นมถั่วเหลืองเป็นอันตราย-จริงหรือหลอก?
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล
![]() |
บทความจากมติชน |
ฉบับที่ 1484 วันที่ 23 ม.ค. 52 |
นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล |
เป็นที่รับรู้กันว่านมวัวยังเป็นสาเหตุของภูมิแพ้และการประชุมปี 1997 ของกองทุนวิจัยมะเร็งโลกและสถาบันมะเร็งแห่งชาติอเมริกาก็ระบุว่า นมวัวเป็นปัจจัยที่เป็นไปได้ (probable factor) สำหรับมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้ธุรกิจนมยอดขายตกลงทุกที นอกจากนี้แล้วก็ยังมีนมถั่วเหลืองเป็นคู่แข่ง โดยนมถั่วเหลืองชูงานวิจัยว่า ถั่วเหลืองมีสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ ไฟโตอีสโตรเจน ช่วยยับยั้งมะเร็งเต้านมได้ แถมช่วยเสริมฮอร์โมนเพศหญิงทำให้ไม่มีอาการวัยทอง และยังป้องกันโรคหัวใจด้วย
แต่สมัยนี้เริ่มมีกระแสต้านถั่วเหลืองในอเมริกา บอกว่ากินถั่วเหลืองมากจะทำให้ผู้ชายกลายเป็นกระเทยเพราะฮอร์โมนไฟโตอีสโตรเจน ถั่วเหลืองยังทำให้เกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ทำให้เสี่ยงต่อสมองเสื่อมเป็นอัลไซเมอร์อีกด้วย เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร?
1. ถั่วเหลืองมีสารไอโซฟลาโวนส์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ไฟโตอีสโตรเจน เป็นสารคล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งถ้ารับไปมากๆเข้าก็ออกฤทธิ์แทนฮอร์โมนเพศได้เลย การวิจัยของจิลล์ ชไนเดอร์(Jill Schneider) มหาวิทยาลัยเลไฮที่เพนซิลวาเนีย ให้หนูทดลองกินสารสกัดโปรตีนถั่วอย่างจริงจังปรากฏว่า หนูทดลองเข้าสู่วัยรุ่นเร็วผิดปกติ เธอสรุปว่า เด็กที่ดื่มนมถั่วเหลืองจะได้รับสารคล้ายฮอร์โมนนี้ซึ่งเป็นผลต่อการพัฒนา ความเป็นหญิงและชายของคนเรา ทารกที่กินนมถั่วเหลืองสกัดในวันหนึ่งๆจะเท่ากับรับยาคุมกำเนิด 5 เม็ดต่อวัน ประมาณได้ว่าทารกเหล่านี้จะมีระดับสารไอโซฟลาโวนส์ในเลือด 13,000-22,000 เท่าเมื่อเทียบกับระดับเอสตราไดออลจากนมวัวที่ทารกดื่ม
2.ถั่วเหลืองเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสารไฟเตตซึ่งยับยั้งการดูดซึมเกลือแร่เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม เหล็กและสังกะสี ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายที่กินธัญพืชมักจะมีภาวะขาดเกลือแร่ เช่น เลือดจางเพราะขาดธาตุเหล็ก กระดูกพรุนเพราะขาดแคลเซียม น่าจะเป็นเพราะประเทศเหล่านี้กินธัญพืชมาก สรุปว่าทารกที่กินผงถั่วสกัด-เอสพีไอจงระวังปัญหานี้ให้ดี
ทั้ง ฮีแมกกลูตินินและสารต้านทริปซินยังเป็นสารยับยั้งการเติบโต สารนี้อาจถูกย่อยสลายได้ด้วยการหมัก เช่น การทำเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว มิโซะ และเทมเปะของชาวจีนและญี่ปุ่น แต่สลายเพียงส่วนน้อยด้วยการหุงต้มธรรมดาหรือแม้แต่การตกตะกอนโปรตีนใน กระบวนการทำเต้าหู้ สรุปว่าสารนี้น่าจะเป็นเหตุให้คนเอเชียตัวเล็ก ดังนั้นถ้าจะกินถั่วเหลือง ให้จำกัดการกินเฉพาะเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว มิโซะ และเทมเปะเท่านั้น กินเต้าหู้ก็ยังไม่ปลอดภัยจากสารสองชนิดนี้ จะเกิดผลร้ายต่อสุขภาพ
ในกระบวนการพ่นละอองเพื่อทำผงถั่ว (Spray dry) ยังเกิดสารพิษที่ชื่อว่า ลัยซิโนอะลานีน (Lysinoalanine) ซึ่งเป็นสารกลุ่มไนไตรต์ที่ถือเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง แล้วกระบวนการแต่งรสของผงถั่วสกัดยังมีการใส่ผงชูรส (MSG) เข้าไปอีกด้วยเพื่อกลบรสชาติของถั่ว ใช้เป็นผงถั่วชนิดชงที่ไม่มีกลิ่นถั่วเหลือง หรือผลิตเป็นชิ้นโปรตีนถั่วสำหรับปรุงอาหาร อย่างที่คนไทยบ้านเราเรียกกันว่า โปรตีนเกษตร หรือคนจีนเรียกหมี่กึงนั่นแหละ แต่ในอเมริกาคงเอาผงถั่วชนิดนี้ไปทำของกินอีกสารพัด ยกเว้นผลิตรถยนต์โปรตีนถั่ว
งานวิจัยที่ญี่ปุ่นเมื่อค.ศ.1991 พบว่าการกินถั่วเหลือง 30 กรัมหรือ 2 ช้อนโต๊ะต่อวันเป็นเวลา 1 เดือนทำให้กระตุ้นฮอร์โมนที่กระตุ้นไทรอยด์(Thyroid stimulating hormone) เกิดคอพอก และภาวะไทรอยด์ต่ำ ปัจจุบันเด็กในอเมริกาทุกๆ 4 คนจะดื่มนมที่ชงจากผงถั่วสกัด-เอสพีไอ 1 คน
6. การบริโภคถั่วเหลืองในยุคปัจจุบันมาจากวัฒนธรรมตะวันออก คนจีนในอดีตกินถั่วเหลืองไม่ได้กินทั้งเมล็ด แต่ใช้การหมักเป็นเต้าเจี้ยว ซีอิ๊ว ญี่ปุ่นก็เป็นเทมเปะ นัตโตะ มิโซะ และโชยุ ในภายหลังคือประมาณ 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาลจึงมาพบวิธีทำเต้าหู้ด้วยการตกตะกอนโปรตีนในสารละลาย แคลเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต คนจีนและญี่ปุ่นกินถั่วเหลืองหมักไม่เกิดโทษเพราะการหมักได้ทำลายเอนไซม์ ต้าทริปซินและตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหารไปเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการทำเต้าหู้นั้น สารไม่ดีตัวนี้ยังอยู่โดยส่วนใหญ่ จึงยังมีผลร้ายมากกว่าผลดี
เหล่านี้คือ ด้านร้ายของถั่วเหลืองที่กลุ่มผู้ต่อต้านถั่วเหลืองกำลังเผยแพร่ พร้อมกับบอกอีกว่า ถ้าเด็กดื่มนมวัวแล้วแพ้ การดื่มนมถั่วเหลืองกลับมีอันตรายมากกว่า จึงให้กินนมคาร์เนชั่น กู๊ด สตาร์ต (Carnation Good Start) จากแรกเกิดถึง 6 เดือน แล้วตามด้วยคาร์เนชั่น ฟอลโลว์ อัพ (Carnation Follow Up) ต่อไปเรื่อยๆเพราะเป็นผลิตภัณฑ์ลดการก่อภูมิแพ้

จริงครับ ปกติผมเป็นคนหนึ่งที่ต่อต้านนมสัตว์และนมถั่วเหลืองด้วย เพราะจากการศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถืออื่น ๆ ร่วมกับทดลองด้วยตนเองมาเป็นระยะเวลานานจึงมีประสบการณ์โดยตรง จึงยืนยันได้อย่างสนิทใจว่า นอกจากนมทั้งสองชนิดจะมีประโยชน์แล้ว ยังมีโทษมากมายครับ เช่น
ตอบลบ- ถ้าเป็นนมสัตว์โดยเฉพาะนมวัว จะมีส่วนประกอบของโปรตีนชื่อ "เคซีน" ซึ่งย่อยยากมากส่งผลให้เกิดการหมักบูดปนกับอาหารอื่น ๆ ที่ทานเข้าไปในวันนั้น ทั้งยังมีฮอร์โมนอดรีนาลีนจากสัตว์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และมีน้ำตาลแลคโตสสูงซึ่งเป็นน้ำตาลที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนทุกวัย
- ถ้าเป็นถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูงซึ่งไวต่ออกซิเจนในอากาศ เมื่อทานเข้าไปจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระต้นเหตุของโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบเลือด และยังมีไฟเตดสูง ซึ่งเป็นสารที่แฝงมากับเส้นใยไม่ละลายน้ำซึ่งทำหน้าที่ขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย มิหนำซ้ำยังมีน้ำตาลซึ่งไม่ละลายน้ำซึ่งเป็นภาระต่อแบคทีเรียในลำไส้ที่ต้องช่วยย่อยก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยตามมา