วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2552

อันตรายจากไมโครเวฟ

เตาไมโครเวฟ

ความสะดวกสบายราคาแพง

ตัวก่อมะเร็ง

จะเกิดอะไรขึ้น หากโมเลกุลของน้ำถูกเหวี่ยงด้วยความถี่ 2,450 ล้านรอบต่อวินาที ?


ดิฉัน ตั้งคำถามกับตัวเอง เมื่อเปิดคู่มือการใช้เตาไมโครเวฟแล้วพบคำอธิบายว่า แมกนีตรอนในเตาไมโครเวฟจะเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นคลื่นไมโครเวฟที่มีความถี่ สูงถึง 2,450 ล้านรอบต่อนาที โมเลกุลของน้ำในอาหารจะเกิดการสั่นสะเทือนและเสียดกันจนเกิดความร้อน

ในคู่มือเน้นย้ำ (และดูเหมือนคนส่วนใหญ่ก็พร้อมจะเชื่อ) ว่าคลื่นไมโครเวฟไม่ใช่รังสี จะมีการสลายตัวและไม่สะสมในร่างกาย จึงไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ การเน้นย้ำจนผิดสังเกตนี้เองที่ทำให้ดิฉันสนใจค้นคว้าข้อมูลต่อไป และพบว่ามีข้อมูลการศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพจาการใช้เตาไมโครเวฟไม่มากนัก แต่ผลการวิจัยเหล่านั้นมักนำมาอ้างอิงอยู่เสมอที่สำคัญ มักเป็นข้อมูลที่คนสนใส่ใจสุขภาพไม่ควรมองข้าม

งานวิจัยชิ้นใหญ่ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์การวิจัยเกี่ยวกับเตาไมโครเวฟ คืองานวิจัยของรัสเซียที่ค้นพบ คาร์ซิโนเจน (Carcinogen) หรือสารก่อมะเร็งในเนื้อสัตว์ นม และเมล็ดธัญพืช ที่ผ่านการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ ส่วนวิตามินบี ซี อี ตลอดจนแร่ธาตุสำคัญต่างๆ ก็ลดลงด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากโมเลกุลในอาหารจะสั่นสะเทือนด้วยความเร็วหลาย พันล้านรอบต่อนาทีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งขั้นบวกและลบ โมเลกุลบางส่วนเสียหาย บางส่วนผิดรูปร่าง บางส่วนแตกกระจายเป็นโมเลกุลหรือสารประกอบใหม่ที่ร่างกายเราไม่เคยรู้จัก

รัสเซียประกาศห้ามใช้เตาไมโครเวฟนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา

การทดลองของ

ดร. เฮอร์เทล

อีก 15 ปีต่อมา มีงานวิจัยชิ้นเล็ก ๆ แต่มีคุณภาพและยิ่งใหญ่ ทั้งในแง่สิ่งที่ค้นพบ และในฐานะที่มันสะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งผลประโยชน์ด้านธุรกิจมากกว่าการใส่ใจหรือรับผิดชอบต่อสุขภาพของผู้บริโภค ในวงการอุตสาหกรรมเตาไมโครเวฟ

ดร. ฮานส์ อุลริช เฮอร์เทล (Hans Ulrich Hertel) นักวิทยาศาสตร์ที่เคยทำงานของมหาวิทยาลัยโลวาน ศึกษาผลกระทบด้านโภชนาการของอาหารไมโครเวฟที่มีต่อเลือดและร่างกายของ มนุษย์ โดยให้อาสาสมัคร 8 คนกินนมและผักที่เตรียมวิธีต่างกัน คือ นมสด , นมชนิดเดียวกันแต่ต้มด้วยวิธีดังเดิม,นมพาสเจอไรซ์,นมสดที่ผ่านการต้มด้วย ไมโครเวฟ,ผักสดจากฟาร์มอินทรีย์,ผักชนิดเดียวกันแต่ต้มด้วยวิธีดังเดิม,ผัก ชนิดเดียวกันแต่แช่แข็งและละลายในไมโครเวฟ และผักชนิดเดียวกันแต่หุงต้มในไมโครเวฟ มีการเก็บตัวอย่างเลือดก่อนกินขณะท้องว่าง และหลังกิน

ผลการทดลองปรากฏว่า พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในเลือดของผู้กินอาหารที่ผ่านการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ เช่น เฮโมโกลบินลดลง โคเลสเทอเลลเทอรอลชนิดดีลดลง เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่เซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น ในเชิงโลหิตวิทยาถือเป็นสัญญาณอันตราย กล่าวคือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย ร่างกายจึงต้องผลิตเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อจัดการกับความผิดปกติเหล่านั้น

ราวกับทิ้งระเบิดลูกใหญ่ลงกลางวงอุตสาหกรรมเตาไมโครเวฟ ภายหลังตีพิมพ์ผลงานไม่นาน สมาคมผู้ค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมแห่งสวิตเซอร์แลนด์ที่รู้จักในชื่อ FEA ก็อาศัยอำนาจศาลสั่งให้ ดร. เฮอร์เทล ยุติการเผยแพร่ข้อมูล ต่อมาในปี 2536 ศาลสวิตเซอร์แลนด์ได้พิพากษาว่า ดร. เฮอร์เทลทำลายการค้า พร้อมสั่งปรับและห้ามไม่ให้ตีพิมพ์ผลการวิจัยอีกต่อไป ทว่าในอีก 5 ปีต่อมา ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปที่ออสเตรเรียได้พิพากษาว่า การสั่งห้ามไม่ให้ ดร. เฮอร์เทลพูดถึงอันตรายของเตาไมโครเวฟที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นการระเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้ได้สั่งศาลสวิตเซอร์แลนด์จ่ายค่าชดเชยให้ ดร.เฮอร์เทลด้วย

ธรรมชาติบำบัด

หลอดแมกนีตรอนตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ

ดิฉันหยิบยกงานวิจัยชิ้นใหญ่ ๆ มาเล่าให้ฟังเพียง 2 ชิ้น เพราะหากมากไปกว่านี้ก็จะกลายเป็นรายการ ขนหัวลุกหรืออาจถูกกล่าวหาว่าเป็น ผู้ทำลายการค้าได้ อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าผู้บริโภคควรมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าตนเองกำลังกินอะไรอยู่และมีความเสี่ยงอย่างไร ส่วนการเลือกที่จะกินอะไรอยู่และมีความเสี่ยงอย่างไร ส่วนการเลือกที่จะกินหรือไม่ และกินอย่างไรให้เสี่ยงภัยน้อยที่สุด ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริโภคเอง

หากเปรียบเทียบกับอาหารตามหลักธรรมชาติบำบัดนับว่าอาหารไมโครเวฟเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว ทั้งนี้เพราะธรรมชาติบำบัดเน้นการรับประทานอาหารสดใหม่ที่ผ่านกระบวนการหุงต้ม-ดัดแปลงต่าง ๆน้อยทีสุด เพื่อให้สามารถนำพลังความสดจากธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายให้ได้มากที่สุดธรรมชาติบำบัดจึงแนะนำให้กินผักผลสด ยิ่งเพิ่งงอกอกมาจากเมล็ดยิ่งดี เช่น การเพาะถั่วงอกข้ามคืนแล้วกินสด ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ยึดตามหลักการที่ว่า การบริโภคอาหารที่มีอยู่ในธรรมชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ร่างกายคนเราคุ้นเคย จะก่อให้เกิดผลดีมากกว่าการบริโภคที่ผ่านการดัดแปลงปรุงแต่จนกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายจะไม่สามารถย่อยหรือทำ ตัวให้คุ้นเคยกับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นสุดท้ายก็จะเกิดการต่อต้าน มีการสะสมของสารพาที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายหรือขับออกไปได้ และก่อให้เกิดโรคต่าง ๆตามมา

ยอมตายคาไมโครเวฟ

ตัวกำเนิดคลื่นไมโครเวฟ

เมื่อปี 2546 Journal of the Science of Food and Agriculture ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในบรอกโคลีที่ผ่านการหุงต้มด้วยวิธีต่าง ๆ พบว่าบรอกโคลีที่ผ่านการต้มด้วยไมโครเวฟจะสูญเสียการต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ คือ ฟลาโวนอยด์ , ไซแนปิกส์ และแคฟฟีออยล์ควินิก ดีไรเททิฟส์ ในอัตรา 97,74 และ 87 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ขณะที่บรอกโคลีที่ต้มแบบดั้งเดิมจะสูญเสียสารต้านอนุมูลอิสระตามลำดับข้างต้นเพียง 11,0 และ 8 เปอรเซ็นต์เท่านั้น

ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การหุงต้มด้วยวิธีดังเดิมจะคงคุณค่าสารอาหารไว้ได้มากกว่าการหุงต้มด้วยไมโครเวฟ

สำหรับคนเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบและทุ่มเทให้แก่การงานมากกว่าเรื่องอาหารการกิน โดยฝากท้องไว้กับอาหารถุงหรืออาหารสำเร็จรูปประเภทบรรจุกล่องมาจากร้าน กลับถึงบ้านจับใส่ไมโครเวฟสัก 3 นาที ก็กินได้ อาจจัร้องโอดโอยว่า ในเมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก ก็เห็นทีจะต้องยอมตายคาไมโครเวฟนี่แหละ

นั่นเป็นการยอมจำนวนมากเกินไปค่ะ

อย่างไรก็ตาม มีข้อแนะนำ 2-3 ประการสำหรับคนติดไมโครเวฟ นั่นคือต้องเรียนรู้การใช้ไมโครเวฟที่จะทำให้เกิดสารพิษต่อร่างกายน้อยที่สุด

นายแพทย์แอนดรู ไวลด์ แพทย์ทางเลือกชื่อดังในบ้านเรา (เพราะมีคนแปลกหนังสือของเขาออกมาขายหลายเล่ม) แนะนำให้ใช้ไมโครเวฟเฉพาะเพื่อการอุ่นอาหารเท่านั้น

แค่อุ่นเขียง

การลดความเสี่ยงจากสารพิษในพลาสติกที่จัปนเปื้อนลงในอาหาร ทำได้โดยการถ่ายอาหารออกจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือโฟมก่อนเอาเข้าอุ่นหรือหากจะใส่พลาสติกหุ้มบรรจุภัณฑ์ ก็ต้องไม่ให้พลาสติกสัมผัสกับอาหาร บรรจุภัณฑ์ที่ใส่อาหารขายในร้านสะดวกซื้อทำขึ้นมาเพื่อให้ใช้เพียงครั้งเดียว ไม่ควรนำไปใช้ซ้ำ และหากต้องการใช้พลาสติกในการหุงต้ม ต้องมั่นใจว่าเป็นพลาสติกที่ใช้กับเตาไมโครเวฟ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไม่ควรใช้ไมโครเวฟอุ่นนมให้เด็ก เนื่องจากการอุ่นนมด้วยไมโครเวฟจะทำให้กรดอะมิโนในนมกลายเป็นสารสังเคราะห์ ยิ่งไปกว่านั้นกรดอะมิโนที่เรียกว่า แอล-โปรลีน จะเปลี่ยนไปเป็สารพิษที่เป็นพิษต่อระบบประสาทและเป็นพิษต่อไต

ในช่วงแรก ๆ ที่ซื้อเตาไมโครเวฟมา ดิฉัน เห่อ ทดลองทำอาหารตามตำราที่แถมมากับเตาไมโครเวฟมาก แต่พอผ่านไปได้สักพักก็เริ่มรู้สึกถึงความแตกต่างของสีสันและรสชาติอาหารที่ ได้เมื่อเปรียบเทียบกับการหุงต้มด้วยเตาแก๊สหรืออุปกรณ์หุงต้มที่ใช้ไฟฟ้า ซึ่งประการหลังให้รสชาติและสีสันที่ดีกว่า ดิฉันเลยเปลี่ยนมาใช้เตาไมโครเวฟเพื่ออุ่นอาหารเท่านัน

แต่ตอนนี้ หลังจากได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเตาไมโครเวฟมากขึ้น และชั่งน้ำหนักระหว่างค่าของความสะดวกสบายกับความปลอดภัยในระยะยาวดู ดิฉันจึงตัดสินใจว่าจะใช้เตาไมโครเวฟเพื่อทำดอกไม้อบแห้งและทำความสะอาดเขียงเท่านั้น

อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/6/microwave/index.htm

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น