วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552

มะรุม พืชมหัศจรรย์






มะรุม เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในหลายด้าน เช่น ราก จะมีรสเผ็ด หวาน ขม แก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ เปลือก จะมีรสร้อน ช่วยขับลม ใบ ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟัน แก้อักเสบ ดอก ช่วยบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ ขับน้ำตา ฝัก รสหวาน แก้ไข้หรือลดไข้ เป็นต้น

ส่วนที่ใช้ : เปลือกต้น ราก ฝัก ใบ เนื้อในเมล็ด
สรรพคุณ :

ฝัก - ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ไข้หัวลม เปลือกต้น - มีรสร้อน รับประทานเป็นยาขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ คุมธาตุอ่อนๆ (ตัดต้นลมดีมาก)

ราก - มีรสเผ็ด หวานขม แก้บวม บำรุงไฟธาตุ มีคุณเสมอกับกุ่มบก
- แก้พิษ ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ
แพทย์ตามชนบท ใช้เปลือกมะรุมสดๆ ตำบุบพอแตกๆ อมไว้ข้างแก้ม แล้วรับประทานสุราจะไม่รู้สึกเมาเลย

จากประสบการณ์ เนื้อในเมล็ดมะรุม ใช้แก้ไอได้ดี ใบสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ มีแคลเซียม วิตามินซี แร่ธาตุและสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก การรับประทานเนื้อในเมล็ด และใบสดเป็นประจำสามารถเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกายได้

ข้อควรระวัง ในคนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน

"มะรุม" มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Moringa oleifera Lam. วงศ์ Moringaceae เป็นพืชกำเนิดแถบใต้เชิงเขาหิมาลัย เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ถูกปลูกไว้ในบริเวณบ้านไทยมาแต่โบราณ กินได้หลายส่วน ทั้งยอด ดอก และฝักเขียว แต่ใครๆ ก็นิยมกินฝักมากกว่าส่วนอื่นๆ ต้นมะรุมพบได้ทุกภาคในประเทศไทย ทางอีสานเรียก “ผักอีฮุม หรือผักอีฮึม” ภาคเหนือเรียก “มะค้อมก้อน” ชาวกะเหรี่ยงแถบกาญจนบุรีเรียก “กาแน้งเดิง” ส่วนชานฉานแถบแม่ฮ่องสอนเรียก “ผักเนื้อไก่” เป็นต้น

ผู้เฒ่าผู้แก่นิยมกินมะรุมในช่วงต้นหนาวเพราะเป็นฤดูกาลของฝักมะรุม หาได้ง่าย รสชาติอร่อยเพราะสดเต็มที่ มีขายตามตลาดในช่วงฤดูกาล คนที่ปลูกมะรุมไว้ในบ้านเท่านั้นจึงจะมีโอกาสลิ้มรสยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอกและฝักอ่อน ช่อดอกนำไปดองเก็บไว้กินกับน้ำพริก ยอดมะรุม ใบอ่อน ช่อดอก และฝักอ่อนนำมาลวกหรือต้ทให้สุก จิ้มกับน้ำพริกปลาร้า น้ำพริกแจ่วบอง กินแนมกับลาบ ก้อย แจ่วได้ทุกอย่าง หรือจะใช้ยอดอ่อน ช่อดอกทำแกงส้มหรือแกงอ่อมก็ได้

ส่วนอื่นๆ ของโลกจะใช้ใบมะรุมประกอบอาหารเช่นเดียวกับการใช้ผักขมฝรั่ง หรือปรุงเป็นซอสข้นราดข้าวหรืออาหารแป้งอื่นๆ นอกจากนี้ ใช้ใบตากแห้งป่นเก็บไว้ได้นานโรยอาหาร เช่นเดียวกับที่ภูมิปัญญาอีสานจังหวัดสกลนครใช้ใบมะรุมแห้งปรุงเข้าเครื่อง “ผงนัว” กับสมุนไพรอื่นไว้แต่งรสอาหารมาแต่โบราณ ส่วนฝักอ่อนปรุงอาหารเหมือนถั่วแขก

คุณค่าทางอาหารของมะรุม
มะรุมเป็นพืชมหัศจรรย์ มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุด กล่าวถึงในคัมภีร์ใบเบิ้ลว่าเป็นพืชที่รักษาทุกโรค
ใบ มะรุมมีโปรตีนสูงกว่านมสด 2 เท่า การกินใบมะรุมตามชนบทของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศโลกที่ 3 เป็นการเพิ่มโปรตีนคุณภาพสูงราคาถูกให้กับอาหารพื้นบ้าน
นอกจากนี้ มะรุมมีธาตุอาหารปริมาณสูงเป็นพิเศษที่ช่วยป้องกันโรค นั่นคือ

วิตามินเอ บำรุงสายตามีมากกว่าแครอต 3 เท่า
วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด 7 เท่าของส้ม
แคลเซียม บำรุงกระดูกเกิน 3 เท่าของนมสด
โพแทสเซียม บำรุงสมองและระบบประสาท 3 เท่าของกล้วย
ใยอาหารและพลังงาน ไม่สูงมากเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักอีกด้วย
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะรุม มีองค์ประกอบคล้ายน้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

จากอาหารมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นผลิตชาใบมะรุมออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ แก้ไขปัญหาโรคปากนกกระจอก หอบหืด อาการปวดหูและปวดศรีษะ ช่วยบำรุงสายตา ระบบทางเดินอาหาร และช่วยระบายกาก
ประเทศอินเดีย หญิงตั้งครรภ์จะกินใบมะรุมเพื่อเสริมธาตุเหล็ก แต่ที่ประเทศที่ฟิลิปปินส์และบอสวานาหญิงที่เลี้ยงลูกด้วยนมจะกินแกงจืดใบ มะรุม (ภาษาฟิลิปปินส์ เรียก “มาลังเก”) เพื่อประสะน้ำนมและเพิ่มแคลเซียมให้กับน้ำนมแม่เหมือนกับคนไทย

ประโยชน์ของมะรุม
1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอดได้เป็นอย่างดี
2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง
4. ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ถ้ารับประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน
หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม
8.รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูก โรคพยาธิในลำไส้
10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ
11.เป็นยาปฏิชีวนะ

น้ำมันมะรุม
สรรพคุณ
..ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ รักษาโรคหูน้ำหนวก ใช้ทาผิวหนังรักษาโรคผิวหนังจากเชื้อราและเชื้อไวรัส รักษาโรคเริม งูสวัด รักษาและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น ใช้ทารักษาแผลสด หูด ตาปลา ใช้ถูนวดบรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น

ชะลอความแก่
กล่าว กันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้ คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutin และ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก (lutein และ caffeoylquinic acids) ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก่ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การกินสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย

ฆ่าจุลินทรีย์
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนเลตค้นพบในปี พ.ศ. 2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู
ปัจจุบันหลังจากค้นพบแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว

การป้องกันมะเร็ง
สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์ มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้
การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจาก การกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง โดยกลุ่มที่กินมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม


ฤทธิ์ลดไขมันและคอเลสเทอรอล
จากการทดลอง 120 วัน ให้กระต่ายกินฝักมะรุม วันละ 200 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันเทียบกับยาโลวาสแตทิน 6 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัวต่อวันและให้อาหารไขมันมาก

ใบมะรุม 100 กรัม (คุณค่าทางโภชนาการของอาหารอินเดีย พ.ศ. 2537)
พลังงาน 26 แคลอรี
โปรตีน 6.7 กรัม (2 เท่าของนม)
ไขมัน 0.1 กรัม
ใยอาหาร 4.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม
วิตามินเอ 6,780 ไมโครกรัม (3 เท่าของแครอต)
วิตามินซี 220 มิลลิกรัม (7 เท่าของส้ม)
แคโรทีน 110 ไมโครกรัม
แคลเซียม 440 มิลลิกรัม (เกิน 3 เท่าของนม)
ฟอสฟอรัส 110 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.18 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 28 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 259 มิลลิกรัม (3 เท่าของกล้วย)

ทั้งนี้ กลุ่มที่กินมะรุมและยามีคอเลสเทอรอลฟอสโฟไลพิด ไตรกลีเซอไรด์ VLDL LDL ปริมาณคอเลสเทอรอลต่อฟอสโฟไลพิด และ atherogenic index ต่ำลง ทั้ง 2 กลุ่มมีการสะสมไขมันในตับ หัวใจ และหลอดเลือดแดงใหญ่ (เอออร์ตา) โดย
กลุ่มควบคุมปัจจัยด้านการสะสมไขมันในอวัยวะเหล่านี้ไม่มีค่าลดลงแต่อย่างใด กลุ่มที่กินมะรุมพบการขับคอเลสเทอรอลในอุจจาระเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการกินมะรุมมีผลลดไขมันในร่างกาย
ที่ประเทศอินเดียมีการใช้ใบมะรุมลดไขมันในคนที่มีโรคอ้วนมาแต่เดิม การศึกษาการกินสารสกัดใบมะรุมในหนูที่กินอาหารไขมันสูงมีปริมาณคอเลสเทอร อลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้กลุ่มทดลองมีปริมาณไขมันในตับและไตลดลง
สรุปว่าการให้ใบมะรุมเพื่อลดปริมาณไขมันทางการแพทย์อินเดียสามารถวัดผลได้ในเชิงวิทยาศาสตร์จริง

ฤทธิ์ป้องกันตับ
งานวิจัยการให้สารสกัดแอลกอฮอล์ของใบมะรุมกรณีทำให้ตับหนูทดลอง เกิดความเสียหายโดยไรแฟมไพซิน พบว่าสารสกัดใบมะรุมมีฤทธิ์ป้องกันตับ โดยมีผลกับระดับเอนไซม์แอสาเทตอะมิโนทรานสเฟอเรส อะลานีน
ทรานมิโนทรานสเฟอเรส อัลคาไลน์ฟอสฟาเทส และบิลิรูบินในเลือด และมีผลกับปริมาณไลพิดและไลพิดเพอร์ออกซิเดสในตับ โดยดูผลยืนยันจากการตรวจชิ้นเนื้อตับ สารสกัดใบมะรุมและซิลิมาริน (silymarin กลุ่มควบคุมบวก) มีผลช่วยการพักฟื้นของการถูกทำลายของตับจากยาเหล่านี้


เอกสารอ้างอิง:

Nature’s Medicine Cabinet by Sanford Holst
The Miracle Tree by Lowell Fuglie
LA times March 27th 2000 article wrote by Mark Fritz. http://www.pubmed.gov/. (Search for Moringa) (Antiviral Research Volume 60, Issue 3, Nov. 2003, Pages 175-180: Depts. of Microbiology, Pharmaceutical Botany, Pharmacology, Faculty of Pharmaceutical Science, Chulalongkorn University, Bangkok.

นิตยสารหมอชาวบ้านปีที่ 29 ฉบับที่ 338 มิถุนายน 2550

ลูกสำรอง (พุงทะลาย)

สำรอง (พุงทะลาย)


" น้ำสำรอง" เครื่องดื่มสมุนไพรที่ชูสรรพคุณเรื่องของการกำจัดไขมันออกจากร่างกาย แบบวิธีธรรมชาติ หลายคนกำลังให้ความสนใจของ “ลูกสำรอง” “ลูกจอง” ภาคอีสานเรียก “หมากจอง” ทางใต้เรียก “พุงทะลาย” เป็นไม้ที่พบได้ในป่าดงดิบที่ จ.จันทบุรี ตราด

ชาวจีนรู้จักในสรรพคุณแก้ ร้อนใน ท้องเดิน ลดอาการปวด บำรุงไต ล้างไขมันในลำไส้ เคลือบไขมันในลำไส้ ลดความอ้วน ช่วยดูดซับไขมันเอาไว้ แล้วอุ้มไปทิ้งพร้อมการขับถ่าย ดังนั้นคนภาคใต้จึงเรียกว่าพุงทะลายกินเป็นประจำจะช่วยลดพุงได้

การกินก่อนนอนจะช่วยให้ขับ ถ่ายดีในตอนเช้า เนื้อที่พองน้ำแล้ว สามารถนำมาฟอกสีเพื่อนำไปทำรังนกเทียมได้

หมากจอง มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Scaphium macropodum Beaum Sterculiacea เป็นไม้ยืนต้นสูงประมาณ 4-5 เมตร มีเมล็ดรูปรี สีน้ำตาล
เปลือกหุ้มเมล็ดชั้นนอกมีสารเมือกจำนวนมาก ซึ่งจะพองตัวในน้ำ ลักษณะคล้ายวุ้น และส่วนนี้นำมาทำอาหาร และเป็นเครื่องดื่มสุขภาพได้ โดยทำน้ำเชื่อมจากน้ำตาลกรวดนำเนื้อสำ รองที่เป็นวุ้นผสมลงไป น้ำตาลกรวดทำให้รสชาติไม่หวานแหลม ดื่มแล้วชื่นใจ

แนวโน้มของไม้พันธุ์ นี้อาจสูญพันธุ์ เพราะคุณสมบัติส่วนตัวของไม้ต้นนี้เอง ประกอบกับประชาชนมักเก็บผลโดยการโค่นต้นลงมามากกว่ารอการเก็บผลร่วงหล่น

เนื่องจากคุณสมบัติของสำรองช่วยลดน้ำหนัก ทำให้ถูกใจสาว ๆ เจ้าเนื้อ ทำให้หมากจองขายดิบขายดี เมื่อนำแปรรูปเป็นอาหารต่าง ๆ เช่น ซุปหมากจอง ลอยแก้ว หรือเครื่องดื่มสุขภาพ เป็นต้น.

ลูกสำรอง เป็นพืชสมุนไพรขึ้นอยู่ในป่า ซึ่งคนโบราณจะเข้าป่า เพื่อเก็บลูกสำรองนำมาแช่น้ำกิน เพื่อแก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และจะกินเพื่อประทังหิวจากคุณประโยชน์ดังกล่าว อีกทั้งปัจจุบันกลุ่มผู้บริโภคจะนิยมน้ำพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ
ข้อมูลสรรพคุณจาก หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ณ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีดังนี้

ลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์ของต้นสำรอง เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 4 – 5 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนานหรือรูปไข่แกมใบหอก กว้าง 10 –12 ซม. ยาว 15 – 25 ซม. ดอกช่อออกที่ปลายกิ่ง แยกเพศ กลีบดอกสีเขียวอ่อน มีขนสีแดงที่กลีบเลี้ยง ผลเป็นผลแห้ง แผ่เป็นแผ่นขนาดใหญ่ แตกขณะยังอ่อนทำให้มีลักษณะเหมือนเรือ เมล็ดรูปรี สีน้ำตาล เปลือกหุ้มเม็ดชั้นนอกมีสารเมือกจำนวนมาก ซึ่งจะพองตัวในน้ำ มีลักษณะคล้ายวุ้น สรรพคุณพื้นบ้าน ผล (เนื้อหุ้มเมล็ด) แก้ร้อนในกระหายน้ำ เมล็ด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้โรคตาแดงอักเสบ ไม่ระบุส่วนใช้ แก้ร้อนใน ทำให้ใจคอชุ่มชื้น แก้กระหายน้ำ ส่วนสารออกฤทธิ์ ไม่มีข้อมูล

ตาม สรรพคุณพื้นบ้าน ส่วนผล (เนื้อหุ้มเมล็ด) ใช้แก้ร้อนใน ทำให้ใจคอชุ่มชื้น แก้กระหายน้ำ อาจจะช่วยเรื่องจับไขมัน ทำให้ลดการดูดซึมของไขมัน

น้ำสำรอง...ทำมาจาก....“ลูกสำรอง”....ภูมิปัญญาไทยแต่โบราณ.....

เนื้อสำรอง....ช่วยดูดซับไขมันเอาไว้ แล้วอุ้มไปทิ้งพร้อมการขับถ่าย
การกินตอนเช้าจะช่วยลดหน้าท้องได้ดี...จึงเรียกชื่ออีกอย่างว่า... “พุงทะลาย”
.......หุ่นดีได้ไม่ต้องอด....ไม่ขาดสารอาหาร......

เนื้อสำรอง มีกากใยสูง...ช่วยบำรุงลำไส้ใหญ่ให้บริหาร...
การกินก่อนนอน จะช่วยให้ขับถ่ายในตอนเช้า...
กากใยที่กินเข้าไป ยังไปช่วยชะล้างไขมันที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่...
ทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาด...ลดสารพิษตกค้าง
ส่งผลให้สุขภาพดี....เลือดลมสะอาด.....ผิวพรรณสดใส.....
.....สวยได้ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด.....

"สำรอง" ใช้เป็นสมุนไพร
ที่เข้าตำรับยาไทย สำหรับผลเมื่อนำมาแช่น้ำจะพองขึ้น สามารถนำมารับประทานได้โดยเพิ่มน้ำตาล
ถ้าต้องการมีรสชาติมากขึ้นใส่น้ำแข็งหรือนำเข้าตู้เย็น สรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้
รู้สึกชุ่มชื่น

วิธีทำน้ำสำรอง :

1. นำลูกสำรองไปล้างน้ำเอาเศษผงที่ติดมากับเปลือกออกให้มากที่สุด
2. นำลูกสำรองไปแช่น้ำไว้ประมาณ 4- 5 ชั่วโมง โดยพยายามกดให้ลูกสำรองจมไว้
(เพื่อที่ลูกสำรองจะได้พองออกมากที่สุด)
3. เมื่อลูกสำรองพองออกได้ที่แล้วจะเห็นเป็นวุ้นๆ ลอยอยู่ ให้เราเลือกเอาเมล็ดออก
โดยน้ำวุ้นที่ได้ยังมีเปลือกปนอยู่ด้วย
4. นำวุ้นที่ได้ใส่ตะแกรงตาถี่ ๆ แล้วเปิดน้ำไล่น้ำเก่าออกจนหมดกลิ่น
(เปิดน้ำไล่จนน้ำสีดำเป็นน้ำใส)
5. ตักวุ้นใส่ผ้ากรอง รวบผ้าแล้วบีบรูดเอากากออก เอาเฉพาะเนื้อวุ้นไว้
(ตักวุ้นใส่ผ้ากรองที่ละน้อยพอที่จะรูดออกได้)
6. นำวุ้นที่ได้เติมน้ำแล้วนำไปต้ม คอยคนไม่ให้ติดก้นหม้อ ใส่น้ำตาลทราย หรือน้ำตาลกรวด หรือน้ำหญ้าหวาน ตามต้องการ

หมายเหตุ:
- ควรทดลองทำทีละน้อย เพราะลูกสำรองแช่น้ำแล้วจะพองออกมามาก
- น้ำสำรองที่ได้สามารถเก็บไว้ในช่องแข็งได้นาน
- กากใยที่ปนอยู่ในวุ้นบ้างมีประโยชน์

เวลาที่เหมาะแก่การทานลูกสำรอง

03.00 ถึง 05.00: จะช่วยบำรุงปอดให้แข็งแรง

05.00 ถึง 07.00: จะช่วยบำรุงลำไส้ใหญ่ให้บริหาร

07.00 ถึง 09.00: ช่วงเวลาอาหารเช้าจะช่วยรักษาและเคลือบกระเพาะอาหาร

09.00 ถึง 11.00: ช่วยดูดซับไขมันในลำไส้และกระเพาะอาหาร ช่วยลดไขมันหน้าท้องได้ดี

บ่ายถึงเย็น : จะบำรุงไตให้แข็งแรง

หลัง19.00 : ช่วงเวลาอาหารเย็น การกินคู่น้ำดอกคำฝอย จะช่วยลดไขมันในเลือด

ก่อนนอน : ช่วงเวลานี้จะช่วยให้ขับถ่ายได้ดีในตอนเช้า

ที่มา :หนังสือ กินเป็นลืมป่วย อ.สุทธิวัสส์ คำภา

กระชาย

ภาพ:Krachai_1.jpg


กระชาย เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าหรือลำต้นอยู่ใต้ดิน ซึ่งมีลักษณะเรียว ยาวอวบน้ำ ตรงกลางเหง้าจะพองคล้ายกระสวย ออกเกาะกลุ่มกันเป็นกระจุก มีสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลแกมส้ม เนื้อข้างในเป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอม ใบเป็นใบเดี่ยวออกสลับกัน สีค่อนข้างแดง ใบมีขนาดยาวรีรูปไข่ ปลายใบแหลมมีขนาดใหญ่สีเขียวอ่อน โคนใบเป็นกาบหุ้มซ้อนกัน ออกดอกเป็นช่อที่ยอด ดอกมีสีขาวหรือสีขาวปนชมพู ผลของกระชายเป็นผลแห้ง



ชื่อเรียก

ภาพ:Krachai_2.jpg


ชื่อวิทยาศาสตร์ :Boesenbergia pundurata (R0xb) Schitr

วงศ์ : Zinggberaceae

ชื่อท้องถิ่น : กะแอน ระแอน (ภาคเหนือ) ขิงทราย (มหาสารคาม) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

ภาพ:Krachai_3.jpg


กระชายเป็นไม้ล้มลุก สูงราว 1-2 ศอก มีลำต้นใต้ดินเรียกเหง้า มีรากทรงกระบอกปลายแหลมจำนวนมากรวมติดอยู่ที่เหง้าเป็นกระจุก เนื้อในรากละเอียด สีเหลือง มีกลิ่นเฉพาะกาบใบสีแดงเรื่อ ใบใหญ่ยาวรีปลายแหลม ดอกเป็นช่อ สีขาวชมพู ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า กระชายชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบดินแฉะ ต้องการแค่ปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติ ฤดูที่เหมาะกับการปลูกคือปลายฤดูแล้ง

กระชายเป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกตามบ้านเรือนทั่วไป ส่วนที่ใช้เป็นอาหารและยาในประเทศไทยคือเหง้าใต้ดินและราก

ในประเทศจีนมีรายงานการใช้กระชายเป็นยา

ในประเทศเวียดนามใช้กระชายในการปรุงอาหาร

ในประเทศไทยมีพืชที่เรียกว่ากระชายอยู่ 3 ชนิด คือกระชาย (เหลือง) กระชายแดง และกระชายดำ

กระชายเหลืองและกระชายแดง เป็นพืชจำพวก (genus และ species) เดียวกัน แต่เป็นพืชต่างชนิดกันและมีฤทธิ์ทางยาต่างกันเล็กน้อย โดยกระชายแดงจะมีกาบใบสีแดงเข้มกว่ากระชายเหลือง

ส่วนกระชายดำ เป็นพืชวงศ์ขิงเช่นกันแต่อยู่ในตระกูลเปราะหอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Kaempferia parviflora Wall. Ex Bak.

สารสำคัญที่พบ

ภาพ:Krachai_4.jpg


รากและเหง้ากระชายมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วยสารไพนีน แคมฟีน เมอร์ซีน ไลโมนีน บอร์นีออลและการบูร เหง้าและรากของกระชายมีรสเผ็ดร้อนขม หมอยาพื้นบ้านในประเทศไทยใช้เหง้า และรากของกระชายแก้ปวดมวนในท้อง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ลมจุกเสียด แก้โรคกระเพาะ รักษาแผลในปาก แก้ตกขาว กลาก เกลื้อน ใช้เมื่อมีอาการปวดข้อเข่า ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง และใช้บำบัดโรคกามตายด้านอีกด้วย

สรรพคุณ

ภาพ:Krachai_8.jpg


กระชายมีรสเผ็ดร้อน สารสำคัญในรากและเหง้ากระชายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยเจริญอาหารและแก้โรคในช่องปาก

1. แก้บิด ท้องร่วง ท้องเสีย นำรากกระชายย่างไฟ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำปูนใสคั้นเอาแต่น้ำดื่ม

2. รักษาโรคริดสีดวงทวาร ต้มกระชายพร้อมมะขามเปียก เติมเกลือแกงเล็กน้อย รับประทานก่อนนอนทุกวัน

3. ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ ตำรากกระชาย 1 กำมือให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ ผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานก่อนอาหารเย็น


ภาพ:Krachai_6.jpg


4. ช่วยบำรุงหัวใจ กระตุ้นให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ นำกระชายแห้งบดให้เป็นผงละลายกับน้ำร้อน

5. นำรากกระชาย ตะไคร้ หอมแดง ข่า ใบสะเดาแก่ ตำผสมกัน ใช้ฉีดบริเวณที่มีแมลงรบกวน

6. บำบัดโรคกระเพาะ กินรากสดแง่งเท่านิ้วก้อยไม่ต้องปอกเปลือก วันละ 3 มื้อ ก่อนอาหาร 15 นาที สัก 3 วัน ถ้ากินได้ให้กินจนครบ 2 สัปดาห์ ถ้าเผ็ดร้อนเกินไปหลังวันที่ 3 ให้กินขมิ้นสดปอกเปลือกขนาดเท่ากับ 2 ข้อนิ้วก้อยจนครบ 2 สัปดาห์

7.บรรเทาอาการแผลในปาก ปั่นรากกระชายทั้งเปลือก 2 แง่งกับน้ำสะอาด 1 แก้วในโถปั่นน้ำ เติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟโบราณ กรองด้วยผ้าขาวบาง ใช้กลั้วปากวันละ 3 เวลาจนกว่าแผลจะหาย ถ้าเฝื่อนเกินไปให้เติมน้ำสุกได้อีก ส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งใช้เก็บในตู้เย็นได้ 1 วัน

8. แก้ฝ้าขาวในปาก บดรากกระชายที่ล้างสะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก ในโถปั่นพอหยาบ ใส่ขวดปิดฝาแช่ไว้ในตู้เย็น กินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนกาแฟเล็ก (เหมือนที่เขาใช้คนกาแฟโบราณ) วันละ 3 มื้อก่อนอาหาร 15 นาที สัก 7 วัน


ภาพ:Krachai_7.jpg


9. ฤทธิ์แก้กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า คันศีรษะจากเชื้อรา นำรากกระชายทั้งเปลือกมาล้างผึ่งให้แห้ง ฝานเป็นแว่น แล้วบดให้เป็นผงหยาบ เอาน้ำมันพืช (อาจใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้) มาอุ่นในหม้อใบเล็กๆ เติมผงกระชายใช้น้ำมัน 3 เท่าของปริมาณกระชาย หุง (คนไปคนมาอย่าให้ไหม้) ไฟอ่อนๆ ไปสักพักราว 15-20 นาที กรองกระชายออก เก็บน้ำมันไว้ในขวดแก้วสีชาใช้ทาแก้กลาก เกลื้อน

10. แก้คันศีรษะจากเชื้อรา ให้เอาน้ำมันดังกล่าวไปเข้าสูตรทำแชมพูสระผมสูตรน้ำมันจากที่ไหนก็ได้ โดยใช้แทนน้ำมันมะพร้าวในสูตร ประหยัดเงินและได้ภูมิใจกับภูมิปัญญาไทย หรือจะใช้น้ำมันกระชายโกรกผม ให้เพิ่มปริมาณน้ำมันพืชอีก 1 เท่าตัว โกรกด้วยน้ำมันกระชายสัก 5 นาที นวดให้เข้าหนังศีรษะ แล้วจึงสระผมล้างออก

11. ฤทธิ์เป็นยาอายุวัฒนะ ผงกระชายทั้งเปลือกบดตากแห้งปั้นลูกกลอนกับน้ำผึ้ง กินวันละ 3 ลูกก่อนเข้านอน ตำรับนี้เคยมีผู้รายงานว่าใช้ลดน้ำตาลในเลือดได้ หรือใช้กระชายตากแห้งบดผงบรรจุแคปซูล แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม กินวันละ 1 แคปซูลตอนเช้าก่อนอาหารเช้าในสัปดาห์แรก วันละ 2 แคปซูลตอนเช้าในสัปดาห์ที่ 2

วิธีใช้ในการประกอบอาหาร

ภาพ:Krachai_9.jpg


ส่วนที่ใช้ในการประกอบอาหารก็คือ เหง้าและราก รากกระชายเป็นส่วนผสมของเครื่องแกงขนมจีนน้ำยา และเป็นส่วนประกอบของอาหารอีกหลายชนิดเพื่อดับกลิ่นคาวเนื้อและปลา เช่น ผัดเผ็ดปลาดุก แกงเผ็ดเนื้อ แกงป่า หลนปลาร้า ฯลฯ

วิธีปลูก

ภาพ:Krachai_5.jpg


กระชายชอบอากาศร้อนชื้นและขึ้นได้ดีในดินปนทราย วิธีการปลูกคือใช้เหง้า ตัดรากทิ้งไปบ้างให้เหลือไว้ 2 ราก และปลูกให้ลึกประมาณ 15 ซม. กลบด้วยปุ๋ยคอกและคลุมด้วยฟางแห้ง รดน้ำให้ชุ่ม

ที่มา www.panyathai.or.th

อาหารผัดน้ำมัน และ สูตรล้างระบบดูดซึม





ในน้ำมันที่ประกอบอาหาร ถ้ามีส่วนประกอบของน้ำมันปาล์มอยู่ไม่ควรนำมาเข้าร่างกาย

เพราะ น้ำมันปาล์ม น่าจะสกัดไปใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างอื่น ดูจากกันกระทะและรอบๆ เตาแก๊ส หรือท่อน้ำทิ้งที่ล้างจานจะมีคราบเหนียวของน้ำมันเกาะอยู่ เราก็ล้างมันออกได้

แล้วถ้ากินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ น้ำมันที่เข้าไปโดนอุณหภูมิของร่างการที่ 37 องศา ตลอดเวลา น้ำมันจะเหนียวเป็นกาวยึดเกาะที่ผนังลำไส้ เป็นเวลานานเข้า ก็จะหนาตัวขึ้น ไปขวางระบบดูดซึม ระบบดูดซึมของร่างกายก็จะเสีย แล้วเราจะส่งอะไรเข้าไปล้างมันได้

ระบบดูดซึมเสีย เมื่อระบบดูดซึมเสีย ลำไส้จะดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปสร้างเม็ดเลือดไม่ได้ กินยา หรือวิตามินก็ไม่ดูดซึม เพราะผ่านชั้นไขมันที่ผนังลำไส้ไปไม่ได้ หรือผ่านไปได้น้อย

ต่างกับการให้น้ำเกลือโดยการฉีดเข้าเส้นเลือด โดยไม่ต้องผ่านระบบดูดซึม เมื่อระบบดูดซึมไม่ได้ พวกสารอาหาร และโปรตีน จะถูกส่งไปให้ไตขับทิ้ง ไตก็ต้องทำงานหนัก และอ่อนล้าเป็นธรรมดา

ผล ที่ตามมาคือความเจ็บป่วย การเกิดโรคต่างๆ ทุกคนที่เคยกินอาหารผัดน้ำมัน หรือของที่ทอดน้ำมันบ่อยๆ หรือทุกวัน ควรจะต้องล้างลำไส้เพื่อให้ระบบดูดซึมทำงานได้ดีขึ้น การไม่ล้างลำไส้ ก็เปรียบเสมือนการกินข้าว แล้วไม่ล้างจาน มื้อต่อไปก็ใช้จานใบเก่าใส่ข้าวกินใหม่



สูตรล้างระบบดูดซึม


1. มะละกอดิบต้มน้ำชงชา (ชามะละกอ)

วิธีทำ
ใช้ มะละกอดิบปอกเปลือก มาหั่นแบบชิ้นฟัก ใส่หม้อ เติมน้ำ ต้มให้เดือดแล้วยกลง เอาเฉพาะน้ำมาชงชา ใช้ชาจีน หรือชาเขียว หรือชาใบหม่อน ก็ได้ ควรแช่ชาไม่เกิน 5 นาที แล้วกรองชาออก


สูตรนี้จะช่วยล้างไขมันที่เกาะลำไส้ได้ดี ควรทำดื่มเป็นประจำทุกวัน เพราะเรากินอาหารผัดน้ำมันมาหลายปี

2. โยเกิต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว

วิธีทำ
นม สด 1 กล่อง เทใส่แก้ว เติมโยเกิตรสธรรมชาติ ครึ่งถ้วยของโยเกิต เติมน้ำผึ้ง และมะนาว ชิมรสชาติตามชอบใจ แล้วตั้งทิ้งไว้สักพักหนึ่ง เพื่อให้จุลินทรีย์ขยายตัวแล้วกินความหวานของน้ำผึ้งและช่วยย่อยไขมันของนม ก่อน แล้วจึ่งค่อยดื่ม จะช่วยล้างลำไส้เล็กได้ดี (ถ้าดื่มเวลา 13.00-15.00 น.) จะได้ผลดีมาก เพราะตรงเวลาของลำไส้เล็ก

3. รากหญ้าคา เก๋ากี๊ ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ตะไคร้หอม ต้มรวมกันกินแต่น้ำ เป็นสูตรล้างลำไส้ดีที่สุด

4. บอระเพ็ด ยาว 1 คืบ เติมน้ำ 2 แก้ว แล้วต้มดื่มกิน ก็ช่วยล้างลำไส้ได้


ข้อมูลจาก หนังสือกินเป็นลืมป่วย(บรรยายโดย อ.สุทธิวัสส์ คำภา)

ล้างสารพิษในร่างกาย

ร่างกายคนเรามีระบบกำจัดและขับพิษที่น่าอัศจรรย์และทำ งานกันอย่างเป็นระบบที่ลงตัว พิษต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทางอาหาร อากาศ หรือจากระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย จะถูกดูดซึมสู่กระแสเลือด และมีเม็ดเลือดแดงคอยนำพาเหล่าสารพิษนี้ไปกำจัดทิ้งที่ "หน่วยสกัดพิษของร่างกาย" ขณะเดียวกันเม็ดเลือดก็จะถูกทำความสะอาด และเติมสารอาหาร รวมถึงออกซิเจน เพื่อนำไปเลี้ยงยังร่างกายต่อไป หน่วยขจัดพิษที่ว่านี้ได้แก่

ตับ มีหน้าที่ดักจับและกำจัดสารพิษให้กับเม็ดเลือดแดง และทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุไข

ไต ทำหน้าที่กรองแร่ธาตุส่วนเกินในเลือดและขับออกทางปัสสาวะ

ปอด ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนให้กับเม็ดเลือดและนำเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการเผาผลาญในร่างกายขับออกมาทางลมหายใจ


ลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่ดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดกลับสู่ร่างกาย ขณะเดียวกันแบคทีเรียในลำไส้ก็จะคอยทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการหมักหมมของอาหาร และขับถ่ายออกมาทางอุจจาระ

ผิวหนังและรูขุมขน ที่คอยขับสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ


ต่อมน้ำเหลือง ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของน้ำเหลืองคือเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันของเรา ท่อน้ำเหลืองจะเชื่อมต่อกับเส้นเลือดแดงต่าง ๆและคอยดักจับพิษและเชื้อโรคกลับไปทำลายที่ต่อมน้ำเหลือง


คุณภาพ และระบบเลือดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อไรก็ตามที่พิษในร่างกายมากเกินไป หน่วยขจัดพิษของเราจะเริ่มทำงานโอเวอร์โลดและทำความสะอาดร่างกายบกพร่อง ส่งผลให้เลือดในร่างกายมีสารพิษเจือปนและเมื่อเลือดพิษเหล่านี้ถูกสูบฉีดไป หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย จึงพลอยได้รับพิษไปด้วย ดังนั้นการทำความสะอาดและเพิ่มคุณภาพ ของเลือด ระบบฟอกเลือด และระบบไหลเวียนโลหิตที่ดี จึงถือเป็นหลักของการล้างพิษในร่างกาย

ลอง สำรวจตัวเองสิว่า คุณมีอาการเช่นนี้หรือเปล่า ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็แสดงว่าหน่วยสกัดพิษเริ่มมีปัญหาเสียแล้ว และคุณควรลงมือขจัดพิษเหล่านั้นออกไปได้แล้วละ

ปวดข้อ และกล้ามเนื้อ เกิดจากภาวะกรดในร่างกายมากเกินไป ทั้งกรด "แลคติก"ที่เกิดจากการใช้พลังงานอย่างหนักและร่างกายไม่สามารถขับออกหรือ ปรับสมดุลกรดเบสได้ทัน หรือการกินอาหารที่มีกรดยูริก สูง เช่น หน่อไม้ ยอดอ่อนของพืชผักทุกชนิด และสัตว์ปีก ซึ่งทำให้ปวดข้อ

หายใจติดขัด เจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ ไข้หวัด และหอบหืด เหล่า นี้ กระทบต่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจ และคาร์บอนไดออกไซด์กับเลือด เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่ต้องการออกซิเจนจึงได้รับออกซิเจนน้อยลงไปด้วย


ท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องผูก บ่งบอกได้ว่าระบบย่อย ดูดซึมอาหาร และระบบขับถ่ายผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่ไม่เหมาะ ทำให้ของเสียในลำไส้ใหญ่หมักหมม แบคทีเรียชนิดเลวจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และร่างกายอาจดูดซึมเอาสารพิษเหล่านั้นกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้


ปวดหัวตุบ ๆ หัวหนักอึ้ง หรือสายตาพร่ามัว นี่คือสัญญาณเตือนว่ามีสารพิษในสมอง ซึ่งอาจเป็นสารเคมีบางชนิดที่ตกค้างในอาหารที่กินเข้าไป หรือเลือดเริ่มมีสารพิษตกค้าง รวมถึงความเครียดที่มากเกินไป


ล้างพิษ 8 กระบวนท่า

ก่อน ล้างพิษจำเป็นต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะการล้างพิษบางวิธีอาจมีผลข้างเคียงหรือทำให้คุณและอวัยวะที่ถูกล้างพิษ เหนื่อยล้าได้ในช่วงแรกๆ คุณจึงควรเตรียมตัวก่อนล้างพิษด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน ไม่อยู่ในช่วงเจ็บป่วย ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อให้ระบบในร่างกายเข้าที่ และควรล้างพิษในวันหยุดเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงเท่านี้คุณก็พร้อมจะ ล้างพิษแล้ว ทั้งนี้ไม่ควรล้างพิษในขณะตั้งครรภ์ ช่วงก่อนและหลังผ่าตัด และช่วงร่างกายอ่อนแอ ส่วนในกรณีผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังทั้งร่างกายและจิตใจ หรือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และมากกว่า 60 ปี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการล้างพิษ

อด - การอดอาหารถือเป็นการงดรับพิษให้กับร่างกาย เพื่อให้กระบวนการกำจัดพิษในร่างกายได้เคลียร์พิษเก่าเก็บไปทิ้งเสียก่อน วิธีนี้ทำได้อาทิตย์ละ 1 ครั้งและไม่ควรทำมากกว่านี้ เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่จำเป็นเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ในระหว่างการอดคุณต้องดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้เยอะๆ เพื่อชะล้างกรดในกระเพาะอาหารให้เจือจางป้องกันโรคกระเพาะ และถือเป็นการช่วยขับพิษบางส่วนออกทางไต และช่วยรักษาสมดุลในร่างกายอีกด้วย การอดในที่นี้ยังรวมไปถึงอดพิษที่หลายคนชอบเติมให้กับร่างกายด้วย เช่น อดบุหรี่ อดเหล้า และสิ่งเสพย์ติดทุกชนิด


ออกกำลังกาย - การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ สำคัญอย่างยิ่งกับการไหลเวียนโลหิตเพื่อถ่ายเทของเสียตามกระบวนการล้างพิษใน ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับพิษออกทางเหงื่อ จึงเป็นหนทางล้างพิษที่ง่าย เหมาะจะทำควบคู่กับการล้างพิษแบบอื่นๆ


หายใจให้เป็น - การหายใจลึกๆ ในที่อากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายนำออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ได้ดีขึ้น และหากฝึกหายใจควบคู่กับการฝึกจิตจะส่งผลดีในด้านการควบคุมอารมณ์และจิตใจ อีกด้วย
อาหารล้างพิษ - การเลือกประเภทอาหารและอนามัยในการปรุงอาหารจึงเป็นการเลี่ยงสารพิษได้เป็น อย่างดี คุณควรกินอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันให้น้อยและควรเลือกกินโปรตีนจากปลา เพราะเมื่อโปรตีนและไขมันผ่านกระบวนการย่อยจะได้กากที่มีลักษณะข้นเหนียว ซึ่งในระหว่างขับถ่ายกากเหนียวๆ นี้จะไปเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ และเมื่อสารพิษ หรือสิ่งสกปรกอื่นผ่านมา ก็จะพลอยติดเจ้ากากเหนียวตัวนี้ไปด้วย และพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยสูงจึงจำเป็นเพราะเส้นใยเหล่านี้จะช่วยกวาดเอาสิ่ง สกปรกที่ติดอยู่ออกมาเมื่อขับถ่าย

นวด - เป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ร่างกายจึงนำพาเอาพิษที่ตกค้างต่างๆ ไปกำจัดได้ดีขึ้น แพทย์แผนจีนเชื่อว่าการนวดร่างกายภายนอกจะสามารถส่งผลดีต่ออวัยวะภายในซึ่ง ทำหน้าที่ขับพิษได้ ซึ่งการนวดควรอาศัยผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ


ซาวน่า - การอบซาวน่าช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น รูขุมขนขยายตัวและขับเหงื่อซึ่งถือเป็นการขับพิษทางผิวหนัง ปัจจุบันมีการนำรังสีอินฟาเรดบริสุทธิ์มาใช้ในการอบซาวน่า รังสีอินฟาเรดบริสุทธิ์จะให้ความร้อนลึกลงไปถึงชั้นไขมัน ทำให้พิษที่ติดอยู่ลึกใต้ผิวหนังถูกขับออกมาได้ดีกว่าการอบซาวน่าแบบธรรมดา นอกจากนี้การซาวน่ายังส่งผลดีต่อการรักษาอาการปวดข้อ และกล้ามเนื้อกระตุกอีกด้วย ปัจจุบันมีให้บริการตามสถานบริการสปาชั้นนำทั่วไป


การสวนล้างลำไส้ - ใช้ในการล้างพิษให้กับลำไส้ใหญ่ และตับ ในส่วนของลำไส้ใหญ่จะใช้น้ำบริสุทธิ์ล้าง เรียกว่าโคลอนไฮโดรเทอราพี การล้างพิษวิธีนี้ต้องอาศัยเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำ หลักการคือ การสวนน้ำบริสุทธิ์ 30-50 ลิตร เข้าทางลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เมื่อมีน้ำเข้าไป ลำไส้ใหญ่ก็จะบีบรัดตัวเพื่อขับน้ำออกทางทวารหนัก การเคลื่อนตัวของน้ำบวกกับการบีบตัวของลำไส้จะช่วยชะล้างเอาพิษและสิ่งสกปรก ที่เกาะอยู่ตามลำไส้ออกไป ทำให้ลำไส้สะอาด ซึ่งโดยทั่วไปจะทำอาทิตย์ละครั้ง ติดต่อกัน 4 อาทิตย์ หลังจากนี้จึงค่อยเว้นระยะห่างในการสวนล้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับการรักษาสุขภาพจากการกินอาหาร


ส่วนการล้างพิษตับ จะสวนล้างด้วยกาแฟทางทวารหนัก โดยปล่อยน้ำกาแฟเข้าสู่ลำไส้แล้วกลั้นน้ำกาแฟเอาไวสักประมาณ 10 นาทีจึงค่อยขับถ่ายออก เพื่อให้ลำไส้ได้มีเวลาดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดและตับ แล้วไปกระตุ้นการทำงานของตับ ให้บีบตัวแรงขึ้นและขับเอาของเสียที่คั่งค้างออกมากำจัดทิ้งผ่านทางถุงน้ำดี และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อกำจัดตามลำดับต่อไป ในระยะแรกควรทำติดต่อกัน 3 วัน จากนั้นเว้นระยะไป 1 อาทิตย์แล้วจึงทำต่อเนื่องอาทิตย์ละ 1 ครั้ง วิธีนี้จะมีข้อจำกัดคือ ไม่ควรทำในผู้ที่มีความดันเลือดไม่ปกติ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือเคยผ่าตัดลำไส้ ผู้ที่มีภาวะเกลือแร่ในร่างกายไม่เป็นปกติ และควรรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญให้เข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติ

ล้างพิษที่เกิดในจิตใจ ด้วยธรรมะ

จานโปรดของขบวนการขจัดพิษในร่างกาย

เมื่อเราล้างพิษออกจากร่างกายแล้ว เราควรเติมสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับอวัยวะต่าง ๆ ที่เราล้างพิษด้วย

ข้อ : เซลอรี่ ช่วยเติมเกลือธรรมชาติให้ร่างกาย ลดการคั่งค้างของน้ำในข้อ น้ำมันมะกอกช่วยทำให้ข้อต่อดีขึ้น
ผิวหนัง : เอนไซม์ โบรมีเรนในสับปะรดมีสรรพคุณแก้การอักเสบของผิวหนังและข้อต่อได้

ปอด : สมุนไพร ไทม์ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีคุณสมบัติช่วยขับเสมหะ จึงช่วยทำความสะอาดให้กับปอด

ลำ ไส้ใหญ่ : กะหล่ำดาว มีสารไอโซไทโอไซยาเนท ซินิกตริน หน่อไม้ฝรั่งซึ่งมีสาร ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ อาหารทั้งสองอย่างมีสรรพคุณช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีในลำไส้ และยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่


ตับ : บีทรูท มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับได้ดี

ไต : ขมิ้นช่วยขับน้ำปัสสาวะ กะหล่ำปลีมีสารคาร์บินอล ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ทั้งยังเสริมสร้างกลูทาไทโอนในร่างกาย ซึ่งตับต้องนำไปใช้ในการล้างพิษจาก ยา และเขม่าควันพิษ

หัวใจและ หลอดเลือด : น้ำมันมะกอกช่วยลดคอเรสเตอรอลในหลอดเลือดหัวใจได้ น้ำบีทรูทสดช่วยบำรุงโลหิตและฟอกเลือด ส่วนประกอบสีแดงของบีทรูทยังช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์ได้ถึง 400%

----------------------------------------------
อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Health Special นิตยสาร Health & Cuisine
ปีที่ : 5 ฉบับที่ : 57 เดือน : ตุลาคม 2548


ขมิ้นชัน(ภาค1)






คุณประโยชน์ของขมิ้นชัน


ใช้ รับประทานเหง้าของขมิ้นชัน โดยการปอกเปือกหรือตากแห้งแล้วบดเป็นผงใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง และแบบผงบรรจุแคปซูลเพื่อความสะดวกแก่การรับประทาน

ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้

ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ, ซี, อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียม ก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี

กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมันในตับ

กินขมิ้นชันให้เป็นอาหาร ไม่ใช่กินเป็นยา ต้องกินให้สนุกใช้ปรุงอาหารกินบ้าง หุงข้าวก็ใส่ขมิ้นชันได้ ทอดปลาคลุกขมิ้นชันก็ดี ทำให้หอมน่ากิน และยังได้ประโยชน์อีกด้วย เพราะตัวขมิ้นจะช่วยย่อยไขมันจากน้ำมันที่ใช้ทอดปลาได้เป็นบางส่วน

ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อน แต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆ ตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้ง แล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้ง ความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศา ถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้

กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น

เวลา 03.00 - 05.00 น. ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง

เวลา 05.00 - 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้

เวลา 07.00 - 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม

เวลา 09.00 - 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน

เวลา 11.00 - 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง

เวลา 15.00 - 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้

กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอน ขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดี ตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลีย และช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น กินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆ และช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินปริมาณมาก

กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูล ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมีไม่มีสเตรอยที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศา ควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชา ใช้ผสน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม) ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่
- ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอ ไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ลดความชื้นของปอด
- ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย
- ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
- ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลลำไส้
- ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ

ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้ และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติ เช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย) เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง

คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ

คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อม อาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้ และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำ เพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติ

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2552

ความสำคัญของอาหารมื้เช้า!!!



7.00-9.00น.เป็นช่วงเวลาทำงานของกระเพาะอาหาร กระเพาะจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุดในเวลานี้ อาหารมื้อเช้าเป็นสิ่งจำเป็นต่อสมองโดยตรง สมองต้องการ กรดอะมิโน,น้ำตาลจากแป้งหรือข้าว วิตามิน B1,B6,B12 ไปบำรุงเซลล์สมอง และใบหน้าของคนเราก็ต้องการสารอาหาร ต้องการเลือดกับอ๊อกซิเจนไปหล่อเลี้ยง อาหารเช้าจึงสำคัญที่สุด อาหารกลางวันเป็นอาหารบำรุงกำลังใครไม่ทานก็จะไม่ค่อยมีแรงทำงานส่วนอาหารเย็นเป็นอาหารบำรุงกามสำหรับผู้ใหญ่แต่สำหรับเด็กคืออาหารที่ใช้สร้างความเจริญเติบโต
ถ้าใครไม่ชอบทานอาหารมื้อเช้าในอนาคตหน้าจะแก่เร็ว สมองเสื่อม ความจำสั้น (อัลไซล์เมอร์)
การไม่กินอาหารเช้าก็เป็นสาเหตุให้เลือดไม่เลี้ยงสมอง
ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยจะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ ปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวสองข้าง ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้า หลังเท้า วิตกกังวลง่าย
อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน
สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง สมองส่วนหลัง
อยู่กันคนละส่วน แต่มีเซลล์ประสาทกลุ่มเดียว
ที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดทั้งสามส่วน
เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้น้อย
วันข้างหน้าจะมีหินปูนเกาะที่สมองส่วนหน้า แล้วจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ เป็นเหตุให้ ตาเป็นต้อ จอประสาทตาเริ่มเสื่อม ป้สสาวะบ่อย หน้าเป็นฝ้า หน้าดำ
เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนกลางได้น้อย
จะมีอาการ ง่วงนอนง่าย หรือง่วงนอนทั้งวัน ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดส้นเท้า ขี้โมโห ท้องอืด อาการไม่ย่อย ต่อไปวันข้างหน้าความจำจะเสื่อม เริ่มจำไม่ค่อยได้ แต่ความจำระยะยาว คือเรื่องเก่า ๆ ยังจำได้ ส่วนความจำระยะสั้น คือเรื่องใหม่ ๆ ในปัจจุบัน จะจำไม่ค่อยได้ หลง ๆ ลืม ๆ พูดวนไปวนมา ความจำจะเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ
เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลังได้น้อย
จะมีอาการ แขนขาไม่ค่อยมีแรง เดินไม่ค่อยไหม ตอนตื่นนอนบางครั้ง จะมีอาการแขนขาตายเหมือนผีอำ ขยับตัวไม่ค่อยได้
สมองเสื่อม
จากงานวิจัยในประเทศไทยพบว่าจำนวนผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุอาจเกิดมาจากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง เพราะกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำติดต่อกันหลายปี น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองไม่ได้
วิธีดูแลสมอง
1. พยามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.
2. กินอาหารเช้าระหว่าง 07.00-09.00 น. เพื่อให้เลือดรับสารอาหารไปเลี้ยงสมอง และกินโยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว ระหว่างเวลา 13.00-15.00 น. เพื่อล้างลำไส้เล็กและเปลี่ยนขยะในลำไส้เล็กให้เป็นบี 12 แล้วส่งไปบำรุงสมอง
3. ล้างระบบดูดซึมด้วยสูตรมะละกอดิบต้มน้ำชงชา
4. ใช้กระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสด ต้มกับพุทราจีนแห้ง ใช้ดื่มน้ำเพื่อล้างไขมันในเลือด เป็นประจำ
5. กินน้ำกระชาย แล้วกินน้ำใบบัวบกตาม จะส่งบำรุงสมองได้โดยตรง และผลไม้ที่บำรุงสมองได้ดีมาก หรือ คึ่นฉ่าย, เม็ดบัว,ลูกแปะก๊วย

วิธีทำสูตร โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว
โยเกิร์ต รสธรรมชาติ 1ถ้วย นมสดรสจืด1แก้ว มะนาว 1-2 ลูกตามชอบ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมเข้าด้วยกันแล้วการคนให้คนไปในทางเดียวกันอย่าวนไปวนมาเพราะจุลินทรีย์จะเวียนหัว เมื่อคนจนส่วนผสมเข้ากันจนใสเป็นเนื้อเดียวกันแล้วให้ทิ้งไว้ 15 - 30 นาทีจึงค่อยทาน เพื่อให้จุลินทรีย์ได้ขยายเชื้อเพิ่มจำนวนการที่โยเกิร์ตกับนมสดผสมกันนมสดจะถูกแปรรูปโดยจุลินทรีย์จึงไม่เหมือนกับการกินนมสดเพียงอย่างเดียว
นี่เป็นสูตรของสมัยพระพุทธเจ้าเมื่อประชวรก็จะดื่มสูตรนี้ จุลินทรีย์จำนวนมากจะไปทำการย่อยขยะและไขมันในลำไส้เล็กและยังเปลี่ยนไขมันไปเป็นวิตามิน B12 ไปบำรุงสมอง ช่วงเช้าถ้าอยากลดความอ้วนก็ให้กินสูตรนี้โดยไม่ต้องกินอย่างอื่นเลย โดยการเพิ่มนมสดเป็น 2 แก้ว ถ้าดื่มในปริมาณ 500 มิลลิลิตรจะล้างได้ถึงลำไส้ใหญ่ (ถ้ากินมื้อเย็นและก่อนนอนจะเพิ่มความอ้วน)
ข้อมูลจาก หนังสือกินเป็นลืมป่วย(บรรยายโดย อ.สุทธิวัสส์ คำภา)