วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

Junk Food หรือ อาหารขยะ


วันนี้ สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก เต็มไปด้วยการแข่งขัน เร่งรีบประกอบกับการโฆษณา ยุคโลกาภิวัฒน์ในสหัสวรรษใหม่ ข้อมูลข่าวสารไหลมาตามช่องทางต่างๆ ถึงตัวผู้บริโภคได้รวดเร็ว จนบางครั้ง ไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำไป ที่สำคัญ เชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด ไม่มีใครพิสูจน์จนกว่าจะได้ลองเอง

วิถี ชีวิตและพฤติกรรม ที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ต้องฝากปากท้อง กับอาหารสำเร็จรูป และอาหารจานด่วน ซึ่งส่วนมาก จะมาในรูปอาหารตะวันตก ประเภทสะดวก เร็ว อิ่ม (แต่แพง) เพราะซื้อหาได้ทั่วไป ถูกปากคนรุ่นใหม่ ใส่บรรจุภัณฑ์เก๋ไก๋ พกพาไปได้ทั่ว รับประทานได้ทุกที่

คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของ อาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ อาหารไร้ประโยชน์ อาหาร ที่นักโภชนาการ ไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food จะต้องประกอบด้วยสารอาหาร ที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทย โดยพื้นฐานแล้ว ในหนึ่งจานให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพร ที่เป็นคุณต่อสุขภาพ แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสียเวลา ปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อ ในหนึ่งวันของใครหลายคน จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกัน ก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มาเติมเต็มทดแทน ส่วนที่ขาดหายไป …ถ้าคนไทยไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม… โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน และ อื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน ที่สำคัญ เงินทองไม่รั่วไหล ออกนอกประเทศ จำนวนมหาศาลต่อปี

Junk Food ส่วนใหญ่ จะให้พลังงานที่ได้มาจาก ส่วนประกอบ 3 อันดับแรกคือ น้ำตาล ไขมัน และแป้ง ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดี อาหารสำเร็จรูปบางชนิด จะมีฉลากโภชนาการแจ้งให้ทราบ

อาหาร Junk Food ยอดนิยม ยังขาดสารอาหาร ที่มีความจำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกายอยู่หลายชนิด และในทางตรงกันข้าม ก็มีพลังงานหรือสารอาหารบางตัว ที่ยังไม่สมดุลกับความต้องการ การดูแลสุขภาพร่างกาย ให้พร้อมสำหรับชีวิตประจำวัน เพื่อให้ร่างกายมี ความสมบูรณ์ และแข็งแรงในรูปแบบง่ายๆ ซึ่งเราๆ ท่านๆ ท่องจำขึ้นใจ เป็นเสียงเดียวกันว่า หนึ่ง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สอง รับประทานอาหาร ให้ถูกหลักโภชนาการ และสาม พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถามว่ามีสักกี่คนที่ปฏิบัติทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างแท้จริง

ภญ.ผศ.ดนิตา ภาณุจรัส
ภาควิชาเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

เหตุผลที่ควรหลีกเลี่ยง น้ำตาลทราย


คำกล่าวที่ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา ยังคงเป็นความจริง เพราะแม้น้ำตาล จะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็มีผลเสียต่อสุขภาพ เป็นของแถมตามมาอีกหลายโรค ลองดูเหตุผลต่อไปนี้ ก่อนกินน้ำตาลคราวต่อไป

1.
เมื่อ เรากินน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำตาลเชิงเดี่ยว (น้ำตาลทราย น้ำผึ้ง น้ำตาลในผลไม้ น้ำตาลในนม) น้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรดมากเกินไป ร่างกายเกิดภาวะไม่สมดุล จึงมีการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆ ภายในร่างกายมาแก้ไขความไม่สมดุล

2.
ทำ ให้เกิดไขมันสะสม น้ำตาลจะถูกเก็บไว้ที่ตับ ในรูปของไกลโคเจน แต่ถ้ามีมากจนเกินไป ตับก็จะส่งไปยังกระแสเลือด และเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน โดยจะสะสมไว้ในส่วนของร่างกาย ที่มีการเคลื่อนไหวน้อย เช่น สะโพก ก้น ขาอ่อน หน้าท้อง

3.
หาก ยังคงรับประทานน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง กรดไขมันจะสะสมไว้ที่อวัยวะภายในอื่นๆ เช่น หัวใจ ตับ และไต ดังนั้น อวัยวะเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกห่อหุ้มด้วยไขมันและน้ำเมือก ร่างกายจะเริ่มผิดปกติ ความดันเลือดจะสูงขึ้น

4.
การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป มีผลต่อการทำงานของสมอง ทำให้รู้สึกง่วงหงาวหาวนอน

5.
อาการปวดศีรษะเรื้อรัง เป็นตะคริวเวลามีรอบเดือน เป็นสิว ผื่น แผลพุพอง ตกกระ แผลริดสีดวงทวาร ไมเกรน เบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ มะเร็งตับ เหล่านี้ล้วนสัมพันธ์ กับการรับประทานน้ำตาลมากเกินไป

6.
น้ำตาลทำให้อาการของโรคติดเชื้อที่เป็นอยุ่ ทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเชื้อโรคทุกชนิดใช้น้ำตาลเป็นอาหาร

7.
น้ำตาลนอกจากจะมีผลต่อผู้ใหญ่แล้ว ยังมีผลต่อเด็กอีกด้วย เพราะถ้าหากเด็กกินน้ำตาล ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะทำให้เด็กเป็นโรคกระดูกเปราะ และฟันผุได้ และอาจเป็นคนโกรธง่าย ไม่มีสมาธิในสิ่งที่ทำอยู่

รู้ทันมะเร็งเต้านม

<

มะเร็ง เต้านมพบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงชาติตะวันตกโดยพบ1รายใน8-9รายของ ผู้หญิงทุกวัย สำหรับประเทศไทยพบมากเป็นอันดับ2รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยพบผู้ป่วยจำนวน13.5คนต่อประชากร100,000คน (สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 1995) แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าไม่กี่ปีอาจแซงหน้าโรคมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นคุณผู้หญิงควรรู้วิธีรับมือกับโรคร้ายนี้

สาเหตุของมะเร็งเต้านม

มะเร็ง เต้านมเหมือนมะเร็งหลายๆชนิด คือไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แท้จริง จึงไม่อาจรู้ได้ว่า ทำไมโรคนี้เกิดกับคนหนึ่ง ไม่เกิดกับคนหนึ่ง โรคนี้ไม่ติดต่อ ผ่านทางสัมผัส และมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้
อายุ ทั่วโลกพบมากในสตรีหลังหมดประจำเดือน (เกิน50-60ปี)แถบเอเชียและประเทศไทยพบมากในสตรีอายุเกิน40ปีขึ้นไป

***ชื้อชาติ สตรีตะวันตก(ผิวขาว)เสี่ยงมากกว่าชาวเอเชีย และคนสีผิว
***หากเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง จะมีความเสี่ยงสูงกว่าสตรีทั่วไปที่จะเป็นมะเร็งเต้านมของอีกข้าง
***หากมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง เช่นพ่อ แม่ พี่สาว น้องสาว ป้า น้า อา( ไม่ว่าทางพ่อทางแม่) คุณเสี่ยงสูงมากกว่าคนที่ไม่มีญาติเป็น
*** มีก้อนที่เต้านม เมื่อตัดออกตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติ(เช่น Atypical hyperplasia , Lobular carcinoma in situ) เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
***มีหน่วยพันธุกรรม (ยีน) ที่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ได้แก่ BRCA1, BRCA2 ฯลฯ ปัจจุบันทางการแพทย์ก้าว***หน้าถึงขั้นที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามียีนเหล่า นี้หรือไม่
***คุณผู้หญิงที่ไม่แต่งงาน หรือแต่งงานแต่มีลูกคนแรกอายุเกิน30ปี เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***คุณผู้หญิงที่ประจำเดือนมาเร็วก่อน12ปี หมดช้ากว่า 55ปี เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***สตรีที่รับฮอร์โมนทดแทน โดยเฉพาะ Estrogenร่วมกับ Progestinเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***หากเคยฉายแสงรักษาบริเวณหน้าอก เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***น้ำหนักมาก(อ้วน) หลังหมดประจำเดือน เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***การไม่ออกกำลังกาย เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***การดื่มสุรา แม้เพียงวันละแก้ว เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ยิ่งดื่มมาก ยิ่งเสี่ยงสูง
***แม้ยังอยู่ในการวิจัย แต่มีข้อเตือนว่า อาหารที่มีไขมันสูง มีเนื้อแดง มีใยอาหาร(ไฟเบอร์)ต่ำ อาจเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

อาการเริ่มต้นของโรค ที่พบบ่อยมีดังนี้ มีน้ำไหลออกจากหัวนม ไม่ว่าจะเป็นน้ำใส สีเหลือง ส้ม หรือแดง

คุณผู้หญิงส่วนหนึ่งฝังใจว่าเป็นมะเร็งเต้านม ต้องเจ็บปวด อย่างรุนแรง อัน ที่จริง มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่เจ็บปวด คุณผู้หญิงที่เจ็บเต้านม มักไม่ใช่มะเร็งเต้านม หากมีก้อนมะเร็งและเจ็บปวด แสดงว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะหลังๆแล้ว

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม มี5วิธีดังนี้

1. ตรวจด้วยตนเอง
ใช้วิธีดู ว่าเต้านมสองข้างเหมือนกันหรือไม่
ใช้ วิธีคลำ ในคุณผู้หญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือนควรคลำ หลังหมดประจำเดือนไป1สัปดาห์ โดยใช้ปลายนิ้วกดวนดูทั่วเต้าและรักแร้ ว่ามีก้อนหรือไม่
ใช้วิธีบีบ บีบหัวนมว่ามีน้ำหรือไม่ ถ้าผิดปกติควรไปพบแพทย์โดยด่วน

2. ตรวจด้วยแพทย์
ในคุณผู้หญิงอายุ20-39ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมเป็นประจำทุก3ปี
อายุ40ปีขึ้นไปควรตรวจทุกปี ร่วมกับการตรวจโดยแมมโมแกรม

3. ตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม การตรวจโดยวิธีนี้สามารถตรวจหามะเร็งก่อนคลำก้อนได้ ควรตรวจทุก1-2ปี ในคุณผู้หญิงที่มีอายุ40ปีขึ้นไป และทุก1ปีในคุณผู้หญิงอายุ50ปีขึ้นไป(สามารถลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านมได้ ร้อยละ 33) ,ในคุณผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมควรตรวจโดยแมมโมแกรมทุกปี ในอายุที่น้อยกว่าญาติป่วยเป็นมะเร็ง 5ปี

4. อัลตราซาวนด์ ในกรณีที่คลำเจอก้อนที่เต้านม อัลตราซาวนด์สามารถแยกได้ว่าเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ กรณีเป็นถุงน้ำมักจะไม่ใช่มะเร็ง

5. ตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) อาจใช้ร่วมกับแมมโมแกรมเพื่อยืนยันว่าน่าจะใช่มะเร็งเต้านมหรือไม่

6. ตรวจเนื้อทางพยาธิวิทยา เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมต้องพิสูจน์โดยการส่งเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา วิธีเก็บเนื้อทำได้3วิธีคือ ใช้เข็มดูดเอาน้ำและเนื้อบางส่วน(Fine- needle aspiration) ใช้เข็มใหญ่เจาะก้อนเนื้อในเต้านม(Core biopsy) หรือผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกบางส่วนหรือออกทั้งหมด(incisional, excisional biopsy)

วิธีป้องกันมะเร็งเต้านม

สมัย ก่อนไม่มีวิธีป้องกัน ปัจจุบัน หากตรวจพบยีนที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม อาจเลือกรับประทานยาป้องกัน รวมทั้งป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่นออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้อ้วน ไม่ดื่มสุรา หมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำฯลฯ
วิธีรักษามะเร็งเต้านม มีดังนี้

1. ผ่าตัด เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุด สมัยก่อนนิยมผ่าตัดทั้งเต้า ปัจจุบันนิยมผ่าตัดสงวนเต้านม ในการรักษามะเร็งเต้านมระยะต้นๆ
2. รังสีรักษา มีการฉายแสงภายนอก และการฝังแร่ภายใน
3. สารเคมีบำบัด ปัจจุบันได้ผลดี และมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าก่อน
4. ฮอร์โมน เป็นการรักษาเสริม เมื่อตรวจพบว่ามะเร็งเต้านมมีตัวรับฮอร์โมน(Hormonal recepyor ER,PgR)ทำให้มะเร็งลุกลาม ก็ใช้ยาต้านฮอร์โมนช่วย
5. ภูมิต้านทาน(monoclonal antibody)ต้านโปรตีน HER2 ซึ่งทำให้มะเร็งเต้านมขยายขนาดและลุกลาม

ความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน

*** สมัย35ปีก่อน หลังวินิจฉัย คนไข้โรคมะเร็งเต้านมมีชีวิตรอดเฉลี่ย5ปี เพียงร้อยละ75 ปัจจุบันคนไข้มะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ90 สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้เกิน5ปี
***คนไข้มะเร็งเต้านมระยะต้น สามารถผ่าตัดรักษาเอาก้อนมะเร็งออกตามด้วยการฉายแสง ไม่ต้องตัดเต้านมทั้งเต้าเหมือนดังแต่ก่อน
***งานวิจัยยืนยันว่า การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม1-2ครั้งต่อปี ตั้งแต่อายุ40ปีเป็นต้นไป สามารถลดการเสียชีวิตด้วยโรคนี้อย่างชัดเจน
***Tamoxifen ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯว่าเป็นยาป้องกันมะเร็งเต้านม
***Trastuzumab เป็นภูมิต้านทานที่ใช้รักษามะเร็งเต้านมที่มีHER2 ช่วยลดการลุกลามและกลับคืนมาหลังรักษาครบของมะเร็งเต้านม
*** การตรวจพบหน่วยพันธุกรรม (ยีน)กลายพันธุ์ เช่น BRCA1, BRCA2 ฯลฯ ทำนายการเป็นมะเร็งเต้านมในสตรีได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ป้องกัน วินิจฉัยและรักษาโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เ***ต้านมเปลี่ยนไป เช่นหนาขึ้น มีก้อน เจ็บจี๊ดๆ โตขึ้น หัวนมบุ๋มลง นมเบี้ยวไปจากเดิม รอบหัวนมมีตุ่มสะเก็ดน้ำเหลือง ผิวรอบๆเต้านม แดง ร้อนหรือบวม

ที่มา กุลสตรี

กระชับรูขุมขนง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง


ใบหน้าคนเรามีลักษณะผิวที่ไม่เหมือนกัน หากไม่ได้รับการบำรุงบ้างก็จะทำให้ผิวหน้าคุณมีสุขภาพผิวที่ไม่ดี ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไรจะทำให้รูขุมขนกว้างมองเห็นได้ชัดขึ้น วันนี้เราจึงมีสูตรดีๆ ที่จะช่วยกระชับรูขุมขนมาฝากกัน

มะเขือเทศ จะมีกรดชนิดหนึ่งที่ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ช่วยลดการเกิดสิวบนใบหน้าด้วย วิธี คือ ต้องปอกเปลือกออกก่อน แล้วฝานเป็นแผ่น ๆ นำเมล็ดออก จากนั้นนำมาปั่นให้ละเอียดหรืออาจจะขยำจนเละและไม่จับเป็นก้อน แล้วนำมาทาบนหัวสิว ระวังอย่าให้เข้าตา และทิ้งไว้ 10 ถึง 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แต่ถ้าใครลองแล้วมีอาการแสบ ๆ ละก็แสดงว่าเกิดอาการแพ้ ให้รีบล้างออกทันที

ไข่ไก่ มีสรรพคุณในการช่วยกระชับผิว กระชับรูขุมขน เหมือนกับพวกโทนนิ่งโลชั่น วิธี คือ ให้ล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดก่อน หรืออาจจะใช้น้ำนมก็ได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผิวสดชื่น จากนั้นตอกไข่ใส่ชาม แยกไข่ขาวออกจากไข่แดง ใช้เฉพาะไข่ขาวทาบนใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จากนั้นก็ทามอยส์เจอไรเซอร์ปิดท้าย

กล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้า หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เติมน้ำผึ้งหรือนมลงไปบดหรือขยี้ให้ละเอียดจนรวมเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับหน้าให้แห้ง จะช่วยกระชับรูขุมชนและทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้นด้วย

แตงกวา มีคุณสมบัติให้ความชุ่มชื้นขณะที่น้ำผึ้งช่วยกระชับรูขุมขน เริ่มจากนำแตกกวาประมาณ 1-2 ชิ้น มาปั่นรวมกับน้ำผึ้งจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที หรือรอจนกว่าจะแห้ง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น ซับหน้าให้แห้งจะรู้สึกได้ว่าหน้าเต่งตึงขึ้น

สูตรผิวสวย กระชับรูขุมขนที่สามารถทำด้วยตัวคุณเองง่ายๆ ลองไปทำดูแล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่าง

ข้าวกล้องคืออะไร ?


ข้าวกล้องคืออะไร ?

คือ ข้าวที่สีเอาเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้มีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มาก

สำหรับ ข้าวขาวที่เรากินๆ กันอยู่นั้น เป็นข้าวที่เกิดจากการขัดสีหลายๆ ครั้ง จนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวหลุดออกไป จนเหลือแต่เนื้อในของข้าว

ข้าวกล้อง บางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทน จึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า ข้าวกล้อง

ข้าวกล้อง มีโปรตีนประมาณ 7-12% (แล้วแต่พันธุ์ข้าว) นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล ( Rosedale ) ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว จะทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30%

ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง


ได้วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง ทำให้เจริญอาหาร


ได้วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้


ได้วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก


ได้ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน


ได้แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว


ได้ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน


ได้ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง


ได้โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ


ได้ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล


ได้ ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา (โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)


ได้คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย


ได้กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย


วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้าวกล้องมีอะไรดีกว่าข้าวขาว
ธาตุเหล็ก มีมากเป็น 2 เท่าช่วยป้องกันโลหิตจาง


ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวขาวประมาณ 4 เท่า ถ้ากินเป็นประจำ จะป้องกันโรคเหน็บชา


วิตามินบี 2 มีมากจะป้องกันโรคปากนกกระจอก


วิตามินบีรวม มีมากกว่าจะป้องกัน และบรรเทาอาการอ่อนเพลียและขาไม่มีแรง อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ ลิ้นแตกหรือมีแผล ริมฝีปากเจ็บหรือมีแผล โรคผิวหนังบางชนิด โรคปลายประสาทอักเสบ และโรคเกี่ยวกับระบบประสาทบางชนิด


วิตามินบีรวม ยังบำรุงสมอง ทำให้เรียนเก่งขึ้นและเจริญอาหาร


ธาตุเหล็ก มีมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโลหิตจาง


แคลเซียม มีมากกว่า จะทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว


ไขมัน มีมากกว่าให้พลังงานแก่ร่างกาย


กากอาหาร มีมากกว่าจะช่วยป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่


เกลือแร่และวิตามินต่างๆ ในข้าวกล้อง มีรวมกัน 20 กว่าชนิด มีหน้าที่ทำให้การทำงานของส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ


โปรตีน มีมากกว่าช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ


แป้ง (คาร์โบไฮเดรต) มีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน ส่วนคนที่ผอมจะสมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น


ประหยัดเงินทอง เพราะเจ็บป่วยน้อยกว่า ข้าวกล้องจะมีราคาถูกกว่า เพราะต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า


มีผลทำให้สุขภาพจิตและสติปัญญาดีขึ้น เพราะสุขภาพกายดีขึ้น

ปริมาณสารอาหารในข้าวขาวกับข้าวกล้อง
สารอาหาร - ข้าวขาว - ข้าวกล้อง
วิตามิน บี 1 / 4 จานกว่า /1 จาน
วิตามิน บี 2 /2 จาน /1 จาน
ตามิน บี 6 /5 จานกว่า /1 จาน
กากข้าว /2 จานกว่า /1 จาน

ผลเสียของการกินข้าวขาว

โรคและอาการต่างๆ ต่อไปนี้ จะลดลงมากหรือป้องกันได้ ถ้ากิน ข้าวกล้อง เป็นประจำ และกินอาหารเพียงพอและถูกหลัก


โรคเหน็บชา เพราะขาดวิตามิน-บี 1 ข้าวกล้องมีวิตามิน-บี 1 มากกว่าข้าวขาว 385% (พบมากในประเทศที่กินข้าวขาวเป็นอาหารหลัก)


โรคปากนกกระจอก เพราะขาดวิตามิน-บี 2 ข้าวกล้องมีวิตามิน-บี 2 มากกว่าข้าวขาว 66% (ตามชนบทมีเด็กเป็นโรคปากนกกระจอก 60%)


โรคโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากข้าวกล้องมีธาตุเหล็กมากกว่าข้าวขาว 2 เท่า (ประชากรไทยเป็นโรคโลหิตจาง 40%)


โรค นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (พบมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี) เกี่ยวเนื่องจากมาจากการขาดธาตุฟอสฟอรัส และอื่นๆ ซึ่งมีในข้าวกล้อง นอกจากนั้น ฟอสฟอรัสยังช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟันอีกด้วย


โรคท้องผูก เพราะมีกากอาหารน้อย ข้าวกล้องมีกากอาหารมากกว่า 133% (ข้าวกล้องช่วยป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่)


โรค ทางระบบประสาทบางชนิด และโรคปลายประสาทอักเสบ เพราะขาดวิตามินบีรวม ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง (วิตามินบีรวม ช่วยบำรุงสมอง ทำให้เรียนเก่งขึ้น และเจริญอาหาร)


อารมณ์ เสียง่ายกว่า หงุดหงิดเพราะชาดวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินที่เสริมสร้างระบบประสาทของร่างกาย และถ้าระบบประสาทของเราไม่ดี ทำให้เราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก


เบื่ออาหาร เพราะขาดวิตามินบีรวม ซึ่งข้าวกล้องมีมากกว่าข้าวขาว


โรค ขาดโปรตีน ข้าวกล้องมีโปรตีน ร้อยละ 7-12 (เด็กไทยประมาณร้อยละ 40-60 เป็นโรคขาดโปรตีนและพลังงาน) ข้าวกล้องมีโปรตีนมากกว่าข้าวขาว 20-30%


โรคผิวหนังบางชนิด ขาดวิตามินบีบางตัว


อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ ปวดเมื่อยตามตัวและขา เพราะขาดวิตามินบีรวม


โรคชัก เนื่องจากขาดวิตามิน บี 6 ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง


ข้าว ขาวมีแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) พอๆ กับข้าวกล้อง แต่มีเกลือแร่และวิตามินต่างๆ น้อยกว่าข้าวกล้อง (ในข้าวกล้องจะมีวิตามินรวมกัน 20 กว่าชนิด) ที่ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์

จะ เห็นได้ว่า ผลเสียของการกินข้าวขาวมีมาก เพราะการขัดสีส่วนที่มีคุณค่าต่อร่างกายออกไป หลายท่านอาจจะกินข้าวขาว เพราะไม่รู้ว่ายังมีข้าวที่มีคุณค่ามากอย่างข้าวกล้องอยู่ จนบางคนไม่เคยรู้จักข้าวกล้องด้วยซ้ำ

คน สมัยโบราณแต่ละบ้านจะตำข้าวกินเอง ซึ่งเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ ซึ่งก็คือ ข้าวกล้อง คนสมัยก่อนจึงมีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคอย่างที่คนสมัยนี้เป็นกันเท่าไร เช่น โรคเบาหวาน, หัวใจวาย, มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็เพราะการกินไม่เป็น


แหล่งข้อมูล : ธรรมทัศน์สมาคม

สปาเส้นผมด้วยมะนาว


ใครที่อยากมีผมสวย วันนี้เกร็ดความรู้มีการทำสปาให้กับเส้นผมด้วยมะนาวมาบอกกัน...

มะนาวมีประโยชน์ต่อเส้นผม คือ จะช่วยดูแลสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะให้นุ่ม สวย แถมไร้รังแคอีกด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องรังแค คนส่วนใหญ่จะคิดว่าหนังศีรษะแห้งเท่านั้นถึงจะก่อให้เกิดรังแคได้ ซึ่งคนผมมันก็สามารถเกิดรังแคได้ เช่นกันเพราะหนังศีรษะมัน รังแคจะเกาะติดและก่อให้เกิดอาการคันและระคายเคือง ยิ่งปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้หนังศีรษะอุดตันเป็นสิวได้ด้วย

นอกจากนี้ มะนาวยังสามารถนำมาใช้ทำสปาให้กับเส้นผมได้อีกด้วย เพราะมะนาวมีกรดเป็นธรรมชาติช่วยชำระล้างเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกอย่าง อ่อนโยน ซึ่งน้ำมันจากมะนาวยังมีคุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรียสามารถทำความสะอาดและคืน สมดุลให้กับหนังศีรษะและเส้นผมช่วยลดความมันได้อีกด้วย

ขั้นตอนการบำรุง เพียงนำน้ำมะนาว 8 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำบริสุทธิ์ครึ่งถ้วย แล้วคนน้ำมะนาวกับน้ำเข้าด้วยกัน แล้วนำมานวดลงบนหนังศีรษะและเส้นผมด้วยปลายนิ้วอย่างเบา ๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายและช่วยระบบหมุนเวียนของโลหิตและระบบประสาท และหมักทิ้งไว้สัก 2 -3 ชั่วโมงจึงล้างออก จะช่วยล้างรังแคเหนียว ๆ ที่ติดอยู่บนหนังศีรษะและช่วยทำให้เส้นผมนุ่ม สลวยเป็นเงางาม

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากมีผมสวย ก็ลองนำมะนาวมาทำสปาให้กับเส้นผมกันดูได้.

เดลินิวส์


รักษาสิวด้วยหัวหอม


หัวหอมที่ชอบทานกันนั้น ทราบหรือไม่ว่า สามารถนำมารักษาสิวได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกัน...

ใน หัวหอมสดประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหย (Vilatile Oil) ซึ่งประกอบด้วยไดอัลลิน ไตรซัลไฟต์ (Diallyn Trisulfide) เช่นเดียวกับที่พบในกระเทียม นอกจากนี้ยังมีฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ไกลโคไซด์ (Glycosides) เพคติน (Pectin) และกลูโคคินิน (Glucokinin) ซึ่งสารเหล่านี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย ลดไขมันเส้นเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ทำให้เจริญหาอาหารและช่วยย่อยอาหาร นอกจากนั้นยังพบอีกว่าในหัวหอมยังมีสารฟอสฟอรัสในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยให้ความจำดีอีกด้วย

ประโยชน์ของหัวหอมนอกจากบำรุงร่างกาย แล้วยังรักษาสิวได้อีกด้วย วิธีทำ คือ ทุบหรือฝานหัวหอมแดงให้เป็นแว่นบาง ๆ ใช้ทาบริเวณที่เป็นสิว ฝ้า หรือ จุดด่างดำ ไม่กี่สัปดาห์ สิว ฝ้า หรือจุดด่างดำ ก็จะหายไป

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันดูได้.

เดลินิวส์ วันที่ 26 ธันวาคม 2550