วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552

ล้างสารพิษในร่างกาย

ร่างกายคนเรามีระบบกำจัดและขับพิษที่น่าอัศจรรย์และทำ งานกันอย่างเป็นระบบที่ลงตัว พิษต่างๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทางอาหาร อากาศ หรือจากระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย จะถูกดูดซึมสู่กระแสเลือด และมีเม็ดเลือดแดงคอยนำพาเหล่าสารพิษนี้ไปกำจัดทิ้งที่ "หน่วยสกัดพิษของร่างกาย" ขณะเดียวกันเม็ดเลือดก็จะถูกทำความสะอาด และเติมสารอาหาร รวมถึงออกซิเจน เพื่อนำไปเลี้ยงยังร่างกายต่อไป หน่วยขจัดพิษที่ว่านี้ได้แก่

ตับ มีหน้าที่ดักจับและกำจัดสารพิษให้กับเม็ดเลือดแดง และทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดอายุไข

ไต ทำหน้าที่กรองแร่ธาตุส่วนเกินในเลือดและขับออกทางปัสสาวะ

ปอด ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนให้กับเม็ดเลือดและนำเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการเผาผลาญในร่างกายขับออกมาทางลมหายใจ


ลำไส้ใหญ่ ทำหน้าที่ดูดซึมแร่ธาตุบางชนิดกลับสู่ร่างกาย ขณะเดียวกันแบคทีเรียในลำไส้ก็จะคอยทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการหมักหมมของอาหาร และขับถ่ายออกมาทางอุจจาระ

ผิวหนังและรูขุมขน ที่คอยขับสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ


ต่อมน้ำเหลือง ส่วนประกอบส่วนหนึ่งของน้ำเหลืองคือเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันของเรา ท่อน้ำเหลืองจะเชื่อมต่อกับเส้นเลือดแดงต่าง ๆและคอยดักจับพิษและเชื้อโรคกลับไปทำลายที่ต่อมน้ำเหลือง


คุณภาพ และระบบเลือดเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อไรก็ตามที่พิษในร่างกายมากเกินไป หน่วยขจัดพิษของเราจะเริ่มทำงานโอเวอร์โลดและทำความสะอาดร่างกายบกพร่อง ส่งผลให้เลือดในร่างกายมีสารพิษเจือปนและเมื่อเลือดพิษเหล่านี้ถูกสูบฉีดไป หล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและส่วนต่าง ๆ ในร่างกาย จึงพลอยได้รับพิษไปด้วย ดังนั้นการทำความสะอาดและเพิ่มคุณภาพ ของเลือด ระบบฟอกเลือด และระบบไหลเวียนโลหิตที่ดี จึงถือเป็นหลักของการล้างพิษในร่างกาย

ลอง สำรวจตัวเองสิว่า คุณมีอาการเช่นนี้หรือเปล่า ถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็แสดงว่าหน่วยสกัดพิษเริ่มมีปัญหาเสียแล้ว และคุณควรลงมือขจัดพิษเหล่านั้นออกไปได้แล้วละ

ปวดข้อ และกล้ามเนื้อ เกิดจากภาวะกรดในร่างกายมากเกินไป ทั้งกรด "แลคติก"ที่เกิดจากการใช้พลังงานอย่างหนักและร่างกายไม่สามารถขับออกหรือ ปรับสมดุลกรดเบสได้ทัน หรือการกินอาหารที่มีกรดยูริก สูง เช่น หน่อไม้ ยอดอ่อนของพืชผักทุกชนิด และสัตว์ปีก ซึ่งทำให้ปวดข้อ

หายใจติดขัด เจ็บคอ ทอนซิลอักเสบ ไข้หวัด และหอบหืด เหล่า นี้ กระทบต่อการแลกเปลี่ยนออกซิเจ และคาร์บอนไดออกไซด์กับเลือด เนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่ต้องการออกซิเจนจึงได้รับออกซิเจนน้อยลงไปด้วย


ท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องผูก บ่งบอกได้ว่าระบบย่อย ดูดซึมอาหาร และระบบขับถ่ายผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการบริโภคที่ไม่เหมาะ ทำให้ของเสียในลำไส้ใหญ่หมักหมม แบคทีเรียชนิดเลวจึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และร่างกายอาจดูดซึมเอาสารพิษเหล่านั้นกลับเข้าสู่กระแสเลือดได้


ปวดหัวตุบ ๆ หัวหนักอึ้ง หรือสายตาพร่ามัว นี่คือสัญญาณเตือนว่ามีสารพิษในสมอง ซึ่งอาจเป็นสารเคมีบางชนิดที่ตกค้างในอาหารที่กินเข้าไป หรือเลือดเริ่มมีสารพิษตกค้าง รวมถึงความเครียดที่มากเกินไป


ล้างพิษ 8 กระบวนท่า

ก่อน ล้างพิษจำเป็นต้องเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะการล้างพิษบางวิธีอาจมีผลข้างเคียงหรือทำให้คุณและอวัยวะที่ถูกล้างพิษ เหนื่อยล้าได้ในช่วงแรกๆ คุณจึงควรเตรียมตัวก่อนล้างพิษด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน ไม่อยู่ในช่วงเจ็บป่วย ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อให้ระบบในร่างกายเข้าที่ และควรล้างพิษในวันหยุดเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงเท่านี้คุณก็พร้อมจะ ล้างพิษแล้ว ทั้งนี้ไม่ควรล้างพิษในขณะตั้งครรภ์ ช่วงก่อนและหลังผ่าตัด และช่วงร่างกายอ่อนแอ ส่วนในกรณีผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังทั้งร่างกายและจิตใจ หรือผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และมากกว่า 60 ปี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการล้างพิษ

อด - การอดอาหารถือเป็นการงดรับพิษให้กับร่างกาย เพื่อให้กระบวนการกำจัดพิษในร่างกายได้เคลียร์พิษเก่าเก็บไปทิ้งเสียก่อน วิธีนี้ทำได้อาทิตย์ละ 1 ครั้งและไม่ควรทำมากกว่านี้ เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่จำเป็นเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย ในระหว่างการอดคุณต้องดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้เยอะๆ เพื่อชะล้างกรดในกระเพาะอาหารให้เจือจางป้องกันโรคกระเพาะ และถือเป็นการช่วยขับพิษบางส่วนออกทางไต และช่วยรักษาสมดุลในร่างกายอีกด้วย การอดในที่นี้ยังรวมไปถึงอดพิษที่หลายคนชอบเติมให้กับร่างกายด้วย เช่น อดบุหรี่ อดเหล้า และสิ่งเสพย์ติดทุกชนิด


ออกกำลังกาย - การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ สำคัญอย่างยิ่งกับการไหลเวียนโลหิตเพื่อถ่ายเทของเสียตามกระบวนการล้างพิษใน ร่างกาย ช่วยให้ร่างกายแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับพิษออกทางเหงื่อ จึงเป็นหนทางล้างพิษที่ง่าย เหมาะจะทำควบคู่กับการล้างพิษแบบอื่นๆ


หายใจให้เป็น - การหายใจลึกๆ ในที่อากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายนำออกซิเจนไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ได้ดีขึ้น และหากฝึกหายใจควบคู่กับการฝึกจิตจะส่งผลดีในด้านการควบคุมอารมณ์และจิตใจ อีกด้วย
อาหารล้างพิษ - การเลือกประเภทอาหารและอนามัยในการปรุงอาหารจึงเป็นการเลี่ยงสารพิษได้เป็น อย่างดี คุณควรกินอาหารจำพวกโปรตีนและไขมันให้น้อยและควรเลือกกินโปรตีนจากปลา เพราะเมื่อโปรตีนและไขมันผ่านกระบวนการย่อยจะได้กากที่มีลักษณะข้นเหนียว ซึ่งในระหว่างขับถ่ายกากเหนียวๆ นี้จะไปเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ และเมื่อสารพิษ หรือสิ่งสกปรกอื่นผ่านมา ก็จะพลอยติดเจ้ากากเหนียวตัวนี้ไปด้วย และพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยสูงจึงจำเป็นเพราะเส้นใยเหล่านี้จะช่วยกวาดเอาสิ่ง สกปรกที่ติดอยู่ออกมาเมื่อขับถ่าย

นวด - เป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลือง ร่างกายจึงนำพาเอาพิษที่ตกค้างต่างๆ ไปกำจัดได้ดีขึ้น แพทย์แผนจีนเชื่อว่าการนวดร่างกายภายนอกจะสามารถส่งผลดีต่ออวัยวะภายในซึ่ง ทำหน้าที่ขับพิษได้ ซึ่งการนวดควรอาศัยผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ


ซาวน่า - การอบซาวน่าช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น รูขุมขนขยายตัวและขับเหงื่อซึ่งถือเป็นการขับพิษทางผิวหนัง ปัจจุบันมีการนำรังสีอินฟาเรดบริสุทธิ์มาใช้ในการอบซาวน่า รังสีอินฟาเรดบริสุทธิ์จะให้ความร้อนลึกลงไปถึงชั้นไขมัน ทำให้พิษที่ติดอยู่ลึกใต้ผิวหนังถูกขับออกมาได้ดีกว่าการอบซาวน่าแบบธรรมดา นอกจากนี้การซาวน่ายังส่งผลดีต่อการรักษาอาการปวดข้อ และกล้ามเนื้อกระตุกอีกด้วย ปัจจุบันมีให้บริการตามสถานบริการสปาชั้นนำทั่วไป


การสวนล้างลำไส้ - ใช้ในการล้างพิษให้กับลำไส้ใหญ่ และตับ ในส่วนของลำไส้ใหญ่จะใช้น้ำบริสุทธิ์ล้าง เรียกว่าโคลอนไฮโดรเทอราพี การล้างพิษวิธีนี้ต้องอาศัยเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญในการแนะนำ หลักการคือ การสวนน้ำบริสุทธิ์ 30-50 ลิตร เข้าทางลำไส้ใหญ่ทั้งหมด เมื่อมีน้ำเข้าไป ลำไส้ใหญ่ก็จะบีบรัดตัวเพื่อขับน้ำออกทางทวารหนัก การเคลื่อนตัวของน้ำบวกกับการบีบตัวของลำไส้จะช่วยชะล้างเอาพิษและสิ่งสกปรก ที่เกาะอยู่ตามลำไส้ออกไป ทำให้ลำไส้สะอาด ซึ่งโดยทั่วไปจะทำอาทิตย์ละครั้ง ติดต่อกัน 4 อาทิตย์ หลังจากนี้จึงค่อยเว้นระยะห่างในการสวนล้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับการรักษาสุขภาพจากการกินอาหาร


ส่วนการล้างพิษตับ จะสวนล้างด้วยกาแฟทางทวารหนัก โดยปล่อยน้ำกาแฟเข้าสู่ลำไส้แล้วกลั้นน้ำกาแฟเอาไวสักประมาณ 10 นาทีจึงค่อยขับถ่ายออก เพื่อให้ลำไส้ได้มีเวลาดูดซึมคาเฟอีนเข้าสู่กระแสเลือดและตับ แล้วไปกระตุ้นการทำงานของตับ ให้บีบตัวแรงขึ้นและขับเอาของเสียที่คั่งค้างออกมากำจัดทิ้งผ่านทางถุงน้ำดี และส่งผ่านไปยังลำไส้เล็กเพื่อกำจัดตามลำดับต่อไป ในระยะแรกควรทำติดต่อกัน 3 วัน จากนั้นเว้นระยะไป 1 อาทิตย์แล้วจึงทำต่อเนื่องอาทิตย์ละ 1 ครั้ง วิธีนี้จะมีข้อจำกัดคือ ไม่ควรทำในผู้ที่มีความดันเลือดไม่ปกติ ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ที่มีภาวะลำไส้อุดตันหรือเคยผ่าตัดลำไส้ ผู้ที่มีภาวะเกลือแร่ในร่างกายไม่เป็นปกติ และควรรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญให้เข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติ

ล้างพิษที่เกิดในจิตใจ ด้วยธรรมะ

จานโปรดของขบวนการขจัดพิษในร่างกาย

เมื่อเราล้างพิษออกจากร่างกายแล้ว เราควรเติมสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับอวัยวะต่าง ๆ ที่เราล้างพิษด้วย

ข้อ : เซลอรี่ ช่วยเติมเกลือธรรมชาติให้ร่างกาย ลดการคั่งค้างของน้ำในข้อ น้ำมันมะกอกช่วยทำให้ข้อต่อดีขึ้น
ผิวหนัง : เอนไซม์ โบรมีเรนในสับปะรดมีสรรพคุณแก้การอักเสบของผิวหนังและข้อต่อได้

ปอด : สมุนไพร ไทม์ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีคุณสมบัติช่วยขับเสมหะ จึงช่วยทำความสะอาดให้กับปอด

ลำ ไส้ใหญ่ : กะหล่ำดาว มีสารไอโซไทโอไซยาเนท ซินิกตริน หน่อไม้ฝรั่งซึ่งมีสาร ฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ อาหารทั้งสองอย่างมีสรรพคุณช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีในลำไส้ และยับยั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่


ตับ : บีทรูท มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับได้ดี

ไต : ขมิ้นช่วยขับน้ำปัสสาวะ กะหล่ำปลีมีสารคาร์บินอล ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง ทั้งยังเสริมสร้างกลูทาไทโอนในร่างกาย ซึ่งตับต้องนำไปใช้ในการล้างพิษจาก ยา และเขม่าควันพิษ

หัวใจและ หลอดเลือด : น้ำมันมะกอกช่วยลดคอเรสเตอรอลในหลอดเลือดหัวใจได้ น้ำบีทรูทสดช่วยบำรุงโลหิตและฟอกเลือด ส่วนประกอบสีแดงของบีทรูทยังช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์ได้ถึง 400%

----------------------------------------------
อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Health Special นิตยสาร Health & Cuisine
ปีที่ : 5 ฉบับที่ : 57 เดือน : ตุลาคม 2548


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น