วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2552

รู้ทันมะเร็งเต้านม

<

มะเร็ง เต้านมพบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงชาติตะวันตกโดยพบ1รายใน8-9รายของ ผู้หญิงทุกวัย สำหรับประเทศไทยพบมากเป็นอันดับ2รองจากมะเร็งปากมดลูก โดยพบผู้ป่วยจำนวน13.5คนต่อประชากร100,000คน (สถิติสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 1995) แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าไม่กี่ปีอาจแซงหน้าโรคมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นคุณผู้หญิงควรรู้วิธีรับมือกับโรคร้ายนี้

สาเหตุของมะเร็งเต้านม

มะเร็ง เต้านมเหมือนมะเร็งหลายๆชนิด คือไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แท้จริง จึงไม่อาจรู้ได้ว่า ทำไมโรคนี้เกิดกับคนหนึ่ง ไม่เกิดกับคนหนึ่ง โรคนี้ไม่ติดต่อ ผ่านทางสัมผัส และมีปัจจัยเสี่ยงดังนี้
อายุ ทั่วโลกพบมากในสตรีหลังหมดประจำเดือน (เกิน50-60ปี)แถบเอเชียและประเทศไทยพบมากในสตรีอายุเกิน40ปีขึ้นไป

***ชื้อชาติ สตรีตะวันตก(ผิวขาว)เสี่ยงมากกว่าชาวเอเชีย และคนสีผิว
***หากเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่ง จะมีความเสี่ยงสูงกว่าสตรีทั่วไปที่จะเป็นมะเร็งเต้านมของอีกข้าง
***หากมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง เช่นพ่อ แม่ พี่สาว น้องสาว ป้า น้า อา( ไม่ว่าทางพ่อทางแม่) คุณเสี่ยงสูงมากกว่าคนที่ไม่มีญาติเป็น
*** มีก้อนที่เต้านม เมื่อตัดออกตรวจพบเซลล์ที่ผิดปกติ(เช่น Atypical hyperplasia , Lobular carcinoma in situ) เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม
***มีหน่วยพันธุกรรม (ยีน) ที่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ได้แก่ BRCA1, BRCA2 ฯลฯ ปัจจุบันทางการแพทย์ก้าว***หน้าถึงขั้นที่คุณสามารถตรวจสอบได้ว่ามียีนเหล่า นี้หรือไม่
***คุณผู้หญิงที่ไม่แต่งงาน หรือแต่งงานแต่มีลูกคนแรกอายุเกิน30ปี เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***คุณผู้หญิงที่ประจำเดือนมาเร็วก่อน12ปี หมดช้ากว่า 55ปี เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***สตรีที่รับฮอร์โมนทดแทน โดยเฉพาะ Estrogenร่วมกับ Progestinเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***หากเคยฉายแสงรักษาบริเวณหน้าอก เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***น้ำหนักมาก(อ้วน) หลังหมดประจำเดือน เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***การไม่ออกกำลังกาย เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม
***การดื่มสุรา แม้เพียงวันละแก้ว เสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ยิ่งดื่มมาก ยิ่งเสี่ยงสูง
***แม้ยังอยู่ในการวิจัย แต่มีข้อเตือนว่า อาหารที่มีไขมันสูง มีเนื้อแดง มีใยอาหาร(ไฟเบอร์)ต่ำ อาจเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม

อาการเริ่มต้นของโรค ที่พบบ่อยมีดังนี้ มีน้ำไหลออกจากหัวนม ไม่ว่าจะเป็นน้ำใส สีเหลือง ส้ม หรือแดง

คุณผู้หญิงส่วนหนึ่งฝังใจว่าเป็นมะเร็งเต้านม ต้องเจ็บปวด อย่างรุนแรง อัน ที่จริง มะเร็งเต้านมส่วนใหญ่ไม่เจ็บปวด คุณผู้หญิงที่เจ็บเต้านม มักไม่ใช่มะเร็งเต้านม หากมีก้อนมะเร็งและเจ็บปวด แสดงว่าเป็นมะเร็งเต้านมระยะหลังๆแล้ว

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งเต้านม มี5วิธีดังนี้

1. ตรวจด้วยตนเอง
ใช้วิธีดู ว่าเต้านมสองข้างเหมือนกันหรือไม่
ใช้ วิธีคลำ ในคุณผู้หญิงที่ยังไม่หมดประจำเดือนควรคลำ หลังหมดประจำเดือนไป1สัปดาห์ โดยใช้ปลายนิ้วกดวนดูทั่วเต้าและรักแร้ ว่ามีก้อนหรือไม่
ใช้วิธีบีบ บีบหัวนมว่ามีน้ำหรือไม่ ถ้าผิดปกติควรไปพบแพทย์โดยด่วน

2. ตรวจด้วยแพทย์
ในคุณผู้หญิงอายุ20-39ปี ควรให้แพทย์ตรวจเต้านมเป็นประจำทุก3ปี
อายุ40ปีขึ้นไปควรตรวจทุกปี ร่วมกับการตรวจโดยแมมโมแกรม

3. ตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม การตรวจโดยวิธีนี้สามารถตรวจหามะเร็งก่อนคลำก้อนได้ ควรตรวจทุก1-2ปี ในคุณผู้หญิงที่มีอายุ40ปีขึ้นไป และทุก1ปีในคุณผู้หญิงอายุ50ปีขึ้นไป(สามารถลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านมได้ ร้อยละ 33) ,ในคุณผู้หญิงที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมควรตรวจโดยแมมโมแกรมทุกปี ในอายุที่น้อยกว่าญาติป่วยเป็นมะเร็ง 5ปี

4. อัลตราซาวนด์ ในกรณีที่คลำเจอก้อนที่เต้านม อัลตราซาวนด์สามารถแยกได้ว่าเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ กรณีเป็นถุงน้ำมักจะไม่ใช่มะเร็ง

5. ตรวจโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI) อาจใช้ร่วมกับแมมโมแกรมเพื่อยืนยันว่าน่าจะใช่มะเร็งเต้านมหรือไม่

6. ตรวจเนื้อทางพยาธิวิทยา เมื่อสงสัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมต้องพิสูจน์โดยการส่งเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยา วิธีเก็บเนื้อทำได้3วิธีคือ ใช้เข็มดูดเอาน้ำและเนื้อบางส่วน(Fine- needle aspiration) ใช้เข็มใหญ่เจาะก้อนเนื้อในเต้านม(Core biopsy) หรือผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกบางส่วนหรือออกทั้งหมด(incisional, excisional biopsy)

วิธีป้องกันมะเร็งเต้านม

สมัย ก่อนไม่มีวิธีป้องกัน ปัจจุบัน หากตรวจพบยีนที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม อาจเลือกรับประทานยาป้องกัน รวมทั้งป้องกันปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่นออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ปล่อยให้อ้วน ไม่ดื่มสุรา หมั่นตรวจเต้านมเป็นประจำฯลฯ
วิธีรักษามะเร็งเต้านม มีดังนี้

1. ผ่าตัด เป็นวิธีที่ใช้มากที่สุด สมัยก่อนนิยมผ่าตัดทั้งเต้า ปัจจุบันนิยมผ่าตัดสงวนเต้านม ในการรักษามะเร็งเต้านมระยะต้นๆ
2. รังสีรักษา มีการฉายแสงภายนอก และการฝังแร่ภายใน
3. สารเคมีบำบัด ปัจจุบันได้ผลดี และมีอาการข้างเคียงน้อยกว่าก่อน
4. ฮอร์โมน เป็นการรักษาเสริม เมื่อตรวจพบว่ามะเร็งเต้านมมีตัวรับฮอร์โมน(Hormonal recepyor ER,PgR)ทำให้มะเร็งลุกลาม ก็ใช้ยาต้านฮอร์โมนช่วย
5. ภูมิต้านทาน(monoclonal antibody)ต้านโปรตีน HER2 ซึ่งทำให้มะเร็งเต้านมขยายขนาดและลุกลาม

ความก้าวหน้าของการรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบัน

*** สมัย35ปีก่อน หลังวินิจฉัย คนไข้โรคมะเร็งเต้านมมีชีวิตรอดเฉลี่ย5ปี เพียงร้อยละ75 ปัจจุบันคนไข้มะเร็งเต้านมประมาณร้อยละ90 สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้เกิน5ปี
***คนไข้มะเร็งเต้านมระยะต้น สามารถผ่าตัดรักษาเอาก้อนมะเร็งออกตามด้วยการฉายแสง ไม่ต้องตัดเต้านมทั้งเต้าเหมือนดังแต่ก่อน
***งานวิจัยยืนยันว่า การตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรม1-2ครั้งต่อปี ตั้งแต่อายุ40ปีเป็นต้นไป สามารถลดการเสียชีวิตด้วยโรคนี้อย่างชัดเจน
***Tamoxifen ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐฯว่าเป็นยาป้องกันมะเร็งเต้านม
***Trastuzumab เป็นภูมิต้านทานที่ใช้รักษามะเร็งเต้านมที่มีHER2 ช่วยลดการลุกลามและกลับคืนมาหลังรักษาครบของมะเร็งเต้านม
*** การตรวจพบหน่วยพันธุกรรม (ยีน)กลายพันธุ์ เช่น BRCA1, BRCA2 ฯลฯ ทำนายการเป็นมะเร็งเต้านมในสตรีได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ป้องกัน วินิจฉัยและรักษาโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
เ***ต้านมเปลี่ยนไป เช่นหนาขึ้น มีก้อน เจ็บจี๊ดๆ โตขึ้น หัวนมบุ๋มลง นมเบี้ยวไปจากเดิม รอบหัวนมมีตุ่มสะเก็ดน้ำเหลือง ผิวรอบๆเต้านม แดง ร้อนหรือบวม

ที่มา กุลสตรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น