วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2552

น้ำมันมะกอกและคุณประโยชน์




มะกอกน้ำมันทั้งมวลซึ่งมาสะกัดเป็นน้ำมันนั้น ( 98.55% -99.5% ) เกิดขึ้นจากลำดับส่วนของไขมันที่เปลี่ยนเป็นสบู่ได้ ( saponifiable fraction ) อันประกอบด้วย ไตรกลีเซอไรด์ - สารประกอบของกลีเซอรอล กับกรดไขมัน และอนุมูลอิสระ ในน้ำมันมะกอกมีปริมาณของกรดไขมันอยู่สูงถึง 18 คาร์บอนอะตอม ซึ่งอาจจับตัวในลักษณะพันธะเดี่ยว และพันธะคู่ เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว - หรือเป็นคู่พันธะหลายคู่ เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัว เชิงซ้อน ทั้งนี้ โครงสร้างทางปฏิกิริยาและลักษณะของน้ำมันพืชนั้นจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของกรดไขมันที่มีอยู่ มะกอกมีปริมาณของกรดโอเลอิคอยู่สูงมาก ซึ่งคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั่นเอง ทั้งนี้สัดส่วนของกรดไขมันที่มีอยู่ในผลมะกอกจะมีมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่เพาะปลูก พันธุ์มะกอก และอายุของต้นมะกอก ฯ :
กรดไขมันอิ่มตัว 8 - 27 %
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 55 - 83 %
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 3.5 - 22 %
ลำดับส่วนอื่นๆ ของมะกอกน้ำมัน คือ ลำดับส่วนของไขมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสบู่ ( unsaponfiable fraction ) แม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยมากก็ตาม แต่ก็มีความสำคัญยิ่งต่อคุณค่าทางชีวภาพ สารสีเขียว (chlorophyll) และสารสีแดง สีส้ม (carotene) เป็นส่วนที่ทำให้สีของผลมะกอกเปลี่ยนไปจนถึงสีเข้มจัด ส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหย เป็นส่วนที่ทำให้มะกอกมีกลิ่นและรสชาติที่ดี แม้ว่า กรดโพลีฟินิล หรือสารที่ให้รสชาติจะมีอยู่ในผลมะกอก แต่เนื่องจากโดยธรรมชาติของผลมะกอกมีส่วนประกอบของสารต้นอนุมูลอิสระ (antioxidant) จึงมีผลต่อค่าความคงสภาพของน้ำมันอยู่ค่อนข้างมาก กล่าวคือ มะกอกน้ำมันยังมีโทโคฟิรอล ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิตามินอี ( อัลฟา-โทโคฟิรอล) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในตัวด้วยเช่นกัน สเตอรอลที่พบมากในมะกอกน้ำมัน คือ ไซโตสเตอรอล ( sitosssterol ) และยังพบว่าไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย



ข้อมูลใดๆ ซึ่งเกี่ยวกับน้ำมันมะกอกจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดการนำเสนอในแง่มุมสำคัญๆ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลในเรื่องคุณประโยชน์นานัปการจากการรับประทานน้ำมันมะกอกนั้น ควรมีแง่มุมจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความอุตสาหะเป็นเครื่องสนับสนุน เรื่องของไขมันและน้ำมันนั้นนับว่ามีความสลับซับซ้อนทีเดียว ไขมันและน้ำมันมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งคือ ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ต่อกรัม แต่กระบวนเมตาบอลิซึ่มของแต่ละอย่างหรือแต่ละกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันมาก น้ำมันมะกอกมีอนุกรมของสารประกอบมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ ภายในร่างกายของคนเรา และในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันในระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ ในประเด็นการค้นคว้าศึกษาและการทดลองต่างๆที่เกิดขึ้น
ในทางชีววิทยาและการบำบัดรักษาโรค น้ำมันมะกอกมีคุณค่าที่เกี่ยวเนื่องในหลายแง่หลายมุม เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างทางเคมี ประเด็นแรก คือ องค์ประกอบของกรดไขมัน น้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ (55-83%) ซึ่งมีลักษณะเป็นพันธะคู่เพียงพันธะเดียว โดยมีกรดโอเลอิคเป็นหลัก แต่สำหรับไขมันสัตว์แล้ว จะประกอบขึ้นด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืชจะมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเป็นหลัก (50-72% ในน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมีคุณสมบัติของความคงสภาพที่เหนือกว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งไขมันชนิดหลังนี้อาจเกิดการออกซิไดซ์ได้ง่ายซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นหืนในน้ำมัน น้ำมันมะกอกมีเปอร์เซนต์ของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนต่ำ คืออยู่ระหว่าง 3.5-22 % ซึ่งกรดไขมันจำเป็นชนิดนี้ เป็นชนิดที่ร่างกายไม่สามารถจะสังเคราะห์ได้เอง อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการบริโภคน้ำมันมะกอกในปริมาณปกติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กทารก ก็จะได้รับกรดไขมันจำเป็นอย่างเพียงพอ และยังมีสัดส่วนของกรดไลโนเลอิคกับกรดไลโนเลนิคที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งน้ำมันมะกอกและน้ำมันจากกากมะกอกมีโครงสร้างของกลีเซอรินที่เหมือนๆ กัน นั่นแสดงว่าน้ำมันสองประเภทมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน
ประเด็นที่สอง น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติที่ดีเพราะมีส่วนประกอบของไขมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสบู่ ( unsaponifiable fraction ) ลักษณะเด่นของน้ำมันมะกอกคือ มีโทโคเฟอรอล โดยเฉพาะที่มีมากคือ อัลฟา-โทโคเฟออล ซึ่งอยู่ในรูปของวิตามินอีและมีคาโรทีนในรูปของโปรวิตามินเอ รวมทั้งมีโพลีฟินอลอีกด้วย องค์ประกอบเหล่านี้ทำหน้าที่หลักในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะมีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน แต่สำหรับน้ำมันที่ผ่านกระบวนการกลั่นนั้นสารประกอบบางส่วนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรืออาจหมดไป


ประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร
จากผลงานของ
Charbonnier กล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง
กล้ามเนื้อส่วนที่เรียบของหูรูดซึ่งแยกออกจากกระเพาะและหลอดอาหาร ซึ่งขัดขวางต่อการไหลย้อนของน้ำย่อยแกสตริกจูซ ( gastric juices) นั้น จะลดอาการลงได้ด้วยน้ำมันมะกอก ส่วนไขมันเนยเป็นไขมันที่ทนทานต่อกระเพาะได้น้อยที่สุด และน้ำมันเมล็ดทานตะวันทนได้ในระดับปานกลาง ซึ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่น้ำย่อยแกสตริกไม่เกิดการสะสมแล้ว คุณสมบัติในการทนทานต่อกระเพาะของไขมันทั้งสามชนิดดังกล่าวจะเท่าเทียมกัน
กล่าวกันแต่เดิมมาว่าน้ำมันมะกอกมีผลในกาช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ( hyperchiorohydric gastritis) และอาการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้ตอนต้น ( gastroduodenal ulcers) ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติในเชิงป้องกันโรค จากการทดลองโดยการเปลี่ยนน้ำมันมะกอกแทนไขมันสัตว์ในอาหารของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ปรากฎว่าคนไข้จำนวน 33 % สามารถลดอาการของบาดแผลลงได้ และอีก 55% ก็ลดการรักษาที่ทำให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย ( cicatrization) อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันมะกอกในการช่วยบำบัดนั้นก็มิได้หมายความว่าจะงดการรักษาด้วยยาอย่างสิ้นเชิง

ประโยชน์ต่อลำไส้
น้ำมันมะกอกสัก 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานในตอนเช้าตอนกระเพาะว่าง จะเป็นผลดีสำหรับในรายที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง
ประโยชน์ต่อระบบน้ำดี
น้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่นๆ ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว น้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับ ( hepatobiliary secretion ) ในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา ความรู้เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตกาลและในปัจจุบัน ผลจากการศึกษาวิจัยมากมายที่ปรากฎขึ้นก็เป็นสิ่งยืนยันในคุณสมบัติเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี



โรคนิ่วน้ำดี ( Cholelithiasis ) เป็นโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบัน อันมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากกระบวนเมตาบอลิซึ่มของไขมันและเป็นโรคที่เป็นกันมากในประเทศพัฒนาแล้ว โรคนี้เกิดจากภาวะโภชนาที่ล้นเกิน โดยเฉพาะเกิดการสะสมของไขมันอิ่มตัวและคอเเลสเตอรอล การหลั่งน้ำดีเพื่อเร่งการดูดซึมคอเลสเตอรอลจึงเพิ่มสูงขึ้น และทำให้เกลือน้ำดีและเลคซิตินลดต่ำลง ระดับคอเลสเตอรอลในพลาสมาจึงเพิ่มขึ้นตามมา จนเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดหินปูน เนื่องจากคอเลสเตอรอลที่เพิ่มสูงขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นเกิดการนำพาโดยลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ( LDL- low density lipoproteins ) ซึ่งขัดขวางต่อการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ อีกประการหนึ่งคือ คอเลสเตอรอลที่เกิดจากการนำพาของโพลีโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง ( HDL - high density lipoproteins) จะเกิดกระบวนการเมตาบอลิซึ่มในเกลือน้ำดีได้ง่ายกว่าส่วนที่หลั่งออกมากับน้ำดี ในการรักษาคนไข้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง จะต้องลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในพลาสมาให้ต่ำลง โดยกระตุ้นให้กลไกของระบบน้ำดีช่วยกำจัดออกไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการก่อตัวของก้อนนิ่ว ในขณะที่อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงอย่างน้ำมันมะกอกจะไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่า น้ำมันมะกอกมีผลในเชิงป้องกันการก่อตัวของนิ่วน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำดี และทำให้ปริมาณ HDL เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนที่สมดุลระหว่าง ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน อีกทั้งยังมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงอีกด้วย Messini และ Cailella ได้ทำการพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้คนที่อยู่ในอิตาลีซึ่งมีอัตราการบริโภคน้ำมันมะกอกสูงกว่าที่อื่นๆ นั้น พบว่าเป็นนิ่วน้ำดีต่ำ

น้ำมันมะกอกมีผลดีต่อเด็กๆ อย่างไร
การให้ไขมันแก่เด็ก
ทั้งในเด็กทารกและเด็กที่หย่านมแล้ว ถือเป็นเรื่อสำคัญและที่สำคัญยิ่งกว่าคือการให้กรดไขมันจำเป็นแก่เด็กที่เลี้ยงด้วยนมมารดา จะได้รับแคลอรี 4-5% ซึ่งอยู่ในรูปของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ขณะที่เด็กเล็กซึ่งเลี้ยงด้วยนมวัวนั้นจะได้รับน้อยกว่ากันมาก เด็กที่ได้รับกรดไลโนเลอิคในปริมาณต่ำจะทำให้เติบโตช้าและการสร้างตัวของผิวหนังก็ช้าลงด้วย และยังทำให้การทำงานของตับและกระบวนเมตาบอลิซึ่มเกิดการแปรปรวน ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืช ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนอยู่มากนั้น ไม่ควรป้อนให้แก่เด็กในปริมาณมากๆ เพราะจะเป็นผลเสียต่อการปรับระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลง นอกจากนี้ น้ำมันประเภทหลังนี้ยังเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์อีกด้วย โดยเฉพาะในเด็กกๆ ที่มีวิตามีอีสะสมในร่างกายต่ำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับสภาพความสมดุลระหว่างกรดไลโนเลอิคและไลโนเลนิค จากการศึกษาของ Galli โดยการให้น้ำมันแก่หนูทดลองซึ่งกำลังอยู่ในวัยเติบโต โดยเปรียบเทียบน้ำมันชนิดต่างๆ ทั้งน้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และไขมันอิ่มตัว ปรากฎว่ากลุ่มของหนูที่ได้รับไขมันอิ่มตัวและน้ำมันเมล็ดทานตะวัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของไขมันในสมองและตับ แต่สำหรับหนูที่ได้รับน้ำมันมะกอก จะไม่ปรากฎอาการดังกล่าว แม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีปริมาณของกรดไขมันจำเป็นต่ำ แต่สัดส่วนที่มีความสมดุลระหว่างไลโนเลอิค : ไลโนเลนิคนั้น เป็นคุณสมบัติที่เหมือนกับที่พบในนมมารดา

น้ำมันมะกอกมีผลดีต่อผู้สูงอายุอย่างไร
อาหารเป็นสิ่งที่ให้พลังงานจำเป็นแก่มนุษย์ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ แซลล์แต่ละเซลล์มีการถ่ายทอดโครงสร้างซึ่งมีปฏิกิริยาทางชีวภาพเป็นตัวกำหนด เซลล์เหล่านี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันสิ้นสุด







อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นซ้ำของเซลล์อาจมีความผิดปกติเช่นกัน แม้ในระยะแรกจะได้รับการแก้ไข แต่เมื่อนานเข้าความผิดปกติก็จะก่อตัวสะสม และส่งผลให้เกิดความไม่เป็นระเบียบของกลไกในการทำงานในอวัยวะต่างๆ จนทำให้ความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา และการได้รับไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณมากจะเป็นตัวเร่งการเกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดเซลล์ที่ผิดปกติขึ้น ในทางตรงกันข้าม สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เช่น วิตามินอี จะเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ จากการทดลอง หนูที่ได้รับน้ำมันมะกอกจะมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าหนูที่ได้รับน้ำมันเมล็ดทานตะวันและน้ำมันข้าวโพด ผลที่เกิดขึ้นเป็นเพราะน้ำมันมะกอกมีสัดส่วนของวิตามินอีและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีความสมดุลกมากกว่านั่นเอง สำหรับการทดลองกับคนนั้น มีการศึกษาวิจัย ซึ่งใช้น้ำมันประเภทที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง โดยมิได้เจาะจงตัวผู้เข้าทดลอง ซึ่งพบว่า เมื่อเปรียบเทียบไขมันซึ่งบริโภคได้ทุกชนิด ผลปรากฎว่าน้ำมันมะกอกให้ผลเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากมีปริมาณของกรดไลโนเลอิคกับกรดไลโนเลนิค รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สมดุลต่อร่างกาย
จากการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังของ Pinkey ครั้งแล้วครั้งเล่า มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเกินกว่า 10% ของการบริโภคจะปรากฎริ้วรอยแห่งวัย ในจำนวนนี้ 60% เกิดอาการผิวลอกผิวอักเสบ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคผิวหนังชนิดร้ายแรงติดตามมา
การสร้างเนื้อกระดูกก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ มีความเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะกอกจะช่วยลดปัญหานี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับน้ำมันมะกอกเพิ่มขึ้น การดูดซึมแร่ธาตุเข้าสู่เนื้อกระดูกก็จะมากขึ้นด้วย ในเรื่องนี้สามารถอธิบายได้โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า มีปริมาณของโอลีเอท (oleates) อยู่เป็นจำนวนมากตามลักษณะโครงสร้างของไขกระดูก จากผลการวิจัยของนักวิจัยชาวฝรั่งเศส รายงานว่า ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องได้รับน้ำมันมะกอก เมื่ออยู่ในวัยที่กำลังเติบโต และในวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียมของร่างกาย
ในผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ตลอดจนการดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่นั้นจะด้อยลง น้ำมันมะกอกมีลักษณะที่ดีในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารการดูดซึมสาราหาร อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย ในการนำน้ำมันมะกออกมาบริโภคนั้น อาจรับประทานโดยการนำไปปรุงอาหาร โดยการทอดท่วมน้ำมัน หรือยิ่งถ้ารับประทานในรูปของน้ำมันโดยตรงก็จะได้ทั้งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระได้ครบถ้วนที่สุด น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยให้อาหารดูน่ารับประทานแล้ว ยังช่วยให้การย่อยอาหารภายในร่างกายมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย


น้ำมันมะกอกกับภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด
ภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นโรคที่เป็นกันมากที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ สาเหตุของโรค นอกจากจะเกิดจากรรมพันธุ์แล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุให้อาการของโรครุนแรงขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง และคอเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยเสริมในเรื่องของ อายุ เพศ (โดยเฉพาะเพศชาย) ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกาท์ มีไตรกลีเซอไรด์สูง อนามัยในช่องปาก และร่างกายอ่อนเพลีย
คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันในกลุ่มสเตอรอยด์ และเป็นลิพิดที่มีอยู่มากมายในเนื้อเยื่อของสัตว์ เป็นสารที่ไม่ละลายน้ำแต่จะละลายได้ในสารอินทรีย์ (organic solvents) คอเลสเตอรอลเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ และในหลายๆ กรณีก็เป็นองค์ประกอบของสารไขมันของเยื่อหุ้มเซลล์ ( phospholipids) ที่มีความคงสภาพและความซับซ้อน คอเลสเตอรอลที่อยู่ในร่างกายนั้นทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารสเตอรอยด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสำคัญๆ อย่างเช่นการผลิตเกลือน้ำดีซึ่งช่วยละลายไขมัน ทำให้เยื่อบุลำไส้สามารถดูดซึมไปใช้งานได้ หรือช่วยควบคุมการทำงานของวิตามินดี
การเกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นเกี่ยวข้องกับนิสัยการบริโภคอย่างแยกกันไม่ออก ผู้ที่รับประทานไขมันสัตว์ในปริมาณมาก จะมีแนวโน้มของการเกิดภาวะคอเลสเตอรอลในพลาสมาสูงขึ้น ในทางกลับกัน ผู้ที่รับประทานน้ำมันพืชซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณสูง จะมีความต้านทานต่อโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ดี ช่วยป้องกันปฏิกิริยาที่เกิดจากคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลงได้อีกด้วย
จากการทดลองพบว่า คอเลสเตอรอลในพลาสมามิได้ก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดเสมอไป คอเลสเตอรอลที่เกิดการนำพาโดยลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ( LDL - Cholesterol ) นั้นมีผลเช่นนั้นจริง ในขณะที่คอเลสเตอรอลซึ่งมีลิโพโปรตีนความหนาแน่นสูงเป็นตัวนำพานั้น จะมีผลในเชิงป้องกันโรค เนื่องจากหน้าที่ของมันคือ การกำจัดคอเลสเตอรอลอิสระในเซลล์และสารประกอบเอสเตอร์ และนำไปสู่ตับในขณะที่ไม่มีการสะสมของน้ำดี



ผลจากการศึกษานับครั้งไม่ถ้วน ยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ DLD พลาสมา กับภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นเป็นไปในเชิงลบ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง HDL กับการมีชีวิตยืนยาวนั้นเป็นไปในเชิงบวก
การรักษาผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวให้ต่ำลง การลดไขมันเหล่านี้จะช่วยลดพลาสมาคอเลสเตอรอลได้เป็นสองเท่า โดยการเติมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณที่เท่าๆกันลงไปด้วย ( Keys, Grande Covian et al.) และถ้าใช้น้ำมันมะกอกแทน ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในปริมาณสูงนั้น ระดับคอเลสเตอรอลก็จะเท่าเทียมกับการลดปริมาณไขมันอิ่มตัวเช่นกัน นอกจากนี้ ผลดีที่เกิดจากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทดแทนไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งมีผลในเชิงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้อีกด้วย จากการศึกษาเปรียบเทียบในผู้ชายจำนวน 10,000 คน ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นพบว่า เมื่อคนเหล่านี้มีพลาสมาคอเลสเตอรอลอยู่ในระดับที่เท่าๆกัน ความเสี่ยงต่อการทวีความรุนแรงของโรคจะอยู่ในอัตราที่เท่าๆ กันด้วย ทั้งชายชาวอเมริกันและชาวฟินแลนด์ แต่สำหรับชายซึ่งเป็นชาวเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีการบริโภคน้ำมันมะกอกในเปอร์เซนต์สูงกว่าไขมันชนิดอื่นๆ อยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงต่อโรคจะลดลงอย่างมาก
การบริโภคไขมันพืชซึ่งจัดอยู่ในจำพวกไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมากจนเกินไปนั้น จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดตามมาได้ อีกทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของเยื่อบุโพรงอักเสบ ( endothelial lesions ) และความผิดปกติของการจับตัวของลิ่มเลือด ( platelet hyperaggregation)
จากข้อมูลที่กล่าวไว้ในหัวข้อนี้ น่าจะสรุปได้ว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ก็คือลดการบริโภคไขมันสัตว์ (ทั้งในรูปที่มองเห็นและมองไม่เห็น) และทดแทนด้วยน้ำมันมะกอกซึ่งมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุล อันเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรค โดยมีส่วนประกอบของอัลฟา-โทโคเฟอรอล หรือโพลีฟินอลที่ทำหน้าที่ในการขจัดอนุมูลอิสระ หลักโภชนาการที่กล่าวนี้ ได้รับการยืนยันจากการทดลองและงานวิจัยโรคระบาดแล้วว่า จะสามารถป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยควบคุมพลาสมาคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องผลข้างเคียงแต่อย่างใด


น้ำมันมะกอกกับคุณสมบัติในการทอดอาหาร
เพื่อทำให้อาหาร
ชวนรับประทานขึ้น จึงมีวิธีการปรุงอาหารด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การต้ม การอบ การรมควัน และการทอด โดยเฉพาะการทอดซึ่งต้องเอาอาหารลงทอดเมื่ออุณหภูมิของน้ำมันถึงจุดเดือด
จากการศึกษาของ Varela et al พบว่า ในระหว่างการทอดอาหารนั้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 100 องศาเซลเซียส และรักษาอุณหภูมิในระดับนี้ให้คงที่ จนกระทั่งน้ำในน้ำมันระเหยออกไปจนหมด ขณะนั้นเอง ความร้อนจากน้ำมันก็จะเริ่มแทรกซึมเข้าไปในอาหาร ซึ่งย่อมหมายความว่าน้ำมันจะเข้าไปทำให้อาหารสุกได้ในเวลาอันรวดเร็ว การทอดอาหารด้วยน้ำมันจึงมิได้ทำให้อาหารนั้นต้องสูญเสียคุณค่าไปกับความร้อนเกินปกติเลย เมื่อเปรียบเทียบการปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นๆ ชั้นเคลือบที่ผิวนอกของอาหารซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของน้ำมันร้อนนั้น จะทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน และเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรทเป็นคาราเมล
ไขมันอันเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออทอคซิเดชั่น (autoxidation phenomena) นั้น เป็นการเร่งให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวจะถูกกระตุ้นด้วยปริมาณของไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประกอบกับสารโปร-ออกซิแดนท์ และสามารถยับยั้งได้ด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ผลผลิตทางเคมีซึ่งด้อยกว่าจะระเหยเป็นไอและกำจัดออกไปได้โดยง่าย แต่สำหรับผลผลิตอื่นๆ (อย่างเช่นโพลีเมอร์) จะกำจัดได้ยาก และสารบางอย่างที่ยังตกค้างอยู่ก็อาจะเป็นสารก่อพิษ เป็นโทษต่ออวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และยังทำให้คุณค่าอาหารด้อยลงด้วย



ในไขมันสัตว์ ซึ่งมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวต่ำ จะไม่มีแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่เลย และยังเกิดกระบวนการออทอคซิเดชั่นได้ง่ายมาก ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืชซึ่งแม้จะมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง แต่ก็เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นได้ง่ายเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม น้ำมันมะกอกจะมีความคงสภาพที่ดี เนื่องจากมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวและแอนติออกซิแดนท์อยู่ในระดับพอดี สาเหตุที่ทำให้อาหารด้อยคุณค่าลงนั้น นอกจากสาเหตุจากประเภทของไขมันที่เลือกใช้แล้ว ยังรวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ อีก เช่น ระดับความร้อนนานแค่ไหน ประเภทของอาหาร รวมทั้งสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่อยู่ในอาหาร เป็นต้น
Fedeli ได้ทำการทดสอบความคงสภาพของน้ำมันมะกอก โดยการทอดด้วยอุณหภูมิสูงและ Varela ก็ได้ทำการพิสูจน์โดยทดลองทอดเนื้อ ทอดปลาซาร์ดีนด้วยน้ำมันมะกอก ผลปรากฎว่าประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆแม้ว่าจะใช้น้ำมันนั้นทอดซ้ำๆ กันเกินกว่า 10 ครั้งขึ้นไปก็ตาม การวิจัยนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหารมากที่สุด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากว่าน้ำมันชนิดอื่นใด
ข้อสรุปสำหรับเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ด้วยโครงสร้างของกรดไขมัน ด้วยคุณค่าของวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยสภาพความสมดุลของสารประกอบทั้งมวล อีกทั้งกลิ่นรสชาติดี คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ทุกๆ ข้อ ล้วนมีอยู่ครบถ้วนในน้ำมันมะกอก น้ำมันที่เหมาะแก่การบริโภคมากที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบริโภคโดยการรินสดๆ หรือโดยการนำไปปรุงอาหารก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันมะกอกยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพใสด้านการป้องกันโรคอีกคำรบหนึ่งด้วย.

mที่มาhttp://www.rspg.or.th/experimental_project/olive/olive15.htm

รางจืด..สมุนไพรมหัศจรรย์ถอนพิษได้


ปัจจุบัน นี้ ปัญหาสารพิษตกค้างในพืชผักและผลไม้มีจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นผลให้ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ใน ภายหลัง

การล้างพิษสามารถทำได้โดยการกินอาหารที่มีแอนติออกซิ แดนต์ หรือสารต้านอนุมูลอิสระให้มาก เช่น ผัก ผลไม้ ผักใบเขียวๆ มะละกอ แครอต ตำลึง ฯลฯ สมัยก่อนชาวบ้านมักจะเชื่อว่า รางจืด, ว่านจืด, ข่าจืด ช่วยล้างพิษได้ แต่ที่นิยมมากที่สุดขณะนี้คือ รางจืด สรรพคุณ รางจืดตามตำรายาไทยกล่าวไว้ว่า "รางจืดรสเย็น ใช้ปรุงเป็นยาเขียวถอนพิษไข้ ถอนพิษผิดสำแดงและพิษอื่นๆ ใช้แก้ร้อนใน กระหายน้ำ รักษาโรคหอบหืดเรื้อรัง และแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆ ใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องจากเห็ดพิษ สารหนู หรือแม้ยาเบื่อประเภทยาสั่ง

สำหรับคนที่เป็นนักดื่มสุรา ย่อมรู้ดีว่ารางจืดช่วยถอนพิษสุราได้ สิ่งที่ยอมรับคือ หากดื่มสุราจัดเกินขนาดแล้วเกิดอาการเมาค้าง รางจืดช่วยถอนอาการเมาค้างได้แน่ นอกจากนี้ผู้นิยมสมุนไพรยังแจ้งผลการใช้มาว่าแก้พิษได้อีกหลายอย่าง เช่น สุนัขโดนวางยาเบื่อก็รอดชีวิตมาได้ โดยเจ้าของคั้นน้ำรางจืดให้กิน หรือในอดีตใครที่ถูกวางยาก็มักแก้ด้วยรางจืดเช่นกัน



างจืด เป็น สมุนไพรไทยที่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์ว่า มีสรรพคุณแก้ท้องร่วง อาการแพ้ ผื่นคัน แก้พิษยาฆ่าแมลงในสัตว์ แก้พิษจากสารในยากำจัดศัตรูพืช แก้พิษเคมี พิษเบื่อเมา พิษแอลกอฮอล์ พิษสุราเรื้อรัง พิษสะสมในร่างกาย ไข้ร้อนใน ฯลฯ ปัจจุบันมีผู้นำรางจืดมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ใบชา หรือถุงชาในแพ็กเกจสวยหรูดูดี และยังทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรสำเร็จรูป ซึ่งเป็นของกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ราคาย่อมเยา สามารถชงดื่มได้ทันที ใบรางจืดอบแห้งมีกลิ่นใบไม้แห้งหอมอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ ให้น้ำชาสีน้ำตาลออกเขียว มีสรรพคุณกำจัดพิษ แก้เมาค้าง บรรเทาอาการผื่นแพ้ และลดความร้อนในร่างกาย เหมาะกับเมืองไทยในขณะนี้ที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ

ชารางจืดไม่มีพิษ ดื่มเป็นประจำได้ทุกวัน ใบสดนำมาคั้นกับน้ำเพื่อให้ผู้ป่วยที่กินยาฆ่าแมลงดื่ม เป็นการปฐมพยาบาลก่อนนำส่งโรงพยาบาลได้ แต่จะไม่ให้ผลในการกินเพื่อป้องกันก่อนสัมผัสยาฆ่าแมลง ในทางกลับกันสมุนไพรรางจืดนี้ซึ่งหาได้ง่ายในแถบชนบทอยู่แล้ว สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สามารถนำใบรางจืดมาต้มทำเป็นชารางจืด ดื่มแทนน้ำธรรมดาเพื่อให้ทำลายและขับพิษสารเคมีไม่ให้ตกค้างในร่างกาย โดยพิษของยากำจัดศัตรูพืชจะทำให้เกิดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

สำหรับความเชื่อในวง เหล้า ที่นำรางจืดมาเคี้ยวเพื่อดับฤทธิ์เอทิลแอลกอฮอล์ เพื่อทำให้ดื่มได้นานไม่เมานั้น ยังไม่เคยมีการศึกษาวิจัยมาก่อนและไม่แนะนำให้ปฏิบัติด้วย เพราะสุดท้ายเมื่อเหล้าเข้าสู่ร่างกาย ก็จะไปทำลายอวัยวะที่เป็นทางผ่านทั้งหมดและทำลายที่ตับ ทำให้ตับทำงานหนักที่สุด ตับจึงได้รับพิษจากเหล้ามากที่สุด เซลล์ตับที่ถูกทำลายจะมีไขมันไปเกาะแทนที่ ทำให้เกิดตับอักเสบเนื่องจากการคั่งของไขมัน ทำให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้นไปอีก และเมื่อเซลล์ตับตายลงถึงระดับหนึ่ง ก็จะมีพังผืดไปขึ้นที่บริเวณนั้นลักษณะคล้ายแผลเป็น ส่งผลให้เนื้อตับที่เคยอ่อนนุ่มกลับแข็งตัวขึ้น เกิดอาการตับแข็งได้ในที่สุด โอกาสเสียชีวิตมีเร็วขึ้น

รางจืด มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Thunbergia lauriflolia Linn. โดยมีชื่ออื่นว่า ยาเขียว, เครือเขาเขียว, กำลังช้างเผือก, หนามแน่, ย้ำแย้, น้ำนอง, คาย, ดุเหว่า, รางเย็น, ทิดพุด, แอดแอ, ขอบชะนาง

จัดอยู่ในวงศ์ THUNBERGIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

รางจืด เป็นพืชที่ชอบอยู่ตามลุ่มน้ำ ลำห้วย ลำธาร ขึ้นในป่าชื้นจะงามมาก ใบมีขนาดใหญ่ ถ้าอยู่ในบริเวณที่มีน้ำให้ความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์จะออกเถาไม่รู้จบสิ้น ต้นเดียวจะออกเถาคลุมเนื้อที่เป็นงานๆ ชอบดินร่วนปนทราย ลักษณะเป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นหรือเถามีเนื้อแข็ง ลักษณะของเถานั้นจะกลมเป็นข้อปล้อง มีสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้ม เลื้อยพาดไปตามกำแพงรั้วแล้วจะทิ้งตัวห้อยเป็นระย้าลงสู่เบื้องล่าง

มัก พบอยู่ตามชายป่าดิบทั่วๆ ไปทางภาคกลางและภาคเหนือ ชอบอาศัยพันเกาะเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ มีเถาที่แข็งแรงมาก ใบเป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ และขนาดของใบนั้นจะไล่กันขึ้นไปตั้งแต่ขนาดใหญ่ คือตรงโคนก้านไปหาขนาดเล็กคือ ปลายก้าน ใบเป็นสีเขียวผิวเกลี้ยง ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ตรงโคนใบจะเว้า ปลายใบจะเป็นติ่งแหลม ใบจะมีความกว้างยาวประมาณ 2 นิ้ว และยาวประมาณ 4-5 นิ้ว

ดอกออก เป็นช่ออยู่ตามง่ามใบ ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ 3-4 ดอกห้อยระย้าลงมา ลักษณะของดอกเป็นกรวยต้นๆ หลอดกรวยยาวประมาณ 1 ซ.ม. ตรงปลายดอกก็จะแยกเป็นแฉกอยู่ 5 แฉก หรือ 5 กลีบ ดอกจะเป็นสีม่วงอ่อนๆ หรือสีคราม ดอกที่ยังอ่อนยังไม่บานนั้นจะมีกาบห่อหุ้มอยู่ ดอกบานเต็มที่ประมาณ 3 นิ้ว ภายในหลอดดอกนั้นเป็นสีขาว มีเกสรตัวผู้อยู่ประมาณ 4 อัน

จะผลิดอกในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือน มกราคม สำหรับผลนั้น พอดอกนั้นร่วงโรยไปก็จะติดเป็นผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักตรงปลายฝักจะแหลมคล้ายกับปากนก ส่วนโคนใบนั้นกลมยาวประมาณ 1-1.5 นิ้ว เมื่อผลแก่ก็จะแตกออกเป็น 2 ซีก

ส่วน ที่ใช้เป็นยานั้นคือ ทั้งต้น รากและเถา ใช้เป็นยา สรรพคุณเด่น จะมีรสเย็น ใช้ถอนพิษยาเบื่อเมาหรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้และพิษทั้งปวง แก้ร้อนในกระหายน้ำ

วิธีใช้ในครัวเรือน

นำราก หรือใบรางจืดมาโขลกให้แหลก ผสมนำซาวข้าวคั้นเอาแต่น้ำใช้ดื่ม หรือเอาใบรางจืดมาผึ่งลมให้แห้ง แล้วเก็บใบชงกับน้ำร้อนดื่มต่างน้ำก็ได้

วิธีการปลูกและการดูแลรักษา

ปลูก โดยเพาะเมล็ดหรือใช้เถาปักชำ เมล็ดรางจืดจะแก่ในราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เก็บเมล็ดก่อนฝักจะแตก นำมาใส่กระด้งหรือผ้าพลาสติกเขียวเพื่อป้องกันเมล็ดกระเด็น นำเมล็ดไปเพาะแล้วย้ายปลูก การเพาะเมล็ดไม่นิยมเท่าการใช้เถา เนื่องจากใช้เวลานานกว่าและเมล็ดมีจำนวนน้อย สำหรับการชำเถา ให้เลือกเถาแก่นำมาตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณคืบเศษ (6-8 นิ้ว) ให้มีตาติดอยู่ 2-3 ตา

ช่วงตาหรือข้อของเถาอาจยาวไม่เท่ากัน อย่างน้อยให้มีตา 2 ตา ในฤดูฝนสามารถนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ได้เลย ไม่ต้องชำ แต่ถ้าเป็นฤดูอื่นควรนำไปชำในกระบะเพาะหรือถุง ปักเถาให้เอียงเล็กน้อย ถ้าชำในฤดูฝนจะออกรากเร็วใช้เวลาราว 2 อาทิตย์ ในฤดูแล้งจะช้ากว่า เมื่อเถาชำอายุได้ 45 วัน ก็นำไปปลูกในหลุมที่รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ห่างจากค้างประมาณ 50 ซ.ม.

รางจืดนั้นไม่เหมาะจะปลูกร่วมกับไม้ผล แต่ปลูกให้ขึ้นร่วมกับไม้ใหญ่อื่นๆ ได้ ถ้าจะให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวควรทำค้างให้ขึ้นสูงประมาณ 1.20 เมตร ค้างควรมีขนาดใหญ่และแข็งแรง เพราะรางจืดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การปักเสามีสายสลิงหรือทำรั้วไม้ปักขัดกันไปมาจะช่วยให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย

การเก็บเกี่ยว

ควร เก็บใบกลางแก่กลางอ่อน จับดูใบไม่นิ่มไม่แข็งเกินไป ถ้ามีซุ้มหรือค้างให้รางจืดเลื้อยพัน จะเก็บเอาเฉพาะใบมาใช้ไม่ต้องตัดทั้งเถา แต่ถ้ารางจืดขึ้นพันไม้อื่นให้ตัดจากโคนเถามาลิดใบ.

ฮือฮารางจืด แก้พิษแมงดา



ต้นรางจืด



กรณีนายศุภชัย จุลมูล อายุ 42 ปี และนางนงนุช ปงเมฆ อายุ 40 ปี 2 สามีภรรยาอยู่บ้านเลขที่ 1/2 บ้านอีแล็ด หมู่ 2 ต.หาดทรายรี อ.เมืองชุมพร อาชีพรับซื้ออาหารทะเล นำไข่แมงดาทะเลชนิดมีพิษหรือ แมงดาถ้วยหรือเหราหรือแมงดาไฟ มายำกับมะม่วงดิบ ทำเป็นอาหารจานโปรดเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว แต่ภายหลังรับประทานเข้าไปไม่นาน ปรากฏว่าทุกคนเกิดอาการแน่นหน้าอก ปากมือเท้าชา อาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง ญาติต้องหามส่ง โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อ.เมืองชุมพร 5 ราย ในจำนวนนี้มีอาการโคม่า 2 ราย คือนางนงนุช กับ ด.ญ. ดารารัตน์ จุลมูล อายุ 11 ขวบ ลูกสาว แพทย์ ต้องส่งตัวเข้าห้องไอซียู ส่วนนายศุภชัยและลูกอีก 2 คน คือนายวีรยุทธ จุลมูล อายุ 17 ปี และ เด็กชายวีระชัย จุลมูล อายุ 12 ปี อาการปลอดภัย

ความคืบหน้าเมื่อตอนสายวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อ.เมืองชุมพร พบ เจ้าหน้าที่กำลังเคลื่อนย้ายนางนงนุช และ เด็กหญิงดารา รัตน์ ออกจากห้องไอซียูไปยังห้องพักฟื้นตึกหมอพร โดย นางนงนุชซึ่งนอนอยู่บนรถเข็นผู้ป่วย มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวเพียงสั้นๆ ว่า เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางวนิดา จุลมูล อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/1 หมู่ 2 ต.หาดทรายรี อ.เมืองชุมพร แม่นายศุภชัย สามีของนางนงนุชเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับการยืนยันจากแพทย์แล้วว่า นางนงนุชกับ เด็กหญิงดารารัตน์ ลูกสะใภ้และหลานสาวอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ได้ถอดเครื่องหายใจออกแล้ว ทั้งลูกสะใภ้และหลานสาวรอดตายครั้งนี้เหมือนปาฏิหาริย์ ตอนแรกที่พาส่ง โรงพยาบาลอาการโคม่า แพทย์เรียกญาติไปพบบอกว่าให้ทำใจ โอกาสรอดมีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ไข่แมงดา


นางวนิดาเปิดเผยอีกว่า ระหว่างที่ทุกคนนั่งเฝ้าอาการด้วยความสิ้นหวังอยู่นั้น มีพยาบาลรายหนึ่งที่เฝ้าไข้เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งรับประทานแมงดาพิษเข้าไป ญาติเอาต้นรางจืดซึ่งเป็นพืชสมุนไพรมาตำคั้นเอาน้ำให้ผู้ป่วยดื่มกิน ผลปรากฏว่าแก้พิษได้ และรอดตายในที่สุด เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำให้เกิดความหวังขึ้นมา โทรศัพท์บอกญาติให้นำต้นรางจืดมาให้ทั้งต้นและราก จากนั้นนำไปตำจนละเอียดคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำซาวข้าวให้พยาบาลฉีดเข้าไปทาง หลอดอาหารให้กับนางนงนุชก่อน หลังเวลาผ่านไปประมาณ 5-6 ชั่วโมง ปรากฏว่านางนงนุชเริ่มรู้สึกตัว พูดได้ แพทย์เจ้าของไข้จึงอนุญาตให้นำรางจืดไปใช้รักษา เด็กหญิงดารารัตน์ อีกคน เวลาผ่านไปเพียงแค่ 2 ชั่วโมง เด็กเหญิงดารารัตน์เริ่มรู้สึกตัว สร้างความประหลาดใจให้กับแพทย์เป็นอย่างมาก เมื่อแพทย์เห็นเช่นนั้นนำรางจืดให้ผู้ป่วยรับประทานทุก 3 ชั่วโมง ปริมาณครั้งละ 10 ซีซี กระทั่งในวันเดียวกันนี้ แพทย์วัดความดัน การเต้นของหัวใจของผู้ป่วยยืนยันว่าทั้งคู่ปลอดภัย แพทย์ เชื่อว่าเหตุที่รอดตายเพราะต้นรางจืดแน่นอน เพราะคนที่รับประทานแมงดาพิษเข้าไปจะไม่มียาใดๆรักษาได้

ด้าน แพทย์หญิงสุพรรณี ประดิษฐ์สถาวงษ์ ผู้อำนวยการโรงพบาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กล่าวว่า ปกติคนที่รับประทานแมงดาถ้วย หรือเหรา หรือแมงดาไฟเข้าไปแล้วเกิดอาการเป็นพิษจะไม่มียาใดๆ รักษาแก้พิษ แพทย์ทำได้แต่เพียงล้างท้อง หรือทำให้อาเจียน แล้วใช้เครื่องช่วยหายใจ การที่แพทย์ หรือพยาบาลยอมให้ญาตินำเอาสมุนไพรอย่างรางจืดมาให้ผู้ป่วยกินนั้น เพราะปัจจุบันนี้ เมื่อถึงจุดๆหนึ่งที่แพทย์เห็นว่าผู้ป่วยอยู่ในอาการโคม่า แพทย์มีสิทธิที่จะทำตามคำขอของญาติผู้ป่วยนั้นๆ ยิ่งต้นรางจืดเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้พิษได้ ทั้งต้นและรากของรางจืดจะเป็นยาขับปัสสาวะ ทำให้ช่วยขับพิษแมงดาทะเลออกมาทางปัสสาวะของผู้ป่วย จนอาการของแม่ลูกดีขึ้นตามลำดับ ขณะนี้ทราบมาว่าแพทย์อนุญาตให้นำทั้งคู่ ออกจากห้องไอซียูไปพักฟื้นตึกหมอพรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากอาการปลอดภัย คาดว่าพรุ่งนี้คงจะกลับบ้านได้ สำหรับต้นรางจืดกำลังตรวจสอบอยู่ว่ามีใครทำการวิจัยไว้หรือไม่ ถ้าไม่มีจะถือโอกาสศึกษาและนำมาใช้เป็นยาแก้พิษแมงดาทะเลมีพิษต่อไป





ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ข่าว
ข่าว
ข่าว

อวัยวะน้ำเหลือง

อวัยวะน้ำเหลือง (Lymphatic organ)

1) ต่อมน้ำเหลือง (Lymph node) พบทั่วร่างกาย ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่เป็นกระจุก ต่อมน้ำเหลือง บริเวณคอ มี 5 ต่อม เรียกว่า ทอนซิล (Tonsil) มีหน้าที่ป้องกันจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหารและกล่อง เสียงจนอาจเกิดอักเสบขึ้นมาได้

lymph_node1.gif

lymph2.jpg

ต่อมน้ำเหลือง (lymph node)

dur-bar.gif

2) ม้าม (Spleen) เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือด (เฉพาะในระยะเอมบริโอ) ป้องกันสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด สร้างแอนติบอดี ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลตที่หมดอายุ

spleen1.jpg

ม้ามและเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยง

spleen.gif


ตำแหน่งของม้าม

หน้าที่ของม้าม

ม้ามทำหน้าที่ในการดึงเอาธาตุเหล็กจากฮีโมโกลบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง นำมาใช้ในร่างกาย และยังทำหน้าที่เอาของเสียออกจากกระแสเลือดในรูปของน้ำปัสสาวะเช่นเดียวกับ ที่ตับ ม้ามสร้างแอนตีบอดี ในการต่อต้านเชื้อโรค และยังผลิดเซลล์เม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด (ยกเว้นมนุษย์) ม้ามจะทำหน้าที่เก็บเซลล์เม็ดเลือดแดง และส่งไปยังกระแสเลือด เพื่อควบคุมปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดง ในกรณีที่เสียเลือดมาก ในทารกที่ยังไม่คลอด ม้ามมีหน้าที่หลักในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และหลังจากคลอด หน้าที่นี้จะเป็นหน้าที่ของไขกระดูกแทน แต่ถ้าไขกระดูกทำงานได้น้อยลงเนื่องจากโรคบางอย่าง ม้ามจะทำหน้าที่ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกครั้งหนึ่ง

โรคม้าม

อาการ หลายชนิดมีผลต่อม้าม เช่น Splenomegaly (อาการม้ามโตผิดปกติ) อาการนี้เป็นอาการที่บอกถึงการมีแบคทีเรีย ปรสิต หรือไวรัสติดเชื้อในร่างกาย เช่น เชื้อวัณโรค เชื้อมาลาเรีย ข้อต่ออักเสบ ฯลฯ โรคนี้ยังอาจเกิดจากโรคตับแข็งได้, Hypersplenism (อาการม้ามทำงานผิดปกติหรือทำงานมากเกินปกติ) โรคนี้ทำให้การกำจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคโลหิตจางแทรกซ้อนขึ้นมา นอกจากนี้ ภาวะม้ามเลือดออกอาจชี้ถึงภาวะโลหิตจาง และการขาดธาตุเหล็กอีกด้วย และมะเร็งในม้าม อาการ ม้ามผิดปกติต่างๆ อาจรักษาโดยการฉายรังสี หรือใช้ยาคอร์ริโคสเตียรอยด์ หรือบางโรคที่ร้ายแรงก็จะทำการผ่าตัดเปลี่ยนม้าม ในกรณีที่ม้ามเกิดการแตกหรือฉีกขาด จะทำให้เชื้อโรคในม้ามไหลกลับเข้าสู่กระแสเลือดเกือบทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุทำให้ผู้ที่ม้ามแตกหรือฉีกขาดจากอุบัติเหตุเสียชีวิต ในปัจจุบัน ยังไม่มีม้ามเทียมที่สามารถเปลี่ยนทดแทนเมื่อม้ามในร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ

dur-bar.gif

3) ต่อมไทมัส (Thymus gland) เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ สร้างลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและอวัยวะปลูกถ่ายจากผู้อื่น

thymus1.jpg

dur-bar.gif

Comments : No Comments »

การดูแลรักษาเส้นผมเบื้องต้น


เส้น ผมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ถือเป็นมงกุฎวัฒนะประจำศีรษะที่ธรรมชาติให้มาตั้งแต่แรกเกิด เส้นผมจะอยู่กับเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลและรักษาของเจ้าของเส้นผมเอง อย่าให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยแก้ไข ผมร่วง ผมบาง รวมไปถึงศีรษะล้าน สามารถสกัดกั้นปัญหาเหล่านี้ได้ ถึงแม้บางท่านจะได้รับปัญหามาจากพันธุกรรมของบรรพบุรุษก็ตาม ถ้ารู้ตัวหรือตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดปัญหาผมบางหรือศีรษะล้านเหมือน บรรพบุรุษในอนาคตได้ สิ่งแรกที่ควรลงมือกระทำคือ การใส่ใจดูแลเส้นผมในเบื้องต้นอย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่ปัญหาจะเกิด ซึ่งเป็นการป้องกันไว้ล่วงหน้าสำหรับผู้ที่ไม่ประมาท เส้นผมเป็นเซลล์ประเภทโปรตีนโดยก่อตัวขึ้นมาจากใต้ชั้นของผิวหนังศีรษะ สูญเสียได้โดยง่ายเมื่อกระทบกับสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากภายในร่างกายหรือปัจจัยจากภายนอก สิ่งของเครื่องใช้และสิ่งแวดล้อมรอบกาย ล้วนมีผลทั้งสิ้น เส้นผมหลุดร่วงง่าย แต่เกิดใหม่ยาก

การดูแลรักษาเส้นผมเบื้องต้นที่ทุกคนสามารถทำได้ทันที .-

1 ) หมั่นสำรวจอัตราการร่วงของเส้นผมเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และสังเกตการเปลี่ยนแปลง
2 ) พฤติกรรมต่างๆ เช่น
2.1 วิธีการสระผม ต้องถูกวิธี ไม่ขยี้ ไม่รุนแรง ไม่เกาแรงๆ
2.2 วิธีการเช็ดผม ห้ามขยี้ผ้ากับเส้นผม เพราะจะทำให้ผมร่วงง่ายขึ้นกว่าปกติ
2.3 การนวดหนังศีรษะ ซึ่งส่วนมากจะผิดวิธีหรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง มีผลทำให้เส้นผมร่วงมากขึ้น ไม่ควรขยี้หรือขยำที่รุนแรง แรงกดและแรงเสียดทานจากมือจะทำให้เส้นผมที่อ่อนแอและเส้นผมอ่อนที่กำลังงอก ใหม่หลุดร่วงได้ ผมใหม่ก็จะงอกขึ้นไม่ได้สักทีในขณะที่ผมเก่าก็หลุดร่วงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดการไม่สมดุลกันระหว่างงอกใหม่กับส่วนที่ร่วงไป จึงมีผลทำให้ผมบางลงเรื่อยๆอย่างที่เห็น ( ดูการนวดที่ถูกต้องจากบทความด้านล่างของเว็บไซต์นี้ ) การนวดหนังศีรษะมีทั้งผลดีและผลเสียในเวลาเดียวกัน ในกรณีผู้ที่ไม่มีปัญหาผมร่วงหรือผมบาง จะเป็นผลดี แต่ถ้ากรณีผู้ที่มีปัญหาผมร่วงและผมบางอยู่แล้ว จะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น ข้อดีของการนวดหนังศีรษะก็คือช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดี แต่ผลเสียก็คือผมจะร่วงมากขึ้นกว่าปกติ ผมที่อ่อนแอก็จะพลอยร่วงเร็วขึ้น ในขณะที่ผมที่กำลังงอกใหม่ ซึ่งยังไม่แข็งแรง เมื่อมือไปนวดสดุดเข้า ก็จะร่วงตามไปด้วย ทำให้ผมที่งอกขึ้นมาใหม่ไม่เจริญเติบโตเป็นเส้นใหญ่ตามธรรมชาติของมัน ผลที่ตามมาก็คือทำให้ปริมาณเส้นผมลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหาผมบางติดตามมาในภายหลัง
2.4 การ คุ้ย แคะ แกะ เกา บนหนังศีรษะ ซึ่งบางท่านทำเป็นประจำต้องเลิกทันที เพราะจะกระทบกับปริมาณเส้นผมได้ โดยเฉพาะการเกาหนังศีรษะที่แรงๆเวลามีอาการคันศีรษะ ซึ่งจะมีผลกับการหลุดร่วงง่ายของเส้นผมอย่างแน่นอน บางครั้งอาจถึงขั้นผิวหนังศีรษะติดเชื้อได้ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการเกา ควรใช้หวีปลายห่างค่อยๆหวีบริเวณที่คันเพื่อบรรเทาอากรคันดังกล่าว
3 ) หมั่นทำความสะอาดเส้นผมและผิวหนังศีรษะอย่างสม่ำเสมอ เพราะบนหนังหนังศีรษะของเราซึ่งมีเส้นผมปกคลุมอยู่เป็นแหล่งย่อยสลายสิ่ง สกปรกของแบคทีเรียในบรรยากาศ ( ของเสียที่ร่างการขับออกมาทางรูขุมขนบนผิวหนังศีรษะ ) การทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะอย่างน้อยที่สุด 2 วัน/ครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะมัน แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมมันหรือหนังศีรษะมันถึงมันมาก รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเส้นผม ควรทำความสะอาดในทุกๆวัน ทั้งนี้เพื่อขจัดสิ่งสกปรกเน่าเสียต่างๆบนผิวหนังศีรษะและเส้นผมไม่ให้ หมักหมม ซึ่งจะสร้างปัญหาให้กับเส้นผมได้ทุกเมื่อ เป็นการเข้าใจผิดอย่างมากสำหรับเรื่องการทำความสะอาดหนังศีรษะและเส้นผมบ่อย ( สระผมบ่อย ) จะทำให้ผมร่วงมากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่อดีตปากต่อปากต่อเนื่องกันมา ในทางตรงกันข้ามการไม่ค่อยได้ทำความสะอาดหนังศีรษะและเส้นผมนานๆต่อเนื่อง กันหลายวันนั่นแหละจะทำให้ผมร่วงและผมเน่าเสียได้ง่ายขึ้น
4 ) การใช้แชมพู ควรเลือกใช้แชมพูให้เหมาะสมกับตัวเอง ควรเน้นไปที่แชมพูที่มีฤทธิ์ไม่รุนแรงจนเกินไป ( แชมพูอ่อน ) ซึ่งค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ( pH )อยู่ที่ประมาณ 6.5 - 7.5
5 ) การใช้สารเคมีต่างๆ เช่น การโกรกผม เจล ควรระมัดระวัง หรือควรหลีกเลี่ยงถ้าทำได้

การบำรุงเส้นผม เน้นอาหารที่มีไขมันต่ำ พืชผลไม้ประเภท กล้วย ฟักทอง งาดำ สาหร่ายทะเล และอาหารที่มีสารไอติน เบต้าแคโรทีน ซิงค์ เป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในอาหารหลายชนิด เพื่อให้รากผมแข็งแรง

วิธีการลดผมร่วงหรือหยุดผมร่วงเบื้องต้นแบบง่ายๆที่ทุกคนสามารถทำได้
1) หมั่นทำความสะอาดเส้นผมและผิวหนังศีรษะ อย่าให้หมักหมมเป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้เส้นผมและหนังศีรษะสกปรกเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย กรณีไม่ได้ทำความสะอาดเส้นผมและผิวหนังศีรษะเป็นเวลานานๆ อาจจะมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์บนศีรษะได้ การทำความสะอาดบ่อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพของหนังศีรษะและเส้นผม กรณีผมธรรมดา ( ไม่แห้งไม่มัน ) อาจจะวันเว้นวันหรือจะทุกวันก็สามารถทำได้ ศีรษะและเส้นผมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยปกติทั่วไปทุกคนต้องทำความสะอาดร่างกาย(อาบน้ำ)ในทุกๆวัน เป็นการกำจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคต่างๆที่ติดเกาะตามส่วนต่างๆของร่างกาย การสระผมบ่อยๆไม่ได้ทำให้ผมร่วงมากขึ้น แต่ต้องรู้จักใช้แชมพูที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผมของแต่ละคน เป็นความเข้าใจผิดๆที่ว่าสระผมบ่อยทำให้ผมร่วงมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามถ้าปล่อยทิ้งให้สกปรกหมักหมมจนเน่าเสียไม่ทำความสะอาดเส้นผม จะมีผลทำให้เส้นผมสกปรกเน่าเสีย อาจจะเห็นภาวะการร่วงมากขึ้น เส้นผมอ่อนแอหลุดร่วงง่าย เป็นแหล่งรวมเชื้อโรคอย่างดี
2) การทำความสะอาดเส้นผมและผิวหนังศีรษะ(สระผม)ควรทำอย่างนุ่มนวลถนอม ไม่ควรเกาหรือขยี้อย่างรุนแรง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ทำลายเส้นผมมากที่สุด ทั้งทำให้ผมร่วงง่ายขึ้น ผมใหม่ที่กำลังงอกขึ้นมา ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเส้นผมอ่อนแอ เส้นผมหลุดร่วงง่าย ต้องระมัดระวังให้มากที่สุด เพราะผมแต่ละเส้นถือเป็นทรัพยากรของร่างกายที่มีค่า ถ้าสูญเสียไปแล้ว อาจจะกลับมายากขึ้น
3) หลีกเลี่ยงและลดพฤติกรรมการ คุ้ย แคะ แกะ เกา การดึงผม การถอนผมขาว ซึ่งบางท่านจะติดพฤติกรรมนี้
4) หลีกเลี่ยงการหวีผมที่แรงๆ โดยเฉพาะในช่วงผมเปียกน้ำสำหรับสุภาพสตรี เพื่อความปลอดภัยควรใช้หวีปลายห่าง เพื่อลดการดึงเส้นผม(ของหวี) ซึ่งมีผลต่ออัตราการร่วงของเส้นผม
5) หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่มีผลต่อการทำลายเส้นผม การใช้ไดร์ร้อนเป่าผม

6) รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เน้นพืชผักสีเขียวที่มีแร่ธาตุสารไบโอติน เมตาแคโรทีน สังกะสี สาหร่ายทะเล งาดำ

ข้อแนะนำในการลดผมมันหรือหนังศีรษะมัน
หนังศีรษะมันหรือผมมันมักจะสร้างปัญหาให้กับเส้น ผมและผิวหนังศีรษะหลายอย่าง ที่มาของไขมันหรือน้ำมันส่วนเกินเหล่านี้มาจากต่อไขมันที่ขับไขมันส่วนเกิน เหล่านี้ออกมาผ่านทางรูขุมขน ทั้งผวหนังศีรษะ ผิวหน้า และผิวหนังส่วนอื่นๆในร่างกาย วิธีการลดภาวะไขมันมี 2 ประการดังนี้คือ
1. การลดไขมันจากปัจจัยภายใน สามารถทำได้ด้วยการลดหรืองดรับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง หลีกเลี่ยงอาการเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้จะไปกระตุ้มต่อมไขมันให้ทำงานหนัก ด้วยการผลิตและขับไขมันส่วนเกินเหล่านี้ออกมา
2. การลดไขมันจากปัจจัยภายนอก ทำได้โดยหมั่นทำความสะอาดบริเวณที่มีไขมันออกมามาก เช่นสระผมอย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่มีปัญหาผมมันมาก ควรสระผมเช้า-เย็น กรณีผู้ที่มีปัญหาผมร่วงง่ายหรือผมร่วงมากผิดปกติพ่วงด้วย ให้ใช้แชมพูที่มีฤทธิ์ไม่แรงจนเกินไป การอยู่ในสถานที่ที่ไม่ร้อนมากจนเกินไป

11 วิธีการป้องกันผมร่วงในเบื้องต้น

1. ไม่สระผมอย่างรุนแรง

2. ไม่ขยี้ผมบ่อยๆในเวลาสระผม

3. ไม่เกาศีรษะแรงๆเวลาคันศีรษะ

4. ไม่นวดหนังศีรษะที่รุนแรงจนเกินไป เพราะจะมีผลกระทบกับเส้นผมที่อ่อนแอและเส้นผมอ่อนที่กำลังงอกขึ้นใหม่

5. ไม่ดึงผมหรือการคุ้ยแคะแกะเกา ต้องลดพฤติกรรมเหล่านี้

6. ไม่ใช้สารเคมีโดยไม่จำเป็น

7. ลดการไดร้ฟ์ผมบ่อยๆ โดยเฉพาะไดร้ฟ์ร้อน จะทำให้ผมเสียและผมร่วงได้ง่ายๆ

8. ลดการหวีผมที่รุนแรงในขณะที่ผมเปียก หรือผมที่พันกัน ควรใช้หวีที่มีปลายห่างๆ

9. ลดการกลัดสีผมบ่อยๆ การกลัดสีผมบ่อยๆทำให้ผมอ่อนแอ ผมร่วงได้ง่ายๆ

10. ทำความสะอาด(สระผม)เป็นประจำ จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินและกรดยูริค ซึ่งจะไปทำลายรากผมและเส้นผมได้ ทำให้รากผมเน่าเสียหลุดร่วงได้ง่าย

11. หมั่นดูแลและบำรุงอย่างต่อเนื่อง

การบำรุงเส้นผม เพื่อลดการหลุดร่วงง่ายของเส้นผม

ควรบำรุงและเลือกรับประทานอาหารที่เป็นสารจากธรรมชาติ จำพวกพืชผักสีเขียว ที่มีประโยชน์และช่วยบำรุงหล่อเลี้ยงเส้นผมดังนี้.-

- รับประทานจำพวก แครอท, ข้าวกล้อง, งาดำ, เมล็ดทานตะวัน, ฟักทอง ,ถั่วเหลือง,กล้วย

- รับประสารแร่ธาตุหรือสารอาหารที่มีประโยชน์ที่มีส่วนประกอบของ ไบโอตินและซิงค์ ที่มีในอาหารทะเลบางกลุ่ม เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอล สาหร่ายทะเลเป็นต้น

การรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ก็จะให้ประโยชน์กับเส้นผมโดยตรง ลดการหลุดร่วง สุขภาพเส้นผมแข็งแรงทนทานต่อการหลุดร่วงง่าย

นี่คือการบำรุงรักษาดูแลเส้นผมเบื้องต้นที่ควรกระทำก่อนเกิดปัญหา จงอย่ารอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ไข ซึ่งอาจจะทำได้ยากขึ้นหรือแก้ไม่ได้เลย ถ้าคุณรักษ์เส้นผม เส้นผมก็จะอยู่กับคุณตลอดไป

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552

การใส่แหวน (โลหะบำบัด)


นิ้วโป้ง
1.ใส่แหวนเงิน ช่วยให้ปอดแข็งแรง หายใจเต็มอิ่ม
ดูดสารพิษที่ปอด
2.ใส่แหวนทอง ช่วยลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายสะดวก

นิ้วชี้
1.ใส่แหวนเงิน ช่วยลดความอ้วน แก้เกาต์ เบาหวาน
น้ำเหลืองเสีย ขจัดพิษที่ม้าม
2.ใส่แหวนทอง ช่วยให้กระเพาะอาหารแข็งแรง กันปวดเข่า

นิ้วกลาง
1.ใส่แหวนเงิน ช่วยกรองเลือดผ่านหัวใจให้สะอาด
กันหัวใจวาย
2.ใส่แหวนทอง ปรับความร้อนในร่างกาย แก้ปัสสาวะบ่อย

นิ้วนาง
1.ใส่แหวนเงิน ช่วยล้างไขมัน ล้างสารพิษในตับ
2.ใส่แหวนทอง แก้ไมเกรน แก้นอนไม่หลับ

นิ้วก้อย
1.ใส่แหวนเงิน ช่วยชำระไต ขจัดสารพิษที่ไต มือซ้ายหรือขวา
ก็ได้ สองข้างก้อได้
2.ใส่แหวนทอง ช่วยดูแลเรื่องกระเพาะปัสสาวะ มดลูก รังไข่ ปีกมดลูก อัณฑะ
ไส้เลื่อน


การ ใส่แหวนเป็นการใช้โลหะบำบัด ช่วยได้เล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ลองทำดู ควรดูแลเรื่องอาหารการกิน เป็นเรื่องหลักจะที่สุด โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้า และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ

ที่มา หนังสือกินเป็นลืมป่วย อ.สุทธิวัสส์ คำภา

ชามะละกอ... ล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้


ชามะละกอ... ล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้

ชามะละกอเป็นน้ำสมุนไพรที่ช่วยล้างระบบดูดซึมของร่างกายของคนเรา

โดยปกติระบบดูดซึมของคนเราก็จะมีลำไส้เล้ก ลำไส้ใหญ่ การที่คนเรา

ป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อก็เนื่องมาจากระบบต่างๆ

ในร่างกายของเราทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจาก

ระบบดูดซึมบกพร่องไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อ

ร่างกาย เพื่อไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ เมื่อระบบดูซึมบกพร่องระบบ

ที่เกี่ยวพันต่อเนื่องก็จะรวนและทำงานบกพร่องไปตามๆ กัน ทั้งถุงน้ำดี ตับ ไต

สาเหตุที่ระบบดูดซึมทำงานบกพร่องเนื่องจากเราทานอาหารที่มีไขมัน

มากเกินไป ทำให้ไขมันไปจับตัวเป็นคราบเหนียวที่ผนังลำไส้ เหมือน

เขม่าน้ำมันเหนียวๆ สีดำที่ติดอยู่ตามปล่องดูดควันเหนือเตาของร้านอาหาร

ทำให้การดูดซึมทำได้น้อยหรือทำไม่ได้เลย ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย

ทำงานผิดพลาด

ชามะละกอเป็นน้ำสมุนไพรที่ใช้ล้างไขมันที่เกาะติดผนังลำไส้ได้ดีมาก

ดีมาก นอกเหนือจากการทานโยเกิร์ตผสมเพื่อให้แลคโตบาสิลัสไปกัดกิน

ไขมันหรือเชื้อโรคที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้แล้ว การทานชามะละกอเป็น

ประจำหลังทานอาหารมันๆ ก็จะช่วยให้ผนังลำไส้ไม่เกรอะกรังไปด้วยไขมัน

ส่วนผสม


- มะละกอดิบ 1/2 ลูก


- ดอกเก็กฮวยหรือใบเตย 1 กำมือ

- ชาจีน หรือชาเขียว หรือ ชาใบหม่อน 1/2 กำมือ

- น้ำเปล่า 4 ลิตร

วิธีทำ

- ปอกล้างมะละกอและหั่นเป็นชิ้นแบบฟัก



- ใส่น้ำมะละกอหั่นดอกเก็กฮวยล้างแล้วลงไปต้มจนเดือด พอเดือด

ช้อนมะละกอและดอกเก็กฮวยออก



- ใส่ใบชาจีนที่ล้างสะอาดลงไปแช่ในน้ำ 5 นาที ตักใบชาขึ้น นำไปดื่มล้าง

ไขมันได้เลย ถ้าเหลือก็ใส่ขวดแช่เย็นไว้ดื่มได้อีก 2 วันโดยไม่เสีย


*** ห้ามแช่ใบชาเกิน 5 นาที เพราะถ้าเกิน 5 นาที สารแทนนิน

ของใบชาจะออกมาจากใบชา กินแล้วทำให้ท้องผูก นอนไม่หลับ***

สารของมะละกอจะเกิดการถักทอกับสารของใบชา ทำให้ช่วยย่อยไขมัน

และล้างไขมันออกจากผนังลำไส้ ควรดื่มเพื่อล้างเป็นประจำ ดื่มแทนน้ำอัดลมได้

ถ้าไม่ล้างลำไส้ก็เปรียบเสมือนกินข้าวไม่ล้างจาน แล้วใช้จานใบเก่าที่ไม่ล้าง

เอามาใส่ข้าวกินใหม่

การทำชามะละกอกินเพื่อล้างลำไส้ให้ได้ประโยชน์ ที่จริงแล้วไม่ควรเติม

น้ำตาล ยกตัวอย่างเช่น เรากินข้าวขาหมู แล้วกินของหวานหรือชาที่เติม

น้ำตาล มันจะทำให้ไขมันกลายเป็นไขมันฝ่ายร้ายได้ หรือมื้อไหนที่เรากินไขมัน

เช่น เนื้อติดมันก็ไม่ควรกินของหวานตามเข้าไป ควรกินกระเทียมเป็นตัวลด

โคเลสเตอรอล แล้วกลับมาบ้านเราก็กินชามะละกอเพื่อล้างไขมันลำไส้ออกไป

"สุขภาพที่ดีหาซื้อไม่ได้ อยากได้ต้องทำเองจริง ๆ ครับ"

ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคนมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรงตลอดไปนะครับ

มะกรูด

ขับลมในกระเพาะ แก้อาเจียนเป็นเลือดด้วย มะกรูด
มะกรูด เป็น พืชในสกุลส้ม มีผลมีเขียวเข้ม เปลือกเป็นปุ่มป่ำ เนื้อข้างในมีน้ำแต่ไม่มากอย่างส้มชนิดอื่น ๆ ใบมีสีเขียวเข้ม มีกลิ่นฉุน ส่วนที่ใช้เป็นยาสมุนไพร ใบ ผล และราก ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง หากมีการตัดแต่งกิ่งยอดจะแยกออกมาเร็วมาก และยังเป็นพืชที่ทำรายได้ให้เกษตรกรด้วย

สมุนไพร, มะกรูด



ใน น้ำมะกรูด มีกรดซิตริก เป็นสารหลัก คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอาซิน วิตามินซี และในผิวมะกรูดมีน้ำมันหอม


สรรพคุณและวิธีใช้

- น้ำในลูก ขับลมในลำไส้ แก้น้ำลายเหนียวแก้ปวดท้อง แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน บีบน้ำมะกรูดลงคอ 5-6 หยด ทุก 5-10 นาที แก้ไอช่วยละลายขับเสมหะ แต่ควรให้ถูกฟันน้อยที่สุด เพราะเป็นกรดจึงอาจทำลายเคลือบฟันได้

- ผิวลูกมะกรูด ขับลมในลำไส้ ปรุงเป็นยาลม ขับระดู แก้ปวดท้อง

- ใบ แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำใน มีสารต้านมะเร็ง

- ราก แก้ไข้ แก้กำเดา ถอนพิษ แก้ลมจุกเสียด แก้พิษฝีภายใน แก้เสมหะ

- ลูกมะกรูด นำมาดองกินเป็นยาฟอกและบำรุงเลือด

นอก จากนี้มะกรูดยังใช้ประกอบอาหารได้ด้วย แต่นิยมนำใบมาปรุงแต่งและปรุงรสอาหาร โดยเฉพาะนำมาใส่ในแกงกะทิและแกงพวกเนื้อดับกลิ่นคาว หรือโรยหน้าห่อหมก และยอดอ่อนสามารถเก็บมาจิ้มกับน้ำพริกได้ด้วย