์เป็นโมเลกุลของโปรตีนซึ่งใช้ในการสร้างพลังงานที่จำเป็นต่อทุกปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรา โดยจะมีเอ็นไซม์ประมาณ 2,700 ชนิดที่ถูกค้นพบในร่างกายมนุษย์ เอ็นไซม์จะทำงานร่วมกับโคเอ็นไซม์เพื่อใช้ในการสร้างสารเคมีกว่า 10,000 ชนิด ที่ช่วยในการมองเห็นได้ยินเสียง ช่วยให้คุณรู้สึกได้ การเคลื่อนไหว การย่อยอาหาร และการนึกคิด ในทุก ๆ อวัยวะ ทุก ๆ เนื้อเยื่อ และทุก ๆ ล้าน ๆ เซลล์ในร่างกายจะขึ้นอยู่กับเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์และพลังงานที่เอ็นไซม์สร้างขึ้น ดังนั้นเราจะไม่สามารถอธิบายคำว่าโภชนาการได้เลยถ้าไม่กล่าวถึงบทบาทที่สำคัญของเอ็นไซม์นี้
คุณสามารถใช้คำนิยามคำว่าโภชนาการได้หรือไม่?
โภชนาการ คือ ความสามารถของร่างกายที่จะรับสารอาหาร 45 ชนิดให้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมได้ แล้วย่อยสลายสารอาหารเหล่านั้นอีกทั้งการดูดซึมและการพาสารอาหารที่ดูดซึมได้เข้าสู่เซลล์ รวมถึงเมตาบอลิซึมของสารอาหารเหล่านั้น และกิจกรรมในการกำจัดสารพิษได้
สารอาหารทั้ง 45 ชนิด ได้แก่
ü คาร์โบไฮเดรต
ü ไขมัน
ü โปรตีน
ü น้ำ
ü กรดอะมิโน 9 ชนิด
ü วิตามิน 13 ชนิด
ü เกลือแร่ 19 ชนิด
การกินอาหารเหล่านี้ ในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้แน่ใจได้ว่าคุณรับโภชนาการที่ดี เอ็นไซม์มีหน้าที่ในการย่อยสลายอาหาร ดูดซึม ขนส่งและกำจัดของเสียที่เกิดจากการใช้สารอาหารเหล่านั้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเซลล์ทุก ๆ เซลล์ นั้นขึ้นอยู่กับการทำงานของเอ็นไซม์และพลังงานที่เอ็นไซม์สร้างขึ้น
คุณรู้ไหมว่าพลังงานที่เอนไซม์สร้างขึ้นนั้นคืออะไร ?
พลังงานที่เอ็นไซม์สร้างขึ้นนั้นคือ พลังงานที่ก่อให้เกิดของเป็นจุดกำเนิดของปฏิกิริยาเคมีระหว่างเอ็นไซม์กับสารต่าง ๆ ในร่างกายพลังงาน พลังงานที่สร้างขึ้นนี้ถูกดึงออกมาจากสารเคมีโดยเอ็นไซม์ตัวอย่างเช่น นำเมล็ดถั่วดิบใส่ลงในหม้อน้ำเดือด เมื่อนำมาปลูกถั่วที่ผ่านการต้มสุกแล้วก็ไม่สามารถงอกออกมาเป็นต้นได้ นั่นหมายถึงพลังงานดังกล่าวถูกดึงออกหรือถูกทำให้สูญเสียไป เมื่อคุณศึกษาวิทยาศาสตร์คุณก็สามารถรู้ได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น ที่สามารถสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาได้โดยใช้พลังงานดังกล่าวนั้นเนื่องจากสารเคมีจะมีผลต่อการกระตุ้นการทำงานของปฏิกิริยาเคมีเท่านั้นซึ่งแตกต่างจากเอ็นไซม์ที่สามารถกระตุ้นการทำงานได้ทั้งปฏิกิริยาเคมีและปฏิกิริยาชีวภาพทางเคมี (Catalyst) จะไม่มีพลังงานเหล่านี้เหมือนกันเอ็นไซม์และพลังงานเหล่านี้ก็ไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ พูดง่าย ๆ ก็คือพลังงานนี้เปรียบเสมอกับกระแสไฟฟ้าที่ช่วยให้หลอดไฟสว่างขึ้นได้
เอ็นไซม์มีกี่ชนิด
เอ็นไซม์สามารถแบบออกมาได้เป็นกลุ่มหลัก 3 กลุ่มได้แก่
กลุ่มที่ 1. เอ็นไซม์ที่มีหน้าที่ในการย่อยสลายอาหาร
กลุ่มที่ 2.เอ็นไซม์มีหน้าที่เกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
กลุ่มที่ 3. เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร (Food Enzyme)
เอ็นไซม์กลุ่มที่ 1 จะถูกหลั่งออกมาจากต่อมน้ำลาย กระเพาะอาหารตับอ่อน และลำไส้เล็ก เอ็นไซม์เหล่านี้จะช่วยย่อยอาหารที่เรากินให้มีขนาดที่เล็กลง ดังนั้นสารอาหารทั้ง 45 ชนิด ก็สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้
เอ็นไซม์กลุ่มที่ 2 เป็นเอ็นไซม์ที่หน้าที่เหมือนกับตัวกระตุ้นปฏิกิริยาภายในเซลล์ซึ่งจะมีหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างพลังงาน
เอ็นไซม์กลุ่มที่ 3 เป็นเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหาร แต่เมื่อนำอาหารไปปรุงสุกแล้ว จะทำให้สูญเสียสภาพธรรมชาติของเอนไซม์ไป
เอ็นไซม์มีอะไรบ้าง ?
เอ็นไซม์มีอยู่หลากหลายชนิด แต่สามารถแบ่งกลุ่มหลัก ๆ ได้ดังต่อไปนี้
เอ็นไซม์ย่อยโปรตีน
Protease/aminopeptidase/enterokinase/carboxypeptidase/trysin/pepsin
เอ็นไซม์ย่อยไขมัน
Lipase/cholesterol esterase
เอ็นไซม์ย่อยคาร์โบไฮเดรต
Amylase/surcease/maltase/lactase/ptyalin/cellulose protease, lipase, amylase และ cellulose เป็นเอ็นไซม์หลักที่พบในอาหารโดยเอ็นไซม์ protease ย่อยโปรตีนเอ็นไซม์ amylase ย่อยแป้ง เอ็นไซม์ lipase ย่อยไขมัน และเอ็นไซม์ cellulose ย่อยเซลลูโลส (ไฟเบอร์) เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารสดจะทำหน้าที่ช่วยในการย่อยสลายอาหาร ทดแทนการใช้เอ็นไซม์ที่ต้องสร้างขึ้นจากร่างกายเพียงอย่างเดียวในอาหารสดจะมีเอ็นไซม์ 4 ชนิดนี้อยู่เช่นกันซึ่งจะช่วยในการย่อยสลายโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และไฟเบอร์ที่มีอยู่ในอาหารได้
เอ็นไซม์ทำงานอย่างไรในร่างกาย ?
เมื่อเรากินอาหารสด เอ็นไซม์ในอาหารจะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้โดยความร้อนและความชื้นภายในช่องปาก เมื่อได้รับการกระตุ้นเอ็นไซม์เหล่านี้ก็จะทำการย่อยสลายอาหารให้มีขนาดเล็กลงพอที่ถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ Villi และผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ต่อจากนั้นจะมี เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ในการใช้สารอาหารเหล่านั้นเพื่อนำมาสร้างเป็นกล้ามเนื้อ เส้นประสาทต่อมต่างๆ กระดูก เม็ดเลือด ปอดและอวัยวะอื่น ๆ โดยที่เซลล์ในร่างกายจะมีความจำเพาะต่อกลุ่มของเอ็นไซม์ต่างกัน และเอ็นไซม์แต่ละชนิดก็จะทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป เช่น เอ็นไซม์ย่อยโปรตีนก็จะไม่ย่อยสลายไขมัน เอ็นไซม์ย่อยไขมันก็จะไม่ย่อยสลายแป้ง เอ็นไซม์จะทำปฏิกิริยาในการเปลี่ยนแปลงสารชนิดหนึ่งไปเป็นสารใหม่อีกชนิดหนึ่งแต่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองหลังจากเกิดปฏิกิริยาแล้ว จากเหตุผลที่ว่าสารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนไปเป็นสารอีกชนิดหนึ่งโดยการรวมตัวจากเอ็นไซม์ ดังนั้นถ้าไม่มีเอ็นไซม์ร่างกายก็ไม่สามารถทำงานได้
เคยได้ยินมาว่าเอ็นไซม์จะถูกทำลาย ในสภาวะที่เป็นกรดของกระเพาะอาหารจริงหรือไม่ ?
จากข้อมูลที่ว่าโครงสร้างของเอ็นไซม์จะถูกทำลายในสภาพวะความเป็นกรดของกระเพาะอาหารนั้นยังเป็นทฤษฎีที่ยึดถือกันในหมู่นักวิจัยอย่างไรก็ตามมีการค้นพบใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า เมื่อเอ็นไซม์เคลื่อนที่เข้าสู่กระเพาะอาหารจะถูกทำให้เสียสภาพการทำงานไปเท่านั้นเนื่องจากความเป็นกรดในกระเพาะอาหารสูง เมื่อเอ็นไซม์เคลื่อนที่มาถึงสำไส้เล็กซึ่งมีสภาพวะที่เป็นด่าง เอ็นไซม์จะสามารถกลับสู่สภาวะที่ทำงานได้อีกครั้งหนึ่งเพื่อทำให้เกิดการย่อยสลายที่สมบูรณ์ แต่การกินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้วร่างกายจะไม่ได้รับเอ็นไซม์เพิ่มจากอาหารนั้นเนื่องจากเอ็นไซม์ถูกทำลายโดยความร้อนไปแล้วดังนั้นการย่อยสลายอาหารจึงขึ้นอยู่เพียงว่า ร่างกายสามารถสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใช้ในการย่อยสลายอาหารได้เพียงพอหรือไม่
การปรุงสุกอาหารทำให้เอ็นไซม์เสียสภาพธรรมชาติหรือไม่ ?
ความร้อนที่อุณหภูมิมากกว่า 48องศาเซลเซียส จะมีผลให้เอ็นไซม์สูญเสียคุณสมบัติตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ เอ็นไซม์ไม่สามารถทนต่อความร้อนนาน ๆ ได้ ซึ่งต่างจากวิตามินและเกลือแร่ เพียงความร้อนที่จะทำให้มือเรารู้สึกร้อนนั้นก็สามารถทำลายเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารได้ อาหารที่ขายอยู่ในตามท้องตลาดส่วนมากจะผ่านความร้อนมาแล้วเพื่อสามารถเก็บรักษาได้เป็นเวลานาน ซึ่งเอ็นไซม์ในอาหารจะถูกทำลายไป
ถ้าเอ็นไซม์ถูกทำลายโดยการปรุงอาหารแล้ว แล้วเราจะได้รับเอ็นไซม์เพิ่มจากทางใดได้บ้าง ?
มีอยู่ 2 ทางคือ การกินอาหารสดและการเสริมเอ็นไซม์เพิ่มเติม แม้ร่างกายเราสามารถสร้างเอ็นไซม์ได้ แต่เอ็นไซม์ส่วนมากที่สร้างขึ้นจะถูกใช้ไปในการย่อยอาหารมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกใช้ในการรักษาสมดุลของสุขภาพร่างกาย และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดนั้นคือเราต้องรักษาความสามารถในการสร้างเอ็นไซม์ของร่างกายให้เป็นปกติ ไม่เช่นนั้นพลังงานชีวิตของร่างกายจะลดต่ำลง เป็นผลให้สุขภาพร่างกายไม่ดีตามไปด้วย
คุณจะรักษาระดับของเอ็นไซม์ในร่างกายได้อย่างไร ?
ร่างกายของเราจะมีเอ็นไซม์อยู่มาตั้งแต่เกิดแล้ว อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาของเอ็นไซม์ในร่างกายนั้นไม่ได้มาจากการสร้างขึ้นภายในร่างกายเพียงอย่างเดียวควรกินอาหารสดมากเท่าที่จะทำได้หรือรับเอ็นไซม์เสริมที่ได้จากพืช เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพของเอ็นไซม์ของคุณ ถ้าคุณไม่สามารถทำตามข้อแนะนำนี้ได้ก็อาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ป่วยอย่างหนักหรือถึงขึ้นเสียชีวิตได้
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในร่างกายหมดไป ?
มีรายงานการวิจัยในหนูและไก่ที่กินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้วพบว่าตับอ่อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเนื่องจากสภาวะการขาดเอ็นไซม์ในการย่อยอาหาร ยิ่งกว่านั้น สัตว์เหล่านั้นเกิดอาการป่วยและมีการเจริญเติบโตช้าลงตับอ่อนนั้นมีหน้าที่ในการสร้างและหลั่งเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารดังนั้นตับอ่อนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะใช้ในการสร้างเอ็นไซม์หรือย่อยอาหารให้ได้มากขึ้น สัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว แพะ กวาง และแกะ อย่างไรก็ตามเมื่อให้สัตว์พวกนี้กินอาหารที่ผ่านความร้อนซึ่งเอ็นไซม์ในอาหารถูกทำลายไป ตับอ่อนของสัตว์พวกนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 3 เท่า
สุขภาพที่ทรุดโทรมจะมีผลเสียอย่างมากเมื่อเรายังกินอาหารที่ปรุงสุกเพิ่มขึ้นไปอีก มีการแสดงให้เห็นโดยการวิจัยของมหาวิทยาลัย Washington โดยนำสุนัขมาสกัดเอ็นไซม์จากตับอ่อนออกให้หมด พบว่าถึงแม้จะให้อาหารและน้ำตาลตามที่สุนัขต้องการ สุนัขทุกตัวที่ใช้ในการทดลองจะเสียชีวิตในระยะเวลาเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น แสดงว่าการขาดเอ็นไซม์จากตับอ่อนสามารถส่งผลให้เสียชีวิตได้
มีสิ่งอื่นอีกไหมที่แสดงว่าเราใช้เอ็นไซม์อย่างไม่รู้คุณค่า?
มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานานแม้ว่ากินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์ สัตว์ป่าทุกชนิดต้องการเอ็นไซม์จากอาหารสดทั้งนั้น สัตว์ป่าที่กินอาหารสดนั้นไม่ต้องการกิจกรรมของเอ็นไซม์สูงในน้ำย่อยซึ่งต่างจากมนุษย์ ตัวอย่างเช่น กวาง ช้าง และสัตว์เคี้ยวเอื้องอื่น ๆ จะไม่มีเอ็นไซม์ในน้ำลาย เมื่อเราทำการตรวจสอบน้ำลายมนุษย์ พบว่ามีความเข้มข้นของเอ็นไซม์ที่ใช้ย่อยแป้ง (ptyalin) สูงมาก เมื่อสุนัขหรือแมวกินอาหารสดซึ่งเป็นเนื้อสดตามธรรมชาติเข้าไป ทำให้ในน้ำลายของสุนัขไม่จำเป็นต้องมีเอ็นไซม์ อย่างไรก็ตามเมื่อสุนัขกินคาร์โบไฮเดรตซึ่งผ่านความร้อนเข้าไปเป็นจำนวนมากในระยะเวลา 1 อาทิตย์ สามารถพบเอ็นไซม์ในน้ำลายของมันได้ นั้นแสดงให้เห็นได้ว่า พวกเรากำจัดเอ็นไซม์ทิ้งไปจากการทำอาหารให้สุก ทำให้ร่ายการของเราต้องปรับตัวโดยการผลิตเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยอาหารเพิ่มมากขึ้น
สิ่งอื่นที่แสดงว่าเราได้ใช้เอ็นไซม์ไปอย่างไม่รู้คุณค่านั้นคือสัตว์ป่าจะมีขนาดของตับอ่อนเล็กกว่าเรานั้นแสดงว่าสัตว์ป่านั้นใช้เอ็นไซม์จากตับอ่อนน้อยกว่าที่เราใช้
ทำไมสัตว์ป่าถึงหลั่งเอ็นไซม์ภายในกระเพาะอาหารเท่านั้น ?
ส่วนมากไม่ใช่อย่างนั้น ตัวอย่างเช่น พวก cetaceans ปลาวาฬและโลมามีกระเพาะอยู่ 3 กระเพาะ ไม่มีกระเพาะใดเลยที่มีการปลดปล่อยเอ็นไซม์หรือกรดในกระเพาะอาหาร นี้จึงนำเข้าสู่คำถามที่ว่าสัตว์จำพวกนี้ย่อยสลายอาหารพวกปลาและแมวน้ำได้อย่างไร คำตอบหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้คือ พวกปลาและแมวน้ำนี้มีเอ็นไซม์และน้ำย่อยจากตับอ่อนที่อยู่ในทางเดินอาหารของมันอยู่แล้ว เมื่อปลาวาฬกินแมวน้ำเข้าไปเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยของแมวน้ำก็ถูกนำมาใช้นี้เป็นแหล่งที่มาของเอ็นไซม์ของปลาวาฬและจะถูกนำมาใช้ในการย่อยอยู่หลายวันพอที่จะย่อยอาหารให้หมด จนกระเพาะอาหารของปลาวาฬว่างเปล่า นอกจากนั้นสัตว์ทุกชนิดยังมีเอ็นไซม์ที่ใช้ย่อยโปรตีนที่รู้จักกันในชื่อ Cathepsin ซึ่งพบในกล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ หลังจากเสียชีวิตแล้วเนื้อเยื่อของสัตว์จะมีสภาพเป็นกรดซึ่งจะกระตุ้นการทำงานของ cathepsin ซึ่งเป็นผลให้เกิดการย่อยสลายเซลล์และเนื้อเยื่อของสัตว์ บางทีนี้อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมสัตว์ป่าจึงไม่มีเอ็นไซม์หรือกรดในกระเพาะอาหาร
เอ็นไซม์ทำงานในการย่อยอย่างไร ?
เมื่อเรากินอาหารสดเข้าไปกิจกรรมของเอ็นไซม์จะเริ่มขึ้นทันทีเมื่อผนังเซลล์ถูกทำให้แตกโดยการเคี้ยว หลังจากกลืนอาหารลงไปการย่อยจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงบริเวณกระเพาะส่วนบน (Fondues) ซึ่งใช้เวลานานครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง จนถึงจุดที่ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารหยุดการทำงานของเอ็นไซม์ ต่อจากนั้นเอ็นไซม์ในกระเพาะอาหาร (pepsin) จะทำหน้าที่ต่อไป
มีจุดที่น่าสังเกตว่าในเวลาครึ่งชั่วโมงแรกหรือขณะที่อาหารอยู่ที่กระเพาะอาหารส่วนบน เอ็นไซม์จากอาหารสดจะย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตไขมัน และโปรตีน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกินอาหารที่ปรุงสุกซึ่งหมายถึงไม่มีเอ็นไซม์ในอาหาร ในเวลา 1 ชั่วโมง อาหารก็จะยังอยู่ในสภาพเดิมในเวลานี้ เกลือแร่เท่านั้นที่จะถูกสลายออกมา เอ็นไซม์ในน้ำลายจะทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตแต่จะไม่มีการย่อยโปรตีนและไขมัน ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะสมที่ใช้เอ็นไซม์ย่อยอาหารเหล่านั้น ถ้าเพิ่มเอ็นไซม์ลงในเนื้อสัตว์ เอ็นไซม์จะทำหน้าที่ย่อยสลายทันที ซึ่งเอ็นไซม์จะทำหน้าที่ย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมันในเวลา 1 ชั่วโมง หรือขณะที่อาหารยังคงอยู่ที่กระเพาะอาหารส่วนบน เอ็นไซม์จะทำหน้าที่ย่อยสลายอาหาร ซึ่งจะช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องปลดปล่อยเอ็นไซม์จำนวนมากเกินไป ซึ่งจะมีผลในการช่วยรักษาศักยภาพของเอ็นไซม์และพลังงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์มากขึ้น ส่งผลให้อวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ สามารถทำงานได้ดีขึ้น ฉันบอกกับหมอว่าจะกินเอ็นไซม์เสริมแต่หมอกลับบอกว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย ทำไมเขาถึงบอกเช่นนั้น
เนื่องจากเอ็นไซม์ทำงานให้ร่างกายเราตลอดชีวิต ดังนั้นจึงมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลายคนเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องรับเอ็นไซม์เสริมให้แก่ร่างกาย และยังมีแพทย์อีกหลายคนเชื่อว่าการเสริมเอ็นไซม์เข้าไปในร่างกายนั้นไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรต่อร่างกายเลยเนื่องจากเอ็นไซม์จะถูกทำลายไปในกระเพาะอาหารขณะเกิดการย่อยอาหาร
อย่างไรก็ตาม มีรายงานการวิจัยที่ยอมรับถึงการใช้เอ็นไซม์ ในการย่อยสลายอาหารรวมถึงยอมรับศักยภาพในการทำงานของเอ็นไซม์มาเป็นเวลานานมากกว่า 65 ปี ข้อมูลล่าสุดที่ทำการศึกษานั้นได้มาจากการศึกษากับมนุษย์เองไม่ใช่ศึกษากับสัตว์ทดลอง ในปี ค.ศ.1992-1993 Dr. Prochaska และ Piekutowski จากมหาวิทยาลัย Wright ทำการศึกษาโดยใช้ผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัดแบบ ileostomy (การผ่าตัดเอาลำไส้ใหญ่ออก ทำให้ระบบทางเดินอาหารสั้นลง) หลังจากผ่าตัดผู้ป่วยจะมีระบบทางเดินอาหารที่สั้นลงแค่ลำไส้เล็กส่วนปลายเท่านั้น การศึกษาในผู้ป่วยลักษณะนี้สามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของกระบวนการย่อยอาหารได้ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทใด ผลจากการศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นว่าเอ็นไซม์ในอาหารนั้นไม่เสียสภาพธรรมชาติไปในระหว่างที่เกิดการย่อยอาหาร และยังเพิ่มปริมาณสารอาหารที่ได้จากการย่อยสลายอีกด้วย ดังนั้นการเสริมเอ็นไซม์สามารถเพิ่มอัตราการย่อยสลายอาหารแก่อาหารทุกชนิดได้
อาหารสดสามารถกระตุ้นให้เอ็นไซม์หลั่งออกมามากกว่าอาหารปรุงสุกหรือไม่ ?
การกินอาหารสดไม่ได้กระตุ้นให้เกิดการหลั่งของเอ็นไซม์ออกมามากกว่าการกินปรุงสุก แต่เมื่อกินอาหารสด กรดภายในกระเพาะจะถูกหลั่งออกมาน้อยมากเนื่องจากสภาวะเช่นนี้จะช่วยให้เอ็นไซม์ในอาหารสามารถทำงานได้ระยะเวลานานกว่า
เคยได้ยินมาว่าเอนไซม์จะไม่เสียสภาพการทำงานเมื่อถูกใช้งานไปแล้ว จริงหรือไม่ ?
เอ็นไซม์จะไม่ถูกทำลายหรือถูกใช้จนหมดไปขณะที่เอ็นไซม์นั้นยังทำงานอยู่ แต่มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Wright โต้แย้งกับทฤษฎีนี้ โดยพบว่าเอ็นไซม์จะทำงานได้ดีที่อุณหภูมิสูงมากกว่าอุณหภูมิต่ำ อุณหภูมิที่สูงกว่าทำให้เกิดกิจกรรมของเอ็นไซม์ได้เร็วกว่า ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีที่กล่าวว่าเอ็นไซม์ไม่ได้ถูกใช้แล้วหมดไป เพราะเมื่อเราเป็นไข้ เอ็นไซม์ในร่างกายจะทำงานได้เร็วกว่าอุณหภูมิร่างกายปกติ และพบว่าเมื่อไข้ลด เอ็นไซม์จำนวนมากถูกตรวจพบในปัสสาวะ ยังมีรายงานว่า มนุษย์มีระดับของเอ็นไซม์ในการย่อยแป้งในเลือดที่ต่ำที่สุดและมีเอ็นไซม์ในปัสสาวะในระดับที่สูงที่สุด เมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น นั้นหมายถึงเอ็นไซม์ในร่างกายเราถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว
ร่างกายเราสามารถสร้างเอ็นไซม์ทดแทนที่เราใช้หรือขับออกไปได้หรือไม่ ?
ร่างกายเราสามารถสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาทดแทนได้ แต่มีการวิจัยที่ยืนยันว่า เอ็นไซม์สามารถทำลายตัวเองเพื่อบังคับให้ร่างกายสร้างเอ็นไซม์ออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่ออวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่าง ๆ ความเครียดและการทำงานหนักในสถานที่ร้อนอบอ้าวเป็นผลให้เกิดการใช้เอ็นไซม์ไปอย่างมากมาย ส่งผลให้ช่วงชีวิตของคุณสั้นลง เมื่อคุณต้องสูญเสียเอ็นไซม์ไป คุณมีวิธีแก้ไขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คืนคุณต้องรับเอ็นไซม์เสริมจากภายนอกซึ่งเป็นเส้นทางลัดซึ่งช่วยให้เกิดการสร้างเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลาย และเพิ่มเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ให้มากยิ่งขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการผลิตเอ็นไซม์จะลดลงหรือไม่ ?
จากการวิจัยพบว่า ในเด็กวัยรุ่นจะมีเอ็นไซม์ในน้ำลายมากกว่าคนอายุ 60-90 ปี ถึง 30 เท่า และยังพบอีกว่าเมื่อเปรียบเทียบระดับของเอ็นไซม์ amylase ในปัสสาวะของวัยรุ่นจะมีปริมาณสูงกว่าคนในวัยชรา และยังมีข้อมูลแสดงให้เห็นอีกว่าหมูและสัตว์ทดลองชนิดอื่นจะมีอายุยืนยาวขึ้นเมื่อกินอาหารในปริมาณที่น้อยลง คำอธิบายในเรื่องนี้คือ เมื่อเราลดปริมาณอาหารที่ได้รับลง การย่อยสลายอาหารก็น้อยลง ความต้องการเอ็นไซม์ในการย่อยสลายก็ลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้เอ็นไซม์ที่สร้างขึ้นมีศักยภาพในการย่อยที่ดีขึ้นและช่วยยืดอายุและทำให้ร่างกายต้านทานต่อโรคได้
ทำไมร่างกายจึงสร้างเอ็นไซม์ได้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น ?
Bartos และ Croh ทดลองนำวัยรุ่นชาย 10 คนและผู้สูงอายุชาย 10 คนมาฉีดยากระตุ้นการหลั่งของน้ำย่อยจากตับอ่อน โดยน้ำย่อยจะถูกดูดออกมาเพื่อนำมาตรวจวิเคราะห์ พบว่าในน้ำย่อยของชายสูงอายุจะมีเอนไซม์ amylase อยู่น้อยมาก การขาดเอ็นไซม์นี้ในกลุ่มชายสูงอายุเป็นผลจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ตับอ่อนนั้นเอง และยังมีการวิจัยอื่นที่พบว่าเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เอ็นไซม์ที่ลดลงไม่ได้มีแต่เฉพาะในตับอ่อนเท่านั้น แต่รวมถึงเซลล์อื่น ๆ จำนวนนับล้านล้านเซลล์ในร่างการของเราด้วย เหตุผลหนึ่งนั้นคือตับอ่อนไม่สามารถสร้างเอ็นไซม์ออกมาเพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งยังมีความต้องการโปรตีนอีกจำนวนมากเพื่อสร้างให้เป็นเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์ (enzyme complex) ดังนั้นตับอ่อนจึงต้องดึงสารเหล่านี้จากแหล่งต่าง ๆ ของเซลล์ร่างกายเพื่อนำมาสร้างเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์ บางทีด้วยเหตุนี้จึงทำให้ร่างกายดูแก่ลง อายุที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ที่ลดลง ถ้าเราสามารถยับยั้งการลดลงของเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์ได้ เราก็สามารถชะลอความแก่ลงได้
การเสริมเอ็นไซม์สามารถชะลอความแก่ได้หรือไม่ ?
อาจเป็นไปได้ มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าหนูที่ได้รับการเสริมเอ็นไซม์จะมีปริมาณเอนไซม์มากกว่าหนูที่ไม่ได้รับการเสริมเอนไซม์ แสดงให้เห็นว่าเอนไซม์นั้นจะมีศักยภาพที่จะคงอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตศักยภาพดังกล่าวจะลดน้อยลงตามระยะเวลาอีกทั้งยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมและความเครียด ถ้าเรากินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์อยู่เลย บางทีเราอาจต้องใช้เอ็นไซม์จำนวนมากในการย่อยสลายและมันจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตับอ่อนและอวัยวะอื่น ๆ ที่มีส่วนช่วยในการย่อยสลายอาหารต้องทำงานหนักเกินไป ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้ช่วงชีวิตสั้นลง ป่วย และความต้านทานต่อความเครียดลดลง การกินอาหารที่มีเอ็นไซม์อยู่หรือการเสริมเอ็นไซม์สามารถช่วยยับยั้งความผิดปกติและช่วยชะลอความแก่ได้ ซึ่งจะเห็นได้จากหนูที่ได้รับเอ็นไซม์เสริมจะมีอายุอยู่นานถึง 3 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่กินอาหารที่ขาดเอ็นไซม์ซึ่งจะมีอายุอยู่เพียง 2 ปี เท่านั้น
เคยได้ยินว่าชาว Eskimo เจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บน้อยมากเป็นเพราะอะไร?
คำว่า Eskimo หมายถึง “พวกเขากินของดิบ” เนื่องจากสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาว Eskimo นั้นทำให้เราเข้าใจว่าทำไมชาว Eskimo ถึงมีสุขภาพที่ดีมาก สิ่งหนึ่งคือชาว Eskimo สามารถรักษาสมดุลของเอ็นไซม์ในร่างกายโดยการนำเอาเอ็นไซม์จากภายนอกมาช่วยในการย่อยสลายอาหาร เนื่องจากแถบอาร์กติกไม่เหมาะสมกับการเติบโตของพืชพรรณไม้ ชาว Eskimo จึงปรับตัวโดยการกินอาหารสด (เนื้อสัตว์) อาหารสดนั้นไม่ได้ให้แต่พลังงานเท่านั้น หากยังรักษาสมดุลของสุขภาพและสามารถป้องกันโรคให้กับชาว Eskimo ได้ ซึ่งผลดังกล่าวได้มาจากเอ็นไซม์ในอาหารสดที่มีชื่อว่า cathepsin โดยจะพบมากในเนื้อและปลา มีหน้าที่หลักในการย่อยสลายสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้ว ชาว Eskimo จึงใช้เอ็นไซม์นี้ย่อยสลายอาหารก่อนกินเข้าไป เมื่อจับสัตว์ต่าง ๆ ได้ ชาว Eskimo จะปล่อยให้สัตว์พวกนั้นเกิดการย่อยสลายตัวเองก่อนที่จะกิน อาหารที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะมีเอ็นไซม์ lipase, protease และ amylase เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดการใช้เอ็นไซม์ของชาว Eskimo ดังนั้นความลับของการมีสุขภาพดีของชาว Eskimo นั้นไม่ได้อยู่ที่การกินเนื้อสัตว์หลากหลายชนิดหาก แต่อยู่ที่พวกเขาสามารถลดการสูญเสียเอ็นไซม์ในร่างกายสำหรับการย่อยอาหารโดยใช้เอ็นไซม์จากแหล่งธรรมชาตินั้นเอง
เอ็นไซม์ทำงานในกระเพาะอาหารอย่างไร ?
เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะอาหารเราจะเรียกว่า bolus กระเพาะอาหารจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ fondues (ส่วนบน) และ pylorus (ส่วนล่าง) bolus จะอยู่ในกระเพาะอาหารส่วนบนประมาณ 1 ชั่วโมง และจะมีการย่อยขั้นต้นเกิดขึ้นซึ่งเกิดจากเอ็นไซม์จากอาหารซึ่งจะย่อยสลาย bolus จนได้คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เนื่องจากในอาหารสดมีเอ็นไซม์อยู่ในอาหารอยู่แล้ว ดังนั้นจึงช่วยให้กระเพาะอาหารไม่ต้องหลั่งเอ็นไซม์ออกมาทำหน้าที่เองทั้งหมด ส่วนในอาหารที่ปรุงสุกจะไม่มีเอ็นไซม์เหลืออยู่เลยดังนั้นอาหารดังกล่าวจึงต้องรออยู่ในกระเพาะอาหารส่วนบนก่อน เพื่อรอให้กระเพาะอาหารส่วนล่างหลั่งเอ็นไซม์ออกมา ในการย่อยสลายขั้นต้นนั้นจะเกิดขึ้นกับสัตว์ทุกชนิดบนโลกนี้ ยกเว้นมนุษย์เท่านั้นที่กินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เนื่องจากในส่วนต้นของกระเพาะอาหารไม่มีการหลั่งเอ็นไซม์ pepsin และเมื่อไม่มีเอ็นไซม์นี้จากแหล่งภายนอกอาหารที่อยู่ในกระเพาะส่วนบนจึงถูกย่อยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ในส่วนล่างของกระเพาะอาหารจะมีการย่อยอาหารขั้นที่สองเกิดขึ้นแต่จะมีการย่อยเฉพาะโปรตีนเท่านั้น โดยเป็นผลจากกิจกรรมของเอ็นไซม์ pepsin และกรดไฮโดรคลอริก อาหารที่ถูกย่อยมาก่อนแล้วจะถูกส่งเข้าสู่ลำไส้เล็กซึ่งจะเรียกว่า chime จากนั้นตับอ่อนและลำไส้เล็กจะหลั่งเอ็นไซม์ซึ่งจะย่อยสลาย chime ไปเป็นกลูโคส กรดไขมัน และกรดอะมิโนสำหรับให้เซลล์ villi ดูดซึมได้ กระเพาะอาหารของมนุษย์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ตามลักษณะหน้าที่ในการทำงาน หนึ่งในนั้นเป็นส่วนที่จะได้รับเอ็นไซม์จากภายนอกเข้ามาช่วยในการย่อยสลายอาหาร ดังนั้นร่างกายจึงไม่ต้องสร้างเอ็นไซม์ออกมาย่อยอาหารเองทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ร่างกายของเรามีเมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์มากขึ้นตามที่เราต้องการ และทำให้สุขภาพของเราดีขึ้นด้วย
เอ็นไซม์ในอาหารสามารถทำให้เราต้านทานต่อโรคได้หรือไม่ ?
ในเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับความแข็งแรงของสุขภาพร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันและระดับของเอ็นไซม์ในร่างกาย ถ้าเรามีระดับเอ็นไซม์ในร่างกายสูง ระบบภูมคุ้มกันของเราก็จะดีตามไปด้วย ผลที่ได้ก็คือสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ในเม็ดเลือดขาวจะมีเอ็นไซม์ amylase ที่แตกต่างกันอยู่ 8 ชนิด ซึ่งเป็นกลไกในการช่วยให้เม็ดเลือดขาวต่อต้านต่อสิ่งแปลกปลอม และเปลี่ยนสิ่งแปลกปลอมนั้นให้อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถกำจัดทิ้งออกไปได้ มีผลจากการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเรากินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกปริมาณของเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มสูงขึ้นซึ่งร่างกายจะสร้างขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลของเอ็นไซม์ที่ถูกดึงไปจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเพื่อนำไปใช้ในการย่อยอาหาร แต่เมื่อเปลี่ยนมากินอาหารสดกลับพบว่าปริมาณของเม็ดเลือดขาวไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย และยังมีการศึกษาพบว่าเอ็นไซม์นั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคทุกโรคที่เกิดขึ้นผ่านทางระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเมื่อระบบการสร้างเอ็นไซม์ชนิดใดชนิดหนึ่งเสียไป ร่างกายทุกส่วนก็จะได้รับผลกระทบ เราจึงควรได้รับเอ็นไซม์เสริมจากภายนอกเช่นการกินอาหารสดหรือการกินเอ็นไซม์เสริมเพื่อนำมาใช้ในการต่อต้านกับโรคต่าง ๆ
เอ็นไซม์มีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อของร่างกายอย่างไร ?
ในการกินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกจะทำให้ระบบต่อมไร้ท่อทำงานหนัก ซึ่งมีผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคอ้วนในระบบต่อมไร้ท่อโดยเฉพาะต่อมไทรอยด์และสมองส่วน hypothalamus จะทำงานควบคู่กันในการควบคุมความอยากอาหาร ต่อมพวกนี้จะรับรู้ทันทีว่าร่างกายต้องการอาหารเพียงพอแล้วหรืออาการอิ่มนั้นเอง ซึ่งจะเป็นการปิดความต้องการอาหารจากสมอง การกินอาหารสดนั้นจะช่วยลดภาวะตึงเครียดของระบบต่อมไร้ท่อ แต่ถ้าในอาหารสูญเสียเอ็นไซม์ไปจากการปรุงสุกแล้ว ระบบต่อมไร้ท่อจะขาดสารอาหารจึงทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวกับการย่อยอาหาร ความต้องการอาหารก็จะเพิ่มตาม ส่งผลให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนจากต่อมต่าง ๆ มากเกินไป การกินอาหารจึงเพิ่มขึ้น อ้วนขึ้น การผลิตฮอร์โมนก็มากเกินความจำเป็น ศักยภาพของเอ็นไซม์จะลดต่ำลงเนื่องจากต้องถูกนำมาใช้ในการเพิ่มเมตาบอลิซึม การกินอาหารที่ปราศจากเอ็นไซม์เป็นสาเหตุให้ต่อม pituitary ต่อมไทรอยด์ต่อม adrenal และต่อมสืบพันธุ์ทำงานผิดปกติไป ซึ่งคุณควรรู้ในความจริงที่ว่า ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบประสาท ระบบต่อมไร้ท่อ และระบบการย่อยอาหารล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเอ็นไซม์ทั้งสิ้น
เอ็นไซม์มีผลต่อต่อมPituitary อย่างไร ?
การกินอาหารที่ขาดเอ็นไซม์เป็นระยะเวลานานจะมีผลรุนแรงต่อขนาดและลักษณะของต่อม Pituitary ของสัตว์ที่กินอาหารพร่องเอ็นไซม์จะถูกทำลายเช่นเดียวกันกับมนุษย์ที่กินอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว ลักษณะที่เปลี่ยนไปของต่อมนี้จะมีผลต่อการลำเลียงเลือดที่แย่ลง ปริมาณของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเพิ่มขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ของต่อม pituitary ออก พบว่าปริมาณเอ็นไซม์ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสัตว์ปกติซึ่งแสดงให้เห็นว่าฮอร์โมนมีผลต่อ กิจรรมของเอ็นไซม์ และเอ็นไซม์ก็จำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน
เอ็นไซม์สามารถควบคุมน้ำหนักได้หรือไม่ ?
ความอ้วนนั้นเกิดจากร่างกายขาดเอ็นไซม์ lipase ซึ่งสามารถพบได้ในอาหารสดแต่จะถูกทำลายไปด้วยการปรุงอาหารให้สุก เมื่อไม่มีเอ็นไซม์นี้ก็จะเกิดการรวมตัวของไขมันที่หลอดเลือดซึ่งจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ เอ็นไซม์ lipase มีประโยชน์ในการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน ดังนั้นการกินอาหารปรุงสุกจึงทำให้เราอ้วนได้มากกว่าการกินอาหารสด ตัวอย่าง เช่น คนที่เลี้ยงสุกรจะไม่ให้สุกรของตนเองกินมันฝรั่งดิบเพราะมีผลให้สุกรดูซูบผอม แต่จะให้สุกรกินมันฝรั่งที่ต้มสุกแล้วซึ่งจะได้สุกรที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ อีกเหตุผลหนึ่งที่สามารถอธิบายว่าทำไมเอ็นไซม์จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้ นั้นคือการกินอาหารที่ปรุงสุกแล้วจะมีผลต่อต่อม pituitary อีกทั้งเอ็นไซม์จะมีผลต่อฮอร์โมน และฮอร์โมนก็มีผลต่อระดับของเอ็นไซม์ ดังนั้นการกินอาหารปรุงสุกที่ปราศจากเอ็นไซม์ในอาหารก็จะเป็นการดึงเอ็นไซม์จากแหล่งอื่นเช่น ตับอ่อน ไทรอยด์ และต่อม pituitary นำไปใช้ในกระบวนการย่อยอาหาร ผลที่ตามมาจะทำให้ร่างกายรู้สึกเฉื่อยชา และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นแคลอรีที่ได้รับจากอาหารสดนั้นจะไม่มีผลในการกระตุ้นต่อมต่างๆให้ผลิตเอ็นไซม์ อีกทั้งยังรักษาสมดุลน้ำหนักร่างกายไว้ได้มากกว่าการได้รับแคลอรีจากอาหารที่ผ่านการปรุงสุกแล้ว
แคลอรีจากอาหารสดแตกต่างจากแคลอรีจากอาหารปรุงสุกอย่างไร ?
อาหารที่ปรุงสุกแล้วจะมีผลต่อการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีการทดลองโดยนำผู้ป่วยเบาหวานและคนปกติให้มากินแป้งดิบและทำการตรวจวัดปริมาณน้ำตาลในเลือด พบว่าหลังจากกินแป้งดิบ ผู้ป่วยเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น 6 มิลลิกรัมภายในครึ่งชั่วโมงแรก และลดลงมา 9 มิลลิกรัมหลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมง และลดลงไปถึง 14 มิลลิกรัม เมื่อเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง ในขณะที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดของคนปกติจะเพิ่มขึ้นน้อยมาก แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแคลอรีที่ได้จากอาหารสดกับแคลอรีที่ได้จากอาหารปรุงสุก
การกินไขมันดิบจะอ้วนเหมือนกินไขมันสุกหรือไม่ ?
จากการศึกษาที่ผ่านมานั้นยากที่จะสรุปได้ว่าไขมันดิบนั้นกินแล้วไม่อ้วน ชาว Eskimo นอกจากจะกินเนื้อสัตว์ดิบแล้ว พวกเขายังกินไขมันปลาวาฬ เนยสด และไขมันอื่น ๆ อีก แต่ทำไมพวกเขาไม่อ้วน ยิ่งกว่านั้นชาว Eskimo ไม่เคยเป็นโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคหัวใจ นั้นก็เพราะว่าในไขมันดิบนั้นมีเอ็นไซม์ lipase ที่ช่วยในการย่อยไขมันอยู่แล้ว แต่สามารถถูกทำลายไปได้ในอาหารที่ผ่านการปรุงสุก
เมื่อกินอาหารสดจะอ้วนไหม ?
ก็มีโอกาสที่จะอ้วนได้ถ้าคุณกินปริมาณมาก ๆ อย่างในอาหารพวก อโวคาโด มันฝรั่งหวาน กล้วย หรือแพร์ ซึ่งเป็นอาหารที่มีแคลอรีสูง แต่ก็เป็นไปได้ยากที่คุณจะอ้วนจากการกินอาหารประเภทนี้ นอกจากว่าคุณจะกินกล้วยในปริมาณที่มาก ๆ แต่ก็จะไม่ส่งผลต่อการอุดตันของหลอดเลือดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารชนิดอื่นด้วย เช่น โปรตีน ดังนั้นคุณควรจะทานอาหารอย่างอื่นด้วยนอกจากผักและผลไม้
คนอ้วนนั้นมีปริมาณของเอ็นไซม์น้อยกว่าคนผอมหรือเปล่า ?
คนอ้วนจะมีเอ็นไซม์ lipase น้อยว่าคนผอม ซึ่งนักวิจัยของมหาวิทยาลัย Tufts ทำการตรวจสอบเซลล์ไขมันของคนอ้วนพบว่ามีปริมาณเอ็นไซม์ lipase ต่ำ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นความจริงที่ว่าคนอ้วนหรือคนที่มีความผิดปกติของการสะสมของคลอเลสเตอรอลในร่างกายนั้นมีความบกพร่องมาจากการย่อยสลายไขมันบริเวณกระเพาะส่วนบนนั้นเอง
ฉันชอบกินเนื้อสัตว์ มันฝรั่ง ขนมปัง และสลัด นั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวฉันหรือไม่ ?
จะดีมากถ้าในสลัดของคุณมีผักสดอยู่ปริมาณมาก อย่างไรก็ตามแค่ผักสดอย่างเดียวคงมีเอ็นไซม์ไม่พอเพียงในการช่วยย่อยสลายเนื้อสัตว์ มันฝรั่ง และขนมปังที่คุณกินเข้าไป ให้พยายามปรับอัตราส่วนของอาหารที่กินให้มีอาหารสดอยู่ 75 เปอร์เซ็นต์ และอาหารปรุงสุก 25 เปอร์เซ็นต์ พยายามกินผลไม้ ผัก ถั่ว และธัญพืช แต่ถ้าคุณไม่สามารถทำได้ คุณควรที่จะได้รับการเสริมเอ็นไซม์เพื่อเสริมให้มีสุขภาพที่ดี
เอ็นไซม์เสริมคืออะไร ?
เอ็นไซม์เสริมได้มาจากการสกัดเอ็นไซม์จากพืชและสัตว์ สามารถกินเสริมเข้าไปพร้อมกับการกินอาหารปกติ เอ็นไซม์ pepsin เป็นเอนไซม์ตัวแรกที่แพทย์ใช้ในการช่วยย่อยโปรตีน เอ็นไซม์ pepsin สกัดได้มากจากกระเพาะอาหารของสุกรและต้องการสภาพ pH เป็นกรดในการทำงานถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ด้านการผิวพรรณและนำมาให้เนื้อสัตว์อ่อนนุ่ม ยังเอ็นไซม์ชนิดอื่นที่ถูกสกัดจากตับอ่อนเพื่อนำมาใช้ในการช่วยย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน แต่เนื่องจากเอ็นไซม์เหล่านี้จะทำงานได้มีในสภาพที่เป็นด่างบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น(duodenum) จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นเอ็นไซม์เสริมในการช่วยย่อยอาหารเนื่องจากจะไม่สามารถทำงานได้ในสภาวะเป็นกรดของกระเพาะอาหาร สามารถเสริมเอ็นไซม์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพด้วยตนเองได้หรือไม่ในการรักษาสุขภาพโดยวิธีการเสริมเอ็นไซม์ให้ประสบผลสำเร็จนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลานาน จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลขอผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างไรก็ตาม การเสริมเอ็นไซม์เพื่อช่วยให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้นนั้นสามารถทำได้ด้วยตนเอง ซึ่งก็เหมือนกับคุณเพิ่มปริมาณเอ็นไซม์ลงไปในอาหารของคุณเท่านั้น
เคยได้ยินมาว่าอาหารบางชนิดมีสารยับยั้งเอ็นไซม์จริงหรือไม่ ?
ในเมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืชจะมีสารยับยั้งเอ็นไซม์ เหตุเนื่องจากในเมล็ดถั่วมีเอ็นไซม์ที่พร้อมจะทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก ธรรมชาติสร้างสารบางชนิดขึ้นมาเพื่อกดการทำงานของเอ็นไซม์เหล่านั้นไว้ นั้นคือ สารยับยั้งเอ็นไซม์ เมื่อเมล็ดถั่วร่วงหล่นลงบนพื้นดินและได้รับความชื้น สารยับยั้งเอ็นไซม์จะหยุดหน้าที่ในการทำงาน ทำให้เกิดการงอกและเจริญของต้นถั่ว นั้นแสดงให้เห็นว่าการกินถั่วหรือเมล็ดพืชที่ยังมีสารยับยั้งเอ็นไซม์อยู่นั้นอาจมีผลเสียต่อกิจกรรมการย่อยในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นการกินเอ็นไซม์เสริมเพิ่มเข้าไปสามารถช่วยรักษาสมดุลนี้ได้
ฉันเป็นโรค arthritis เอ็นไซม์สามารถช่วยได้หรือไม่ ?
มีนักวิจัยหลายคนเชื่อว่า rheumatoid arthritis เป็นผลมาจากการขาดความสามารถของการย่อยสลายโปรตีนและมีเมทาบอลิซึมที่ผิดปกติภายในลำไส้เล็ก ได้มีการทดลองโดยนำผู้ป่วย rheumatoid ailment มารับการเสริมเอ็นไซม์ที่สกัดมาจากลำไส้เล็ก พบว่าตลอดระยะเวลาการรักษา 7 ปี ผู้ป่วย 700 ราย มีผลตอบสนองที่ดีในการรักษาโรค rheumatoid arthritis, osteoarthritis และ fibrositis โดยวิธีเอ็นไซม์บำบัด นอกจากนี้ยังส่งผลดีต่อการรักษา ankylosing spondylitis และ Still’s disease อีกด้วย
เอ็นไซม์สามารถรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่ ?
เนื่องจากโรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อนมาก ดังนั้นการรักษาโดยวิธีเอ็นไซม์บำบัดจึงต้องการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก มีหลายงานวิจัยระบุไว้ว่าเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่เป็นเซลล์ที่ขาดเอ็นไซม์ ในการที่จะให้เซลล์ทำงานได้อย่างเป็นปกติ ร่างกายจำเป็น ต้องได้รับสารอาหารพวกโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ แต่ในการกินอาหารแต่ละวันนั้นเราไม่สามารถรับสารอาหารเหล่านี้ได้อย่างพอเพียง เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์จะทำหน้าที่ในการลำเลียงสารเหล่านี้เข้าสู่กระแสเลือด เส้นประสาท อวัยวะต่างๆจนถึงระดับเนื้อเยื่อ ถ้าคุณมีเอ็นไซม์ที่มีศักยภาพในการย่อยอาหารได้มาก แต่เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์คุณไม่ดี คุณก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ ถึงแม้ว่าคุณจะรับเอ็นไซม์เสริมเข้าไป คุณก็จะต้องมีกิจกรรมของเอ็นไซม์ที่สมบูรณ์เพื่อนำสารอาหารเหล่านี้ไปสู่เซลล์ ซึ่งจะช่วยต่อสู้และป้องกันคุณจากมะเร็งได้
แล้วเอ็นไซม์เสริมจะช่วยป้องกันหรือรักษาโรคมะเร็งได้อย่างไร ?
ในเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด แต่อย่างไรก็ตาม มี 2 ทฤษฎีที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ อย่างแรกคือ นักวิจัยได้ทำการศึกษาจนรู้ถึงสาเหตุของการเกิดมะเร็งว่า เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม (D N A) ในเซลล์ปกติ ซึ่งมีสาเหตุจากความเครียด โรคอ้วน การกินไขมันอิ่มตัว แสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ที่มากเกินไปและสาเหตุอื่นๆ อันจะมีผลต่อนิวคลีโอไทด์ทั้ง 4 ชนิด (adenine, gunine, cyiosine และ thymine) ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพทางเคมีของพันธุกรรม ทำให้เกิดการสร้างสายโปรตีนที่ผิดปกติ และจะมีผลให้เกิดการสร้างสายโปรตีนที่ผิดปกติไปเรื่อยๆ จนเกิดการลามและทำลายเซลล์อื่นๆ ในร่างกายเราอาจมีเซลล์แบบนี้อยู่ตั้งแต่ 100 จนถึง 10,000 เซลล์ แต่ธรรมชาติได้มีการเตรียมเอ็นไซม์บางชนิดเพื่อซ่อมแซมสารพันธุกรรมให้กลับมาเป็นปกติเพื่อที่จะสร้างสายโปรตีนที่ถูกต้อง ถ้าคุณได้รับการเสริมเอ็นไซม์ ร่างกายคุณก็อาจจะสามารถสร้างเอ็นไซม์ที่ใช้ในการซ่อมแซมสารพันธุกรรมนี้ได้มากขึ้นซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งได้
ทฤษฎีที่ 2 กล่าวว่า เซลล์มะเร็งจะถูกปกคลุมได้ด้วยเยื่อหุ้มเพื่อป้องกันการรุกรานของเม็ดเลือดขาว สาเหตุที่เม็ดเลือดขาวไม่สามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้เนื่องจากไม่สามารถจดจำได้ว่าเป็นเซลล์ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย มีนักวิจัยหลายคนเชื่อว่าโปรตีนที่ปกคลุมเหล่านี้จะปลอมแปลงเซลล์มะเร็งให้เหมือนกับเป็นมิตรต่อร่างกาย อย่างไรก็ตามการกินเอ็นไซม์เสริมโดยเฉพาะ protease จะช่วยในการสลายโปรตีนที่ปกคลุมเซลล์มะเร็ง ทำให้เม็ดเลือดขาวสามารถเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้
เอ็นไซม์สามารถรักษาโรคภูมิแพ้ของผมได้หรือไม่?
มีนักวิจัยหลายคนให้ทฤษฎีเอาไว้ว่า การเกิดภูมิแพ้จากอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติบอกกับเราว่าเอ็นไซม์ที่ได้รับจากอาหารเข้าไปนั้นไม่เหมาะสมกับสภาพของร่างกายที่ไม่ดีบางอย่าง ธรรมชาติของเอ็นไซม์จะพยายามทำลายสิ่งที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ การทำงานระหว่างอาหารและเอ็นไซม์ต่อโรคต่างๆ อาจมีผลทำให้เกิดอาการคัน คัดจมูก จนถึงเป็นผื่น เมตาบอลิซึมของเอ็นไซม์มีอยู่หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ เอ็นไซม์ขับไล่ (scavenger enzyme) เชื่อว่าเอ็นไซม์ขับไล่จะคอยตรวจตราในเลือดและของเสียที่ได้จากเมตาบอลิซึมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวินาทีในเซลล์ของร่างกายเรา เอ็นไซม์ขับไล่บางครั้งสามารถพบได้ในเม็ดเลือดขาวและยังสามารถช่วยในเรื่องของการป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย เมื่อเอ็นไซม์ขับไล่พบสิ่งแปลกปลอมก็จะเข้าจับและเปลี่ยนสิ่งแปลกปลอมนั้นให้อยู่ในรูปที่สามารถกำจัดทิ้งได้ ซึ่งถ้าเอ็นไซม์ขับไล่ไม่สามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือของเสียออกไปได้ ของเสียเหล่านี้จะถูกส่งออกจากร่างกายทางผิวหนังและในบางครั้งจะถูกส่งเข้าไปในเยื่อหุ้มเซลล์ของจมูกและคอ และก่อให้เกิดอาการที่เราเรียกว่าภูมิแพ้มีนักวิจัยอื่นเชื่อว่าภูมิแพ้เกิดจากการย่อยโมเลกุลของโปรตีนไม่สมบูรณ์ ภูมิแพ้สามารถรักษาและบรรเทาอาการลงได้ถ้าได้รับเอ็นไซม์ซึ่งจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนเอ็นไซม์ขับไล่หรือเอ็นไซม์ย่อยสลายโปรตีน
เอ็นไซม์สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้หรือไม่?
เอ็นไซม์สามารถช่วยในการรักษาโรคหัวใจบางชนิดได้ เช่น artherosclerosis, ความดันสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจอื่น ๆ โรคหัวใจอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ สาเหตุหนึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการย่อยสลายและการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็กไม่สมบูรณ์ และเมตาบอลิซึมของไขมันในระดับเซลล์ขัดข้อง อันเป็นผลมาจากความผิดปกติของเอ็นไซม์ lipase เอ็นไซม์พบได้ใน 3 แหล่ง หนึ่งในอาหารที่เรากิน เช่น เนยสดและไขมันสัตว์ ถึงแม้ว่าชาว Eskomo จะกินไขมันกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่เคยมีรายงานว่าชาว Eskomo เป็นโรคหัวใจในแถบที่อยู่อาศัยของพวกเขาเลย สองการได้รับเอ็นไซม์เสริมซึ่งจะทำงานที่กระเพาะอาหารส่วนต้น ช่วยในการสลายไขมันให้อยู่ในรูปที่ง่ายต่อการทำงานของเอ็นไซม์ lipase ที่หลั่งจากตับอ่อน สารเอ็นไซม์ lipase ที่พบบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ซึ่งหลั่งออกมาจากตับอ่อน (pancreatic lipase) ช่วยในการย่อยสลายไขมันให้อยู่ในรูปที่ดูดซึมได้
เอ็นไซม์สามารถลดโคเลสเตอรอลได้หรือไม่?
การกินไขมันสัตว์จำนวนมากมีแนวโน้มที่จะเกิดการสะสมอุดตันของคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดซึ่งทำให้เกิดโรค artherosclerosis อย่างไรก็ตามไขมันพืชบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ผ่านความร้อนไม่ทำให้ระดับของคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น นั้นก็เพราะในไขมันพืชที่ไม่ผ่านความร้อนมีเอ็นไซม์ lipaseอยู่ มีการศึกษาพบว่าในเนื้อเยื่อไขมันของคนอ้วนนั้นมีเอ็นไซม์ lipaseอยู่น้อยกว่าคนปกติ นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องรับเอ็นไซม์เสริมเพิ่มเติม
นักวิจัยชาวอังกฤษศึกษาเอ็นไซม์ในผู้ป่วยโรค artherosclerosis เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างคลอเลสเตอรอลกับการอุดตันของหลอดเลือดพบว่าเอ็นไซม์ทุกตัวที่ศึกษามีสภาวะการทำงานที่ลดลงตามอายุและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วย นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่าปริมาณเอ็นไซม์ที่ลดลงจะเป็นกลไกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการสะสมของคลอเลสเตอรอลที่ผนังเซลล์ของหลอดเลือดหัวใจ และยังค้นพบอีกว่าเอ็นไซม์ lipase ในเลือดของผู้ป่วย artherosclerosis ทั้งในวัยกลางคนและวัยสูงอายุต่ำลง และยังพบอีกว่าในผู้สูงอายุนอกจากเอ็นไซม์ lipase จะลดลงแล้ว การดูดซึมกรดไขมันก็มีอัตราที่ต่ำลงอีกด้วย การเสริมเอ็นไซม์ lipase ที่สกัดได้จากตับอ่อนของสัตว์ช่วยให้เกิดการย่อยสลายไขมันดีขึ้นและมีเมตาบอลิซึมของกรดไขมันดีขึ้นอีกด้วย
เอ็นไซม์สามารถลดเบาหวานได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นเบาหวานชนิดไหน ถ้าเป็นแบบที่ 2 (ผู้ใหญ่) การใช้เอ็นไซม์บำบัดจะได้ผลดีกว่าแบบที่ 1 (เด็ก) จากการวิจัยพบว่าคนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีเอ็นไซม์ amylase ในเลือดต่ำ และระดับน้ำตาลจะสูงขึ้นกว่าปกติ การเสริมเอ็นไซม์ amylase จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง และยังพบอีกว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยโรคเบาหวานจะขาดเอ็นไซม์ amylase ในของเหลวในลำไส้เล็ก เมื่อเสริมเอ็นไซม์ amylase ให้กับผู้ป่วยเบาหวาน พบว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้โดยไม่ใช้ต้องอินซูลิน แสดงว่าเอ็นไซม์ amylase มีส่วนช่วยในการสลายน้ำตาลในเลือดได้ มีการศึกษาอีกอันหนึ่งที่น่าสนใจโดยพบว่า การกินแป้งที่ผ่านความร้อนมาแล้ว จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายในครึ่งชั่วโมงหลังจากการย่อยสลาย และหลังจาก 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลในเลือดจะตกลงอย่างรวดเร็วซึ่งส่งผลให้เกิดอาการเมื่อยตามร่างกายกระสับกระส่าย และเกิดอาการเฉื่อยชา ตรงกันข้ามกับการกินแป้งดิบ ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มและลดเพียงเล็กน้อยระดับเมตาบอลิซึมและการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยก็เป็นปกติ ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานสามารถลดการใช้อินซูลินได้โดยการกินอาหารสดหรือเอ็นไซม์เสริม
เอ็นไซม์สามารถรักษาโรคน้ำตาลในเลือดต่ำได้หรือไม่ ?
ชาวอเมริการ้อยล้านคน ป่วยเป็นโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หดหู่ และเฉื่อยชาอันเป็นผลมาจากการที่สมองต้องการน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน การควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดขึ้นกับระบบต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ได้แก่ต่อม Pituitary ต่อมไทรอยด์และตับอ่อน อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะลดปริมาณของกลูโคสในเลือดโดยส่งกลูโคสเข้าสู่เซลล์ และสาร glucagon ซึ่งเป็นฮอร์โมนจากตับอ่อนจะเพิ่มน้ำตาลกลูโคสในเลือดเมื่อมีระดับต่ำลง ส่วนต่อมไทรอยด์จะหลั่งสาร thyroxin ควบคุมเมตาบอลิซึมของเซลล์และการใช้ออกซิเจนสำหรับสร้างพลังงาน ต่อมไร้ท่อทั้งหมดนี้จะถูกควบคุมโดยต่อม pituitary ซึ่งจะถูกควบคุมอีกทีโดยสมองส่วน hypothalamus สมองส่วนนี้จะได้รับข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่านทางระบบประสาท เมื่อร่างกายมีปริมาณเอ็นไซม์ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ต่อม pituitary และอวัยวะอื่นๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ง่าย การเสริมเอ็นไซม์ amylase หรือกินอาหารสดจะช่วยรักษาระดับของกลูโคสให้คงที่ได้
เด็กสามารถกินเอ็นไซม์ได้หรือไม่
เนื่องจากเด็กก็สามารถขาดเอ็นไซม์ได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ การที่เด็กได้รับน้ำนมจากมารดาจะเป็นการเสริมเอ็นไซม์ให้แก่เด็กได้มากกว่า 12 ชนิด เอ็นไซม์ในน้ำนมที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วจะถูกทำให้เสียสภาพไป ซึ่งทำให้ร่างกายเด็กต้องสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาเองซึ่งจะเป็นอันตรายต่อเด็กอย่างมาก ในการศึกษาเด็กทารก 20,061 คน โดยแบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับนมจากมารดาเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่ได้รับนมจากมารดาและนมจากขวดนมอย่างละครึ่ง และกลุ่มที่ได้รับนมจากขวดนมเพียงอย่างเดียว พบว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไป 9 เดือน เด็กกลุ่มที่ 1 มีอัตราการป่วย 37.4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ 2 ที่มีอัตราการป่วย 53.8 เปอร์เซ็นต์และกลุ่มที่ 3 ที่มีอัตราการป่วย 63.6 เปอร์เซ็นต์ นั้นแสดงว่าเด็กกลุ่มที่ 1 มีอัตราการป่วยน้อยกว่าเด็กกลุ่มที่ 2 และ 3 และเมื่อเปรียบเทียบอัตราการตายของเด็กทั้ง 3 กลุ่ม ได้ดังนี้
จำนวนเด็ก จำนวนเด็กที่เสียชีวิต เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิต
กลุ่มที่ 1 9,749 15 0.15
กลุ่มที่ 2 8,605 59 0.7
กลุ่มที่ 3 1,707 144 8.4
จะเห็นได้ว่าอัตราการตายของเด็กที่กินนมจากขวดนมนั้นมีมากกว่า 6 เท่า ของเด็กที่ดินนมแม่
Dr. Anders Hakannson จากมหาวิทยาลัย Lund ประเทศสวีเดนพบว่า เมื่อนำน้ำนมแม่มาเติมลงในเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ สามารถตรวจพบการตายของเซลล์มะเร็งแต่ไม่มีผลต่อเซลล์ปกติ
เอ็นไซม์สามารถรักษามะเร็งเม็ดเลือดได้หรือไม่?
เมื่อเรากินอาหารปรุงสุก จะมีผลในการเพิ่ม Leucocyte ในร่างกายให้เพิ่มสูงขึ้น โรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวเป็นโรคที่ร่างกายสร้าง Leucocyte จำนวนมากผิดปกติ เม็ดเลือดขาวจะมีเอ็นไซม์บรรจุอยู่ในเซลล์เป็นจำนวนมากและจะถูกส่งไปที่บริเวณกระเพาะอาหารเพื่อช่วยในการย่อยสลายเมื่อเรากินอาหารที่มีปริมาณเอ็นไซม์ไม่เพียงพอ ดังนั้นการกินอาหารสดจะช่วยเสริมเอ็นไซม์ในการย่อยสลายและลดการสร้างเม็ดเลือดขาวลงผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหลายรายประสบผลสำเร็จในการรักษาโดยการกินอาหารสด ซึ่งมีผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าอาหารสดจะไม่มีผลในการกระตุ้นการเพิ่มของเม็ดเลือดขาว ส่วนในอาหารที่ปรุงสุกโดยใช้ความดันจะเป็นสาเหตุให้ปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่าอาหารที่ปรุงสุกปกติ และเครื่องดื่มประเภทไวน์ น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายขาว รวมถึงเนื้อปรุงสุก เนื้อรมควัน และเนื้อเค็ม จะส่งเสริมให้เกิดการสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้นจากการศึกษาของแพทย์พบว่า การเสริมเอ็นไซม์ protease ในปริมาณสูง จะช่วยในการรักษาสมดุลของเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในร่างกายได้
การเพิ่มอาหารสดในมื้ออาหารจะช่วยให้เราได้รับเอ็นไซม์เพียงพอต่อความต้องการหรือไม่?
อาหารสดนั้นจะมีเฉพาะเอ็นไซม์ที่ใช้ในการย่อยสลายตัวเองซึ่งไม่มีเอ็นไซม์พิเศษอื่นใดสำหรับใช้ย่อยอาหารปรุงสุกหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการใด ๆ มาแล้ว และเนื่องจากอันตรายจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อาหารหลายชนิดจึงไม่เหมาะแก่การกินสด ทั้งนี้รวมถึงเนื้อ ไก่ ไข่ และถั่ว อีกทั้งไฟเบอร์ที่พบในอาหารสดนั้นก็ยากต่อการย่อยสลาย
เอ็นไซม์มีผลต่อลำไส้ใหญ่อย่างไร ?
จากการวิจัยพบว่า อาหารปรุงสุกจะเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารได้ช้ากว่าอาหารสด อีกทั้งอาหารที่ย่อยไม่สมบูรณ์ในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ จะเกิดการหมักเน่าเสีย เกิดสารอันตรายขึ้น สารเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดโรคความเสื่อมต่าง ๆ เช่น arthritis ภาวะหลอดเลือดหัวใจบกพร่อง โรคมะเร็งและเบาหวานนักวิจัยหลายคนพบการที่น้ำหนักตัวร่างกายเพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากการสะสมของของเสียในร่างกาย ที่มีความยาวร่วม 100,000 ไมล์ ทั้งในระบบลำเลียงเลือด ระบบน้ำเหลือง บริเวณข้อต่อกระดูก รวมถึงบริเวณภายในและภายนอกเซลล์ด้วย จุดที่มีการสะสมของของเสียมากที่สุดนั้นก็คือลำไส้ใหญ่ ซึงการสะสมของของเสียที่ลำไส้ใหญ่สามารถเพิ่มน้ำหนักร่างกายขึ้นถึง 50 ปอนด์ หากเราทานแต่อาหารสุกและไขมันสูง และที่ร้ายคือของเสียที่อยู่ทั้งในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่สามารถถูกดูดซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งถ้าของเสียเหล่านั้นยังมีปริมาณสารต่าง ๆ มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น ถ้ามีแคลอรีอยู่มากก็สามารถทำให้อ้วน มีเกลือแร่มากจะทำให้เกิดโรค arthritis มีโปรตีนมากจะทำให้เกิดมะเร็ง มีไขมันมากจะทำให้ปริมาณคลอเลสเตอรอลสูงขึ้น และถ้าปริมาณน้ำตาลสูงเกิดไปจะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ เอ็นไซม์ที่มีอยู่ในอาหารจะช่วยย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลงซึงง่ายต่อการนำไปใช้ และไม่มีสารตกค้างในลำไส้ใหญ่
เอ็นไซม์ช่วยรักษาอาการปวดหัวของไมเกรนได้หรือไม่?
อาการปวดหัวจากไมเกรนบางครั้งมีสาเหตุจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนหรือการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เนื่องจากต่อม pituitary ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมไร้ท่อทั้งหมด และการกินอาหารที่ไม่มีเอ็นไซม์เลยนั้น จะกระตุ้นต่อมพิทูอิทารีให้ทำงานหนัก ซึ่งการหลั่งฮอร์โมนในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของของฮอร์โมนสาเหตุของอาการปวดหัวจากไมเกรนอีกทางหนึ่งเป็นไปได้จากสารพิษที่พบในลำไส้ใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการย่อยอาหารที่บกพร่องดังนั้นการกินอาหารสดหรือเอ็นไซม์เสริมจะสามารถลดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้
เอ็นไซม์ช่วยรักษาการนอนไม่หลับได้หรือไม่?
อาการนอนไม่หลับเกิดจากหลายสาเหตุ จะพบว่าเอ็นไซม์บำบัดให้ผลที่น่าพอใจหากอาการนอนไม่หลับเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนในระบบต่อมไร้ท่อ นอกจากนี้การพร่องเอ็นไซม์กลุ่มเมตาบอลิซึมจะส่งผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของต่อม Pituitary ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับด้วย ดังนั้นการกินอาหารสดและเอ็นไซม์เสริมจะช่วยในการรักษาสมดุลของระบบต่อมไร้ท่อได้
เอ็นไซม์สามารถช่วยรักษาโรคสะเก็ดดาวเงินได้หรือไม่?
แพทย์ผิวหนังหลายท่านรายงานว่าสามารถใช้เอ็นไซม์ในการบำบัดรักษาโรคนี้ได้ โดยในปี ค.ศ. 1930 นักวิจัยรักษาโดยให้ผู้ป่วยกินเนยดิบจำนวนมากซึ่งมีเอ็นไซม์ lipase อยู่ และเมื่อเร็ว ๆ นี้มีงานวิจัยพบว่าการให้เอ็นไซม์ไลเปสในปริมาณที่สูงมากสามารถช่วยรักษาอาการของโรคนี้ให้ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามการกินเอ็นไซม์ในปริมาณสูงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเสมอ
เอ็นไซม์จากพืชทำงานได้ดีกว่าเอนไซม์จากสัตว์ในสภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจริงหรือไม่?
มีรายงานการวิจัยที่สนับสนุนทฤษฎีที่ว่าเอ็นไซม์จากพืชมีความสามารถในการทำงานในสภาวะเป็นกรดของกระเพาะอาหารได้ดีกว่าเอนไซม์จากสัตว์ Dr. Selle นักสรีระวิทยาจากมหาวิทยาลัย Texas ทดลองให้อาหารธัญพืชที่เสริมเอ็นไซม์ amylase ที่สกัดจากบาร์เลย์แก่ทดลองกับสุนัขโดยมัดท่อส่งน้ำย่อยจากตับอ่อนไว้เพื่อกันไม่ให้น้ำย่อยจากตับอ่อนมารบกวนการทดลอง และกระเพาะอาหารถูกทำให้ว่างโดยการงดอาหารชั่วเวลาหนึ่ง เวลาผ่านไปไม่นานพบว่าแป้งในกระเพาะอาหารของสุนัขบางตัวถูกย่อยไปแล้วถึง 65 เปอร์เซ็นต์ เอ็นไซม์ amylase จากบาร์เลย์ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำงานได้ดีในกระเพาะอาหารที่มี pH เป็นกรดต่ำกว่า 2.5 ยิ่งกว่านั้น Dr.Selle ยังพบอีกว่าเมื่อเวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่งหลังจากได้รับเอ็นไซม์ amylase แล้ว เอ็นไซม์ 71 เปอร์เซ็นต์จะถูกตรวจพบอยู่ในลำไส้เล็กและยังคงสามารถทำงานได้ และเมื่อนำอุจจาระมาวิเคราะห์พบว่าปริมาณเอ็นไซม์จากพืชในอุจจาระนั้นมีมากกว่าเอ็นไซม์ที่หลั่งออกมาจากตับอ่อน
แต่เอ็นไซม์ที่หลั่งจากตับอ่อนจะทำงานได้เฉพาะสภาพที่มีความเป็นด่างในลำไส้เล็กส่วนต้นเท่านั้น และโดยปกติแล้วเอ็นไซม์จากสัตว์จะถูกสกัดจากตับอ่อนแล้วจึงนำมาทำให้บริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งการเสริมเอ็นไซม์เหล่านี้จึงไม่สามารถทำงานได้ดีบริเวณกระเพาะอาหาร ดังนั้น จึงสรุปว่าการกินเอ็นไซม์เสริมที่สกัดจากพืชจะช่วยย่อยอาหารในกระเพาะอาหารได้ดีเช่นเดียวกับในลำไส้เล็ก ซึ่งจะเป็นการช่วยลดการทำงานของตับอ่อนในการหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร
นักวิ่งและคนที่ออกกำลังอยู่เสมอจะต้องการเอ็นไซม์แตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่ ?
ต่างกัน เนื่องจากคนเหล่านี้ต้องการเอ็นไซม์ที่มากขึ้นของนักวิ่งหรือคนออกกำลังกายนั้นมาจากการที่ต้องสูญเสียเอ็นไซม์จำนวนมากไปกับเหงื่อ นอกจากนั้นร่างกายจะใช้เอ็นไซม์ไปอย่างรวดเร็วขณะออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังที่ฝืนกำลังหรือหักโหมกว่าที่เคยทำให้เกิดตะคริวและเกิดการสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง
เอ็นไซม์สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้หรือไม่ ?
มีความเป็นไปได้สูง เพราะหากว่าไม่มีเอ็นไซม์ทำงานอยู่ในเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ ก็จะไม่มีการสร้างกล้ามเนื้อใด ๆ ขึ้น รวมไปถึงกล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอีกด้วย ดังนั้นเอ็นไซม์จึงเป็นสารกระตุ้นที่มีหน้าที่เปลี่ยนอาหารไปเป็นพลังงาน ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวได้และขนาดก็จะเพิ่มขึ้น
Dr. Dick ผู้เชี่ยวชาญเอ็นไซม์บำบัด
วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552
ลูกยอคืออะไร

ลูกยอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia Linชื่อวงศ์ Rubiaceae ชื่อท้องถิ่น มะตาเสือ, ยอบ้าน, แยใหญ่
ลูกยอที่มีในบ้านเรา เป็นจีนัส สปีชี่เดียวกับของตาฮีติ ที่มีขายทั่วโลก คือถือเป็นพันธ์เดียวกัน อาจแตกต่างกันบ้างเช่นทุเรียน หมอนทองกับก้านยาว ไม่สามารถบอกได้ว่าของใครจะดีกว่ากัน
ลูกยอ มีประโยชน์ ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มี วิตามิน ซี วิตามิน A และ ธาตุโปตัสเซียมสูง นอกจากนั้นจะมีลักษณะเหมือนพืชผักผลไม้จำนวนมากตรงที่มีสาร แอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งถือว่าชะลอการแก่ของเซลล์ และต้านมะเร็งได้
รักษาสารพัดโรคได้จริงหรือ
งานวิจัยลูกยอมีไม่มากนัก ที่มีการวิจัยมากที่สุดเป็นที่คณะแพทย์ในเกาะตาฮีติเอง แต่การวิจัยเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ เพราะถือว่าอาจมีอคติได้ เพราะเป็นการสนับสนุนธุรกิจของประเทศตน จะยอมรับต่อเมื่อมีการออกแบบที่ดี และได้รับการตีพิมพ์ทางวารสารการแพทย์ที่เชื่อถือได้ และมีคนทำการทดลองซ้ำและได้ผลเช่นนั้นจริงถ้าไปค้นในเวบไซด์จะมีรายงานเป็นรายบุคคลว่าทานแล้วสามารถลด ความดันโลหิตสูงได้ เพิ่มพลังงาน สดชื่น ลดการอักเสบ ช่วยรักษาหวัด ระงับปวด รักษามะเร็ง โรคเอดส์ ลดไขมันในเลือด รายงานเหล่านี้เป็นรายบุคคลประปราย จากแพทย์บางท่าน หรือนักโภชนาการ สิ่งเหล่านี้ไม่เป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ เพราะยังไม่มีการวิจัยทดลองที่แน่นอนแต่อย่างใด แต่มีการลงเวบไซด์เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะเป็นเวบไซด์ประกอบกับการขายผลิตภัณฑ์
งานวิจัยเท่าที่มี
รายงานที่ตีพิมพ์อย่างแท้จริง เมื่อค้นในห้องสมุดแพทย์ และจาก Medline search มีเพียงประมาณ 20 รายงานทั่วโลก มีสามรายงานที่มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้ในลูกยอมีสาร Polysaccharide ( noni PPt ) มีผลต่อเซลล์ของมะเร็งคือ ต้านมะเร็ง Lewis lung carcinoma ได้จริง และยืดอายุของหนูที่เป็นมะเร็งนี้ได้จริง แต่ยังไม่มีการวิจัยในคน ( Phyto ther Resp 1999 )อาจมีผลป้องกันมะเร็งได้ จากการที่มีสาร Anti oxidant โดยดูการลด DMBA-DNA adduct formation และด้วยกลไกอื่นๆอย่างไรก็ตามไม่มีรายงานในคนว่าผู้ที่ทานลูกยอ จะเป็นมะเร็งน้อยกว่าผู้ที่ไม่ทาน หรือรักษามะเร็งได้ ซึ่งต่างจากกระเทียมที่มีรายงานทางระบาดวิทยาว่าผู้ที่ทานกระเทียมจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้ใหญ่น้อยกว่าผู้ที่ไม่ทาน และสารสกักระเทียมยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หลายชนิดกว่า
ข้อควรระวัง
น้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูงมากประมาณ 56 meq/L พอๆกับน้ำส้ม และน้ำมะเขือเทศ และมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังทานน้ำลูกยอแล้วมีโปตัสเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย จึงไม่ควรทานในโรคไตในประเทศไทย มีรายงานผลการรักษาคนไข้ที่มีอาการและอาเจียน หลังจากฟื้นจากโรคมาลาเรีย โดยเทียบกับ metoclopamide และชาจีน พบว่าต้านการอาเจียนไม่ดีเท่า metoclopamide แต่ให้ผลดีกว่าในกลุ่มควบคุม แต่เป็นการตากแห้งชงน้ำไม่ใช่ทานน้ำคั้นสด
สรุป
โดยสรุป ลูกยอ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีวิตามินซี โปตัสเซียม วิตามิน เอ สูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยชะลอการแก่และต้านมะเร็ง โดยหลักการแล้วน่าจะป้องกันมะเร็งได้บ้าง เหมือนกับการทานผักผลไม้สดทั้งหลาย ตัวน้ำลูกยอมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งชนิด Lewis lung carcinoma แต่มะเร็งชนิดนี้พบได้น้อยมาก การทานน้ำลูกยอไม่มีอันตรายเว้นผู้ป่วยโรคไต และเป็นไปได้ว่าลูกยอไทย อาจจะไม่ต่างหรืออาจะดีกว่าหรือด้อยกว่าของต่างประเทศก็ได้ แต่เป็นพันธ์เดียวกัน
โดย นท.นพ. จักรพงศ์ ไพบูลย์ อายุรแพทย์โรคไต
วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2552
ถนอมดวงตา…กันบ้าง

โอ๊ย… ปวดตา!! อาการนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้ที่ทำงานอยู่หน้าจอ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ดวงตาต้องจ้องและรับแสงจ้าเป็นเวลาราว 6-8 ชั่วโมงต่อวัน วันนี้เรามีวิธีการดูแลรักษาสายตาแบบง่ายๆ มาฝากกัน
ปัจจุบัน อาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า ร้อยละ 50 มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า ปวดศีรษะ รวมทั้งอาการอื่นๆ
วิธีการดูแลรักษาสายตานั้นทำได้ไม่ยาก…
หากเรารู้สึกว่า &“ตาเริ่มแห้ง” ให้ กระพริบตาถี่ขึ้น เพราะอาการตาแห้ง เกิดจากการกระพริบตาน้อย เนื่องจากเราใช้สายตาในการเพ่งมองจอคอมพิวเตอร์นาน โดยปกติอัตราการกระพริบจะอยู่ที่ 20-22 ครั้งต่อนาที หากเราใช้สายตานาน อัตราการกระพริบจะเหลือเพียง 6-8 ครั้งต่อนาที หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อสร้างความชุ่มชื่น
“จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม” จัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป
“ปรับความสว่างของห้อง” ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้ม่านเพื่อปรับแสงให้ผ่านเพียงบางส่วน ไม่ให้เข้าตาโดยตรง เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น
“เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์” ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ ลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป
“พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง” เปลี่ยนอิริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็น เวลานาน หรืออาจจะบริหารดวงตาด้วยวิธีง่ายๆตามหลักของ “เบตส์” นายแพทย์ชาวอังกฤษ ที่คิดค้นท่าบริหารจนมีชื่อเสียงไปทั่วยุโรปและอเมริกา…
เริ่มแรกใช้อุ้งมือครอบที่ดวงตาแล้วนึกถึงภาพวันสบายๆ หรือการพักผ่อนสุดสัปดาห์ จากนั้นจินตนาการว่าเรากำลังมองสิ่งของสีสดใส เช่น ดอกไม้สีแดง เหลือง การจินตนาการภาพจนเห็นวัตถุที่ชัดเจน จะช่วยให้สายตาดีขึ้น
ต่อไปให้กวาดสายตาไปมาแบบไม่ต้องจ้อง เพื่อผ่อนคลาย และฝึกโฟกัสภาพ ทั้งใกล้และไกลสลับไปมา เมื่อตื่นนอน ชโลมดวงตาด้วยความเย็น เพื่อให้กล้ามเนื้อตากระชับ ส่วนก่อนนอน ให้ชโลมด้วยน้ำอุ่นเพื่อความผ่อนคลาย
สุดท้ายให้ยืนแกว่งตัวไปมาแบบฟรีสไตล์ โดยยืนแยกเท้าให้กว้าง แล้วมองไปตามการแกว่งของลำตัว จะทำให้ดวงตาได้ปรับสภาพตามการเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ การรับประทานอาหารก็มีส่วนช่วยบำรุงสายตาให้ดีขึ้น อาหาร ที่ดีต่อดวงตา ได้แก่ ผัก ผลไม้สด ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักใบเขียว แครอท และผัก ผลไม้ที่มีสารลูทีนและซีแซนทีน ในผักสีเหลืองและเขียวเข้ม เช่น ฟักทอง ผักโขม ผักกวางตุ้ง ทั้งยังควรรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 ควบคู่ไปด้วย
ดวง ตาเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก การได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ถือเป็นความโชคดีของชีวิต หากสายตามีปัญหา ก็จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันมีปัญหาตามไปด้วย ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับดวงตาเป็นพิเศษ เพื่อที่เราจะมองเห็นทุกอย่างได้เป็นปกติ
ที่มา : เดลินิวส์
พบโรคเหงือก อาจพาให้เป็นมะเร็ง

นักวิจัยพบโรคเหงือกอาจเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเม็ดเลือด
รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet Oncology ได้ศึกษาประวัติด้านสุขภาพของผู้ชาย 50,000 คน ทั้งที่สูบและไม่สูบบุหรี่ พบว่า ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงเป็นต้นเหตุของทั้งโรคเหงือกและโรคมะเร็ง สมาคมทันตแพทย์อังกฤษเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องตรวจสุขภาพช่องปากเป็น ประจำ โรคเหงือกอาจเกิดได้เพราะการติดเชื้อแบคทีเรีย และพบได้มากในกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้บ่งชี้ว่า แม้แต่คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ การเป็นโรคเหงือกจะเพิ่มโอกาสของการเป็นมะเร็งได้
ทีมนัก วิจัยของอิมพีเรียลคอลเลจ ได้วิเคราะห์แบบสอบถาม และข้อมูลด้านสุขภาพของชาวอเมริกันนับแต่ปี 2529 เป็นต้นมา พบว่า คนที่มีประวัติเคยเป็นโรคเหงือกมีโอกาสเพิ่มขึ้น 14% ที่จะเป็นมะเร็งเมื่อเทียบกับคนที่ไม่เคยเป็นโรคเหงือก คนที่เป็นโรคเหงือกยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 ที่จะเป็นมะเร็งปอด เพิ่มขึ้นเกือบ 50% ที่จะเป็นมะเร็งตับ และเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันที่จะเป็นมะเร็งตับอ่อน รวมทั้งมีโอกาสเพิ่มขึ้น 30% ที่จะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
มีทฤษฎีหลายอย่างที่พยายามอธิบายว่า ทำไมโรคเหงือกจึงอาจมีความเชื่อมโยงกับความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ คนที่เป็นโรคเหงือกมีสารเคมีบางอย่างที่การอักเสบอาจเกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ บางทฤษฎีก็ว่า แบคทีเรียที่ทำให้เป็นโรคเหงือกอาจก่อปัญหาในที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ดร.โดมินิก มิโชด์ นักวิจัย บอกว่า โอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นอาจเกี่ยวโยงกับระบบภูมิคุ้มกัน การเป็นโรคเหงือกเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณว่าระบบภูมิคุ้มกันมีความอ่อนแอ ซึ่งจะทำให้มะเร็งเกิดขึ้นได้
อย่างไร ก็ดี นักวิจัยบอกว่าอาจมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่าการเป็นโรคเหงือกนานๆ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งทำให้มะเร็งเติบโต หรือ แบคทีเรียจากเหงือกอาจเป็นสาเหตุ โดยตรงของมะเร็งในเนื้อเยื่อของปากหรือลำคอเมื่อถูกกลืนเข้าไป แต่นักวิจัยไม่ได้แนะนำให้คนเป็นโรคเหงือกรีบไปตรวจหามะเร็งทันที สิ่งที่ควรทำคือ ไปหาหมอฟัน
โฆษกของ สมาคมทันตแพทย์อังกฤษบอกว่า หมอฟันถูกฝึกสอนให้ตรวจพบมะเร็งในช่อง ปาก และมีความตระหนักมากขึ้นว่าโรคเหงือกส่งผลต่อสุขภาพในเรื่องอื่นๆ ด้วย หมอฟันจึงพร้อมจะส่งต่อคนไข้ที่มีอาการโรคเหงือกขั้นรุนแรงแม้คนไข้รายนั้น ดูมีสุขภาพดีก็ตาม “โรคเหงือกรักษาได้และป้องกันได้ เราควรไปพบหมอฟันอย่างสม่ำเสมอ”
ที่มา : ไทยโพสต์
ล้างพิษใน 1 วัน ที่คุณทำเองได้

คงจะรู้กันมา บ้างแล้วว่าการล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย
หัวใจ สำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มี เนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป
วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
อุปกรณ์
1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
2. มะนาว 4 ลูก
3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
วิธีทำ
1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้
กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง
วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552
ระวังสบู่เหลว
ฮือฮาน่าตกใจ สบู่เหลวที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ เป็นแค่สารซักฟอกที่ใช้ในการผลิตน้ำยาล้างจาน ทำความสะอาดพื้น แถมถ้าใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีนจะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด!!!วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติได้ตีพิมพ์บทความบทหนึ่ง เผยถึง เรื่องใกล้ตัวที่คนทั่วไปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีใจความระบุว่า เดี๋ยวนี้สบู่เหลวที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่สบู่ แต่เป็นสารเคมีล้วนๆ สบู่เหลวที่ดีจริงๆ จะ ต้องมีส่วนผสมของเนื้อสบู่อย่างน้อย 25% แล้วที่เหลือเป็นน้ำ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่มีสบู่เหลวแบบนี้วางขายอยู่เลย เพราะผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดที่วางขายอยู่นั้น เป็นแค่สารซักฟอกหรือดีเทอเจน ผสมกับสารเคมีสังเคราะห์อื่น แล้วทำให้อยู่ในรูปของเหลว
ซึ่งสารซักฟอก หรือดีเทอเจน ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สบู่เหลวคงจะไม่เกิดขึ้นฉับ พลันทันที แต่จะสะสมเป็นปัญหาในระยะยาวได้ เพราะสารเคมีเหล่านี้จะแทรกซึมลงไปในผิวหนัง อวัยวะภายใน และกระแสเลือดได้ทุกครั้งที่เราอาบน้ำ SLS หรือโซเดียมลอริลซัลเฟต เป็นตัวอย่างหนึ่งของสารเคมีหลักที่มักใช้ในสบู่ (คุณลองไปพลิกพวกผลิตภัณฑ์ซักล้างทุกอย่างดู จะเห็นส่วนผสมนี้จริงๆ บางทีใช้ชื่อว่าลอริล) และเป็นสารเคมีอันตราย"
ทั้งนี้ หลายประเทศในยุโรปและอเมริกามีกฎหมายห้ามใช้แล้ว และบางประเทศก็จำกัดให้มีการใช้น้อยลง แต่ในบ้านเรากลับใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งๆ ที่เป็นสารเคมีที่ดูดซึมผ่านผิวหนังได้อย่างง่ายและรวดเร็ว สามารถสะสมอยู่ในดวงตา สมอง หัวใจ ตับ และก่อปัญหาในระยะยาว หากยิ่งมีการใช้ร่วมกับสารประกอบตระกูลอามีน ก็จะกลายเป็นสารก่อมะเร็งในที่สุด
เพราะฉะนั้นเราอาจต้องถามตัวเองดูใหม่ว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใช้สบู่เหลว (ซึ่งจริงๆ แล้วคือสารเคมีล้วนๆ)
แต่ถ้ายังคงต้องการที่จะใช้ การใช้สบู่เหลวสำหรับเด็กก็จะดีกว่า (ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย เพียงแต่มีสารเคมีเจือจางกว่าเท่านั้น) แต่ถ้าจะให้ดีกลับไปใช้สบู่ก้อนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
สูตรผอมทันใจ 7 วัน
- กินไข่ต้ม 1 ฟอง เป็นอาหารเช้า 4 วันติดกัน อีก 3 วันที่เหลือกิน กล้วย 1 ผล
- มื้อกลางวันกินส้มตำกับตับปิ้ง 1-2 ไม้ บางวันอาจเปลี่ยนเป็นส้มตำกับซุบหน่อไม้แทนได้ค่ะ ถ้าไม่ชอบท้องถิ่นมากก็เปลี่ยนมาทานสลัดผักสดกับทูน่าแทน กินอย่างนี้ 4 วันค่ะ อีก 3 วันที่เเหลือให้กินก๋วยเตี่ยวไก่
- มื้อเย็นกินผักนึ่งกับน้ำพริก ไม่กินข้าวนะคะ บางวันอาจมีปลานึ่งตัวเล็กๆ 1 ตัว กินอย่านี้ตลอด 7 วันถ้าไม่ชอบน้ำพริกให้กินแกงจืดผักเยอะและใส่เห็ดฟางค่ะ
สูตรลดหน้าท้องค่ะ
** เครื่องปรุง**
1. โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย 2. นมสด 1 กล่อง 3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ 4. มะนาว 1 ลูก
** วิธีทำ**
นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ ควรตั้งทิ้งไว้ก่อนดื่ม 15 - 30 นาทีเพื่อให้จุลินทรีย์ขยาย
** วิธีการดื่ม**
ต้อง ดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
** สรรพคุณ**
ไม่ ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุก วัน
** โทษของไขมัน**
ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย